Saturday, January 14, 2017

พัฒนาการของทุนนิยมในยุโรป 6

ตอนที่ 6
สงครามกลางเมืองครั้งที่ 1 (1642-1646) และนโยบายคัดค้านประชาชนของรัฐสภา
คู่ขนานไปกับสงครามกลางเมืองระเบิดขึ้น   ในกลุ่มการเมืองกลุ่มต่างๆ  ก็ได้แยกตัวเป็นสองค่ายที่มีเส้นแบ่งอย่างชัดเจน   โดยกลุ่มที่สนับสนุนรัฐสภาเรียกว่า “พวกหัวกลม” (Roundhead) และกลุ่มที่สนับสนับสนุนกษัตริย์เรียกว่า “พวกอัศวิน”(Cavaliers)   * (สมญานามทั้งสองเกิดขึ้นในสมัยที่กลุ่มสนับสนุนกษัตริย์กับรัฐสภาช่วงยาวเป็นปฏิปักษ์และต่อสู้กัน  ในปี1642 พวกสาวกนิกายพิวริแตนส์เนื่องจากตัดผมสั้นเกรียน  จึงถูกเรียกว่าพรรคหัวกลม  ส่วนขุนนางที่สนับสนุนกษัตริย์มักห้อยกระบี่  ใส่วิกผมปลอมยาวปะบ่า จึงถูกเรียกว่าพรรคอัศวิน)  แคว้นต่างๆทางภาคตะวันออกซึ่งเศรษฐกิจเจริญรุ่งเรืองสนับสนุนรัฐสภาโดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ลอนดอนส่วนท้องที่ซึ่งเศรษฐกิจ ล้าหลังทาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ สนับสนุนกษัตริย์    ในด้านศาสนาผู้   ที่สนับสนุนกษัตริย์คือ สาวกนิกายอังกลิกันกับสาวกนิกายโรมันคาทอลิค    ที่ยืนอยู่กับฝ่ายรัฐสภาคือสา   วกนิกายพิวริแตนส์   ขุนนางใหญ่ศักดินา  ขุนนางราชสำนัก ตลอดจนนักการธนาคาร ที่มีความสัมพันธ์กับราชสำนัก   พ่อค้าใหญ่ที่ได้รับอภิสิทธิ์สนับสนุนกษัตริย์   ชนชั้นนายทุนและชนชั้นนายทุนน้อย  ขุนนางใหม่  ชาวเมืองที่ยากจนและชาวบ้านอันกว้างใหญ่ไพศาล  ล้วนสนับสนุนรัฐสภา   ทั้งสองฝ่ายต่างเร่งมือรวบรวมกำลังอาวุธและเงินค่าใช้จ่ายเตรียมการสู้รบ    ที่ลอนดอนเพียงวันเดียวก็มีชาวเมืองเข้าร่วมเป็นทหารบ้านถึง 5,000 คน

สงครามพอเริ่มต้น   รัฐสภาก็มีความได้เปรียบทั้งด้านกำลังคนและกำลังวัตถุ    แต่ว่ากลุ่มที่เป็นคนส่วนใหญ่ในรัฐสภาคือกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของส่วนบนในชนชั้นนายทุนใหญ่และขุนนางใหม่มีความหวาดกลัวต่อลักษณะปฏิวัติที่เพิ่มทวีขึ้นของมวลชน   มีความคิดเห็นให้ประนีประนอมกับกษัตริย์กลับไปสู่ “วิถีทางปกติของระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ”   นายทหารของกองทัพรัฐสภาส่วนใหญ่เป็นขุนนางที่มีความสัมพันธ์กับส่วนบนของคณะเพรสไบเทอร์เรียนที่กุมอำนาจ   ในการรบพวกเขามิใช่พยายามหาวิธีเอาชนะ        หากพยายามหาวิธีทำอย่างไรให้กษัตริย์เสียหายน้อยหน่อย    สร้างเงื่อนไขที่จะเจรจากับกษัตริย์   ฉะนั้นสงครามเกิดขึ้นไม่นานกองทัพของกษัตริย์ก็สามารถตีกองทัพของรัฐสภาพ่ายแพ้ไป   เดือนตุลาคม 1642  กองทัพของกษัตริย์ยึดได้เมืองออกฟอร์ดและตั้งค่ายใหญ่ที่นั่น   เดือนพฤศจิกายนเข้าโจมตีลอนดอนแต่ว่าความมุ่งหวังที่จะยึดเมืองลอนดอนของฝ่ายกษัตริย์ต้องเลิกล้มไปชั่วคราวเมื่อถูกตีได้จากกองทหารบ้านในลอนดอน  

ฤดูร้อน ปี 1643  กองทัพของกษัตริย์ก็ได้รับชัยชนะติดต่อกันในภาคเหนือและภาคตะวันตก   ฤดูใบไม้ร่วงปีเดียวกัน   ฝ่ายกษัตริย์เตรียมบุกโจมตีลอนดอนจากสามด้าน   ฝ่ายรัฐสภามีฐานะคับขันมาก     ในเวลานี้เองกองทหารบ้านที่จัดตั้งโดยชาวเมืองในนครหลวงได้ปลดปล่อยเมือง กลอสเตอร์ อันเป็นเมืองสำคัญทางภาคตะวันตกออกจากการถูกโอบล้อมโจมตีการรุกของฝ่ายกษัตริย์ล่าถอยไป   ขณะเดียวกัน  กองทหารม้าเหล็กของ “สหพันธ์ตะวันออก”*(ปลายปี 1642 เมืองต่างๆที่อยู่ทางภาคตะวันออก เช่นเมืองนอร์โฟล์คซับโฟล์ค อัสเซ็กซ์ เคมบริดจ์  เฮอร์ตฟอร์ด เป็นต้นได้เข้าร่วมเป็นสหพันธ์) ซึ่งนำโดยโอลิเวอร์ ครอมเวลล์ ได้โจมตีการรุกของข้าศึกล่าถอยไปในการสู้รบ   กวาดล้างกองทัพของฝ่ายกษัตริย์ในแคว้นลินคอร์นจนหมดสิ้น   กอบกู้สถานการณ์ไว้ได้

ในการต่อสู้ประชาชนได้แสดงออกให้เห็นซึ่งกำลังอันมหาศาล   แต่ว่ารัฐสภาที่ควบคุมโดยกลุ่มเพรสไบเทอร์เรียน  ไม่ไปจัดตั้งประชาชนเข้าร่วมการต่อสู้คัดค้านกษัตริย์   หากรอคอยแต่การช่วยเหลือจากชนชั้นนายทุนและขุนนางในสก๊อตแลนด์   ปี 1643  รัฐสภาช่วงยาวได้สร้างพันธมิตรกับรัฐสภาสก๊อตแลนด์   ทางสก๊อตแลนด์รับปากจะส่งทหาร20,000 คนไปช่วยโดยรัฐสภาช่วงยาวเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายทางทหารให้  เดือนกรกฎาคม 1644  ในการยุทธที่ทุ่งหญ้ามาร์สตัน  อันเป็นการยุทธที่ใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งนับแต่เกิดสงครามกลางเมืองเป็นต้นมา   กองทัพรัฐสภาได้รับชัยชนะ   จากนั้นมาสิทธิเป็นฝ่ายกระทำในสงครามได้เปลี่ยนไปอยู่ในมือฝ่ายรัฐสภา      

ชัยชนะในการรบครั้งนี้  มิใช่เกิดจากกองทหารม้าของสก๊อตแลนด์เข้าร่วมรบหากเป็นผลจากการเคลื่อนไหวปฏิวัติในท้องที่ต่างๆที่มีกระแสสูงขึ้นตลอดจนการต่อสู้กับพวกอัศวินของชาวนาและชาวเมืองอย่างไม่ขาดสายเป็นสำคัญ   กองทหารม้าที่บัญชาโดยครอมเวลล์เกิดบทบาทที่สำคัญในการยุทธครั้งนี้   แต่กองทหารที่นำโดยนายทหารของกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนในสมรภูมิภาคใต้กลับถูกกองทัพฝ่ายกษัตริย์ตีแตกยับเยิน   ทำให้ชัยชนะที่ได้รับทางภาคเหนือก็ถูกหักล้างไปด้วยความพ่ายแพ้ทางทหารและนโยบายที่ปราบปรามการปฏิวัติของกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน   ก่อให้เกิดความไม่พอใจโดยทั่วไป   

ในเขตควบคุมของรัฐสภา   การต่อสู้ของมวลชนที่คัดค้านเผด็จการ คัดค้านนโยบายของรัฐสภานั้น  มีรูปแบบหนึ่งที่ใช้รูปแบบการต่อสู้ภายใต้เสื้อคลุมของศาสนา   ปลายปี 1643 รัฐสภากำหนดให้ใช้คณะเพรสไบเทอร์เรียนแทนที่คณะอังกลิกัน   โดยกำหนดให้คณะเพรสไบเทอร์เรียนเป็นศาสนาของทางการที่ทุกคนจะต้องนับถือ    ดังนั้นการต่อสู้คัดค้านการบีบบังคับให้นับถือศาสนาจึงประสานเข้ากับการต่อสู้คัด ค้านอำนาจรัฐปัจจุบัน   ทั้งในเมืองและชนบทได้ปรากฏองค์การจัดตั้งทางศาสนาจำนวนมาก   ดำเนินการปลุกระดมภายใต้เสื้อคลุมของฝ่ายค้านทางศาสนา   อีกรูปแบบหนึ่งคือการเคลื่อนไหวของชาวไม้กระบอง  ซึ่งเกิดขึ้นในดินแดนทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือและต่อมาได้แผ่ขยายตัวไปในดินแดนถึง 1 ใน 4 ของประเทศ    

เนื่องจากชาวนาที่ลุกขึ้นสู้ใช้ไม้กระบองและเครื่องมือการผลิตติดอาวุธให้ตนเอง   ดังนั้นจึงได้ชื่อว่า  “ชาวไม้กระบอง”  ชาวไม้กระบองมีกำลังถึง 50,000 คน   มวลชนพื้นฐานคือชาวนาที่ยากจน  แต่   อำนาจการนำกุมอยู่ในมือของชาวนาที่ร่ำรวย      ในการสู้รบกับกองทหารฝ่ายกษัตริย์ของชาวไม้กระบอง    ได้เกิดบทบาทต่อการหนุนช่วยกองทัพฝ่ายรัฐสภา    แต่ว่าเมื่อใดที่กองทัพฝ่ายรัฐสภาทำการปล้นชิงและย่ำยีชาวนาเช่นเดียวกับกองทัพฝ่ายกษัตริย์ชาวไม้กระบองก็จะทำการตอบโต้  การเคลื่อนไหวของชาวไม้กระบองเนื่องจากขาดการนำที่ถูกต้อง   ทั้งไม่มีการจัดตั้งที่แน่นอนและเป้าหมายที่แจ่มชัด    ต่อมาจึงสลายตัวไปจากการปราบปรามของกองทัพรัฐสภา

กระแสสูงการต่อสู้เพื่ออิสรภาพของมวลชน   ความไม่พอใจต่อรัฐสภาของกลุ่มศาสนาต่างๆได้บั่นทอนฐานะในรัฐสภาของกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนให้อ่อนแอลงชั่วคราว    ทั้งทำให้กลุ่มเสียงส่วนน้อยในรัฐสภาซึ่งก็คือกลุ่มอิสระซึ่งเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนกลางและขุนนางชั้นกลางและชั้นผู้น้อยมีกำลังเข้มแข็งขึ้น    โอลิเวอร์ ครอมเวลล์(Oliver Cromwell  1599-1658)ผู้นำกลุ่มอิสระก็คือนักปฏิวัติชนชั้นนายทุนที่เกิดขึ้นตามความเรียกร้องต้องการในขณะนั้น   เขาถือกำเนิดในครอบครัวเจ้าที่ดินขนาดกลางใน ฮันติงดัน ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเคมบริดจ์  เขาเป็นขุนนางใหม่ที่เป็นแบบฉบับคนหนึ่ง    เป็นสาวกผู้เคร่งในศาสนานิกายพิวริแตนส์   ตระกูลของเขาได้ดิบได้ดีจากการแย่งชิงศาสนสมบัติของโรมันคาทอลิค   เขามีความเคียดแค้นชิงชังศาสนจักรโรมันคาทอลิคมาก   

เดือนพฤศจิกายน  ครอมเวลล์เข้าร่วมประชุมรัฐสภา   ได้เสนอให้ยกเลิกระบบสังฆราช   ปีถัดมา  เขาร่วมร่าง “หนังสือประท้วงใหญ่”  พอสงครามกลางเมืองปะทุขึ้น  เขาได้รวบรวมชาวนาผู้มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวงในเคมบริดจ์   ระดมสาวกในนิกายเดียวกัน   จัดตั้งเป็น “กองทหารม้าเหล็ก” โดยอาศัยความเชื่อมั่นศรัทธาในศาสนาไปปลุกเร้าจิตใจสู้รบและควบคุมพวกเขา  ครอมเวลล์ ซื่อสัตย์ต่อผลประ โยชน์ของชนชั้นนายทุนและขุนนางใหม่   สันทัดในการใช้พลังปฏิวัติของมวลชนไปแสวงผลประโยชน์ให้กับชนชั้นตน    เขาอาศัยผลการรบของกองทหารม้าเหล็กในการบดขยี้กองทหารของฝ่ายกษัตริย์  กลายเป็นผู้นำที่ชนชั้นนายทุนและขุนนางใหม่ต้องการ

เดือนมกราคม 1645  รัฐสภามอบอำนาจให้ครอมเวลล์จัดตั้งกองทัพใหม่     “กองทัพใหม่” กองนี้มีกำลังพล 22,000 คน   ในจำนวนนี้เป็นกำลังพลทหารม้า 6,000 คน     กองทัพใหม่ประกอบขึ้นจากชาวนาผู้มีนาทำเองและหัตถกร   เปี่ยมด้วยจิตใจปฏิวัติและความศรัทธาของสาวกนิกายพิวริแตนส์   ผู้บังคับบัญชาชั้นล่างของกองทัพใหม่มีไม่น้อยมาจากชาวบ้านธรรมดา      แต่ผู้บังคับบัญชาชั้นสูงยังคงเป็นพวกขุนนาง   อำนาจการบังคับบัญชากุมอยู่ในมือของกลุ่มอิสระ  กองทัพใหม่จัดตั้งขึ้นไม่นานก็ได้บดขยี้กองกำลังหลัก ของกษัตริย์ในการยุทธที่ นาสบี ในเดือนมิถุนายน1646  ได้รับชัยชนะลักษณะชี้ขาดและยุติสงครามกลางเมืองครั้งที่ 1   กษัตริย์หลังจากหลบหนีออกไปอยู่สก๊อตแลนด์แล้ว  ถูกควบ คุมตัวโดยชาวสก๊อต   ต่อมาไม่นาน   รัฐสภาได้ใช้เงิน 400,000 ปอนด์ไถ่ตัวกลับมาคุมขังไว้ในป้อมโบราณแห่งหนึ่งใกล้ๆเมืองนาสบี

ในขณะที่มวลชนกำลังทำการสู้รบอาบเลือดอยู่ในแนวหน้านั้น   พวกชนชั้นนายทุนและขุนนางกลับใช้อำนาจที่กุมอยู่ในมือของพวกเขา   ดำเนินมาตรการในการพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตนเป็นอันมาก  เช่น
(1) รัฐสภาได้ตั้งคณะกรรมาธิการคณะต่างๆหลายคณะ เสริมเผด็จการที่มีชนชั้นนายทุนกับขุนนางเป็นพันธมิตรกัน     
(2) เพื่อเป็นการผลักภาระค่าใช้จ่ายทางทหารไปให้ประชาชน  รัฐสภามีมติจัดเก็บภาษีทางอ้อม
(3)  เพื่อเปิดโอกาสให้พ่อค้าดำเนินการฉวยโอกาสเก็งกำไรจากผืนที่ดิน   รัฐสภาจัดการขายทอดตลาดที่ดินที่ริบจากพวกกษัตริย์ในราคาสูง  
(4)  เพื่อเปิดโอกาสให้นักการธนาคารได้ร่ำรวยจากการค้าสงคราม   รัฐสภาได้เปลี่ยนพันธบัตรเงินกู้เป็นขุมทรัพย์ของพวกเขา  
(5)  ปี1642  รัฐสภายังยกเลิกระบอบกรรมสิทธิ์ที่ดินของอัศวิน   ที่ดินกลายเป็นกรรมสิทธิ์เอกชนของขุนนางใหม่   ยกเลิกการเสียเงินรัชชูปการ*(ตามระบอบศักดินาสมัยกลางของอังกฤษกำหนดว่า    พวกอัศวินถือครองที่ดินจะ     ต้องเข้าเกณฑ์ให้กษัตริย์  ศตวรรษที่17 พันธะชนิดนี้ได้เปลี่ยนเป็นเสียเงินแทนการเกณฑ์แรง   เรียกว่าเงินรัชชูปการอัศวินและได้ยกเลิกพันธะส่งส่วยศักดินาแก่เจ้าที่ดินใหม่ของชาวนาที่มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวง) และพันธะศักดินาอื่นๆ

จากนี้ก็ได้สร้างระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชนชั้นนายทุนขึ้น    แต่ว่ารัฐสภาไม่ได้ยกเลิกพันธะส่งส่วยศักดินาแก่เจ้าที่ดินใหม่ของชาวนาที่มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวง    กระทั่งภาษี 10 ชัก1*(เป็นภาษีชนิดหนึ่งที่คริสตจักรในยุโรปเรียกเก็บชาวบ้าน   ศตวรรษที่ 6 ศาสนจักรอาศัยบทบัญญัติในคัมภีร์ที่ว่า  ผลิตผล1 ใน 10 ของชาวนาและชาวเลี้ยงสัตว์เป็นของพระผู้เป็นเจ้า   เริ่มจัดเก็บภาษี ปี คศ.779 กษัตริย์ ชาร์ลส์  เลอมังก์ แห่งฝรั่งเศส  กำหนดว่า  การเสียภาษี 10 ชัก 1 เป็นพันธะอันพึงปฏิบัติของชาวราชอาณาจักรฟรังค์ทุกคน) ของศาสน จักรก็จะต้องส่งให้แก่เจ้าที่ดินใหม่      มาตรการของรัฐสภาในสมัยสงครามกลางเมืองนี้ได้รับการต่อต้านจากประชาชนทั้งในเมืองและชนบทอย่างหนัก    ประชาชนได้เดินขบวนสำแดงกำลังหลายต่อหลายครั้ง    ในชนบทได้ปรากฏการต่อสู้อันแหลมคมระหว่างชาวนากับเจ้าที่ดิน    หลังสงครามกลางเมืองครั้งที่ 1 ยุติลง    การต่อสู้ทางชนชั้นได้ปรากฏสถานการณ์ใหม่   เปิดฉากการต่อสู้ภายในรัฐสภาเองและระหว่างรัฐสภากับกองทัพ

การแตกแยกและการต่อสู้ภายในค่ายที่คัดค้านศักดินา
หลังชัยชนะของสงครามกลางเมืองครั้งที่ 1 แล้ว    ต่อการปฏิรูปในด้านต่างๆโดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อปัญ หาสำคัญที่ว่าจะปฏิวัติในอังกฤษต่อไปหรือไม่   ได้เกิดความเห็นแตกแยกและต่อสู้กันระหว่างชนชั้นและกลุ่มต่างๆ     เริ่มต้นจากผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนใหญ่และของขุนนางใหม่ระดับบน กลุ่มเสียงข้างมากในรัฐสภาช่วงยาวซึ่งก็คือกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน อันเป็นกลุ่มที่กุมอำนาจ    เห็นว่าเมื่อสงครามกลางเมืองยุติลงแล้วการปฏิวัติก็ควรจะยุติลงด้วย   พวกเขาลอบติดต่อและสมคบกับกษัตริย์ชาร์ลส์ซึ่งถูกคุมขังอยู่อย่างลับๆ    มุ่งหวังจะตั้งรัฐบาลระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญที่สามารถปกป้องคุ้มครองผล ประโยชน์ที่ได้มาแล้วของพวกเขา   พยายามขัดขวางการปฏิวัติไม่ให้พัฒนาไปอีกก้าวหนึ่ง

กลุ่มเสียงข้างน้อยในรัฐสภาซึ่งก็คือกลุ่มอิสระเห็นว่า  การปฏิวัติยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์ยังมีบริษัทและองค์ การผูกขาดมากมายที่เกิดขึ้นจากการขายสัมปทานอย่างไม่บันยะบันยังของกษัตริย์      การแข่งขันอย่างเสรียังไม่ปรากฏเป็นจริง   เศษเดนศักดินาที่ขัดขวางการดำเนินกิจการด้วยวิธีแบบใหม่  เพื่อได้มาซึ่งผลกำไรของคหบดีชั้นกลางนั้นยังคงดำรงอยู่   ชนชั้นนายทุนกลางและขุนนางใหม่เห็นว่าผลประ โยชน์ที่พวกเขาได้รับจากการปฏิวัตินั้นยังไม่มากพอยังต้องดำเนินการต่อสู้กับกษัตริย์ต่อไป   และสิ่งที่พวกเขาทนไม่ได้ก็คือการนำเอาคณะเพรสไบเทอร์เรียนมาเป็นศาสนาของทางการและครอบครองผลประโยชน์ของ ศาสนจักรแต่เพียงผู้เดียว     กลุ่มนี้กุมอำนาจการบัญชากองทัพอยู่ ด้วยเหตุนี้จึงก่อรูปเป็นสถานการณ์ที่กองทัพเป็นปฏิปักษ์กับรัฐสภา

แต่ทว่าภายในกองทัพเองก็เกิดการแตกแยก   ที่สำคัญคือความขัดแย้งระหว่างมวลชนพลทหาร ซึ่งประ กอบขึ้นจากชาวนาที่มีนาทำเองกับนายทหารชั้นสูงแหลมคมขึ้น    เหล่าพลทหารนับวันแต่จะยืนเคียงข้างอยู่กับกลุ่มเสมอภาคไม่ยอมรับการนำของนายทหารกลุ่มอิสระ   กลุ่มเสมอภาคเป็นกลุ่มที่สะท้อนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนน้อยพวกเขาหลั่งเลือดเสียสละในสงคราม      แต่การปฏิวัติไม่ได้นำผลประโยชน์อะไรมาสู่พวกเขาหากกลับนำความทุกข์ยากและ “ทรราชย์ใหม่” มาสู่พวกเขา      พวกเขาเรียกร้องให้ปฏิวัติต่อไปดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยให้ซึมลึกยิ่งขึ้น    ทางการเมืองพวกเขาเรียกร้องสิทธิเลือกตั้งทั่วไป    ทางเศรษฐกิจเรียกร้องให้เลิกระบอบผูกขาดทุกชนิด   ปฏิรูประบบจัดเก็บภาษีอากร   ยกเลิกการกว้านที่ดิน   พวกเขามีความเรียกร้องให้สถาปนาสาธารณรัฐแต่ไม่สู้เด่นชัดนัก

ผู้นำสำคัญของกลุ่มเสมอภาคคือนักลัทธิประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน  ชื่อ จอห์น ลิลเบอร์น (John Lilburne ประมาณ 1614-1657)        ลิลเบอร์นเคยถูกจับขังคุกในสมัยการปกครองของกษัตริย์ชาร์ลส์เนื่องจากเขาคัดค้านคณะอังกลิกัน    หลังออกจากคุกในปี 1641 แล้วก็เข้าเป็นทหารร่วมรบอยู่ในกอง ทัพรัฐสภา   ต่อมาเนื่องจากไม่พอใจต่อนโยบายคัดค้านประชาชนของรัฐสภาจึงลาออกจากกองทัพ  ปี 1646  เขาถูกกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนจับใส่คุกอีกเนื่องจากเผยแพร่คำพูดและข้อคิดเห็นให้ล้มราชบัลลังก์   เลิกสภาสูงและเลิกภาษี 10 ชัก 1เป็นต้น     ระหว่างอยู่ในคุกเขาก็ยังคงเคลื่อนไหวต่อไปโดยการออกจุลสาร ที่โฆษณาเผยแพร่หลักนโยบายทางการเมืองของกลุ่มเสมอภาค    

เขาเริ่มต้นจากทฤษฎีว่าด้วยสิทธิมนุษย์เป็นสิทธิฟ้าประทานของชนชั้นนายทุน       เห็นว่าคนเราเกิดมาล้วนแล้วแต่เสมอภาค   ล้วนมีสิทธิเท่าเทียมกันในด้านเสรีภาพและความปลอดภัยส่วนบุคคล    มีแต่กติกาที่ประชาชนเห็นชอบด้วยจึงเป็นแหล่งที่มาของอำนาจทางกฎหมาย   เขาประณามรัฐสภาว่าเป็นทรราชย์ดุจเดียวกับกษัตริย์    ข้อคิดเห็นของลิลเบอร์นไม่ได้ล้ำออกนอกเส้นของชนชั้นนายทุน    แต่ว่าความคิดประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนของเขากลับมีผลสะเทือนในหมู่พลทหารและมวลประชาชนอย่างใหญ่หลวง   ปี 1647 พวกพลทหารเรียกร้องให้ปล่อยตัวลิลเบอร์น  สานุศิษย์ของเขาก็ดำเนินการจัดตั้งมวลชนพลทหารในกองทัพ  ขยายการต่อสู้

กลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนเห็นว่า   กองทัพที่คุมอยู่ในมือของกลุ่มอิสระเป็นอุปสรรคสำคัญในการบรรลุแผนการของพวกเขา    ดังนั้นรัฐสภาจึงมีมติสลายกองทัพ   ส่วนใหญ่ปลดประจำการกลับบ้าน  ส่วนหนึ่งส่งไปปราบปรามการต่อสู้กู้ชาติของชาวไอร์แลนด์ที่เริ่มขึ้นตั้งแต่ปี 1641      มตินี้ได้ก่อให้เกิดการต่อต้านอย่างรุนแรงภายในกองทัพ    เดือนเมษายน1647  เหล่าพลทหารในกรมกองต่างๆได้เลือกผู้แทนของตน  จัดตั้งเป็น “สภานักปลุกระดมพลทหาร”   ดำเนินการต่อสู้ทวงเบี้ยเลี้ยงที่ตกเบิก คัดค้านการสลายกองทัพ  ช่วงชิงสิทธิและผลประโยชน์ด้านต่างๆ     ครอมเวลล์ ในฐานะตัวแทนพันธมิตรชนชั้นนายทุนและขุนนางใหม่ชั้นกลางได้เผชิญกับสถานการณ์ใหม่ของการต่อสู้ทางชนชั้นหลังสงคราม    

ในชั้นแรกเขามุ่งหวังจะสร้างพันธมิตรกับชนชั้นนายทุนใหญ่และขุนนางใหม่ระดับบน    ร่วมเสพดอกผลของการปฏิวัติ    ไม่มีความเห็นแย้งต่อมติสลายกองทัพของรัฐสภา    กระทั่งขอร้อง “นักปลุกระดม” ยอมรับมติของรัฐสภา   แต่ถูกคัดค้านอย่างหนักจากพลทหาร         มาถึงตอนนี้  ครอมเวลล์ เล็งเห็นถึงอันตรายที่เขาอาจต้องสูญเสียการสนับสนุนจากพลทหารชั้นล่าง    จึงเปลี่ยนความคิดตัดสินใจปฏิเสธคำสั่งสลายกองทัพของรัฐสภา    ประกาศว่าจะแตกหักกับกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน   วันที่ 2 มิถุนายน  เขาคุมตัวชาร์ลส์ไปเก็บไว้ในค่ายทหารนิวมาร์เก็ต   เพื่อหยุดยั้งการสมคบคิดกับกษัตริย์ของกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน   

ขณะเดียวกันครอมเวลล์ยังวางแผนจัดตั้ง “สภากองทัพ”   ซึ่งประกอบขึ้นจากผู้แทนของนายทหารชั้นสูงและพลทหารชั้นล่าง   เพื่อเป็นหลักประกันในการควบคุมกองทัพของเขา เดือนกรกฎาคม  พวกพลทหารเรียกร้องให้เคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงลอนดอนทำการบดขยี้แผนการของพวกปฏิกิริยา      ครอมเวลล์ได้ขอร้องและขัดขวางอย่างสุดความสามารถ   ทั้งเสนอให้ “สภากองทัพ”  ร่าง “หลักนโยบายการเจรจา” ขึ้นฉบับหนึ่งเพื่อดำเนินการเจรจากับกษัตริย์แต่ถูกกษัตริย์ชาร์ลสส์ปฏิเสธ       ภายใต้แรงกดดันของมวลชนพลทหาร   ครอมเวลล์จึงจำต้องเคลื่อนทัพเข้าสู่กรุงลอนดอนในเดือนสิงหาคม    กวาดล้างพวกวางแผนการ ของกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน      สมาชิกรัฐสภากลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนจำนวนมากพากันหลบหนีหัวซุกหัวซุน   กลุ่มอิสระจึงได้กุมอำนาจรัฐสภามาไว้ในมือตนเอง

หลังจากกลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียนถูกขับออกจากรัฐสภาแล้ว     การต่อสู้ระหว่างนายทหารชั้นบนที่เป็นกลุ่มอิสระกับพลทหารชั้นล่างที่เป็นกลุ่มเสมอภาคก็ระเบิดขึ้น ปัญหาที่เป็นใจกลางของการต่อสู้คือปัญหา เกี่ยวกับรูปแบบอำนาจรัฐและปัญหาการเลือกตั้งทั่วไป    นายทหารกลุ่มอิสระมีข้อคิดเห็นให้ธำรงรักษาไว้ซึ่งระบอบกษัตริย์และสภาสูงเลือกตั้งสมาชิกรัฐสภาใหม่โดยยึดถือคุณสมบัติทางทรัพย์สินเป็นหลัก   ข้อ คิดเห็นเหล่านี้ของพวกเขาได้เขียนไว้ใน “หลักนโยบายการเจรจา” อย่างแจ่มชัด   ส่วนกลุ่มเสมอภาคนั้นเสนอ “กติกาประชาชน” ขึ้นต่อต้าน   เสนอข้อคิดเห็นให้ดำเนิน “สิทธิเลือกตั้งทั่วไป”  และสร้างรัฐสภาที่มีสภาเดียวบนพื้นฐานของการเลือกตั้งทั่วไปเป็นสถาบันอำนาจสูงสุดของประเทศ   

โดยทางเป็นจริงแล้ว  นี่เท่ากับเลิกสภาสูงและกษัตริย์สถาปนาสาธารณรัฐ      เพียงแต่ไม่ได้เสนอออกมาอย่างโจ่งแจ้งเท่านั้น   แต่ว่าหลักนโยบายของกลุ่มเสมอภาคไม่ได้แตะต้องปัญหามูลฐานของการปฏิวัติปัญหาหนึ่งก็คือปัญหาการเรียกร้องที่ดินของชาวนาในสังกัดบัญชีหลวง   ละเลยต่อผลประโยชน์ของชาวนาผู้มีนาทำเอง  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งที่ทำให้การเคลื่อนไหวของกลุ่มเสมอภาคอ่อนแอไร้พลัง     อย่างไรก็ตาม  ถึงแม้ว่าหลักนโยบายของกลุ่มเสมอภาคมีลักษณะจำกัด   แต่ก็เคยเกิดบทบาทสำคัญในการผลักดันให้การปฏิวัติพัฒนาซึมลึกยิ่งขึ้น

ปลายเดือนตุลาคม 1647 “กติกาประชาชน” ถูกนำเข้าอภิปรายในสภากองทัพซึ่งเปิดขึ้นในที่แห่งหนึ่งใกล้ๆกรุงลอนดอน   ทั้งสองฝ่ายได้ดำเนินการโต้อภิปรายกันอย่างเผ็ดร้อน   ครอมเวลล์เห็นว่า  ระบอบกษัตริย์ไม่ควรไปโยกคลอน     เขากล่าวว่า   สิทธิเลือกตั้งทั่วไปจะนำไปสู่ภาวะ “อนาธิปไตย”   วันที่ 15 พฤศจิกายน   กลุ่มเสมอภาคถือโอกาสในพิธีสวนสนามของกองทัพดำเนินการสำแดงกำลัง     เขียนคำขวัญ “กติกาประชาชน”    “คืนเสรีภาพแก่ประชาชน   ให้สิทธิผลประโยชน์แก่พลทหาร”  ติดไว้ที่หน้าหมวกทหาร  แต่การสำแดงกำลังครั้งนี้ถูกครอมเวลล์ปราบลงอย่างรวดเร็ว   ผู้นำการเคลื่อนไหวถูกจับใส่คุกและประหารชีวิต    กลุ่มเสมอภาคพ่ายแพ้แล้วสภากองทัพถูกยุบและถูกแทนที่ด้วยสภานายทหาร
จบตอนที่ 6


พัฒนาการของทุนนิยมในยุโรป 5

ตอนที่ 5..
การปกครองของราชวงศ์สจ๊วตและความสุกงอมของสถานการณ์ปฏิวัติ

ปี 1603  พระราชินีเอลิสซาเบธ (Elizabeth.I ครองราชย์ 1558-1603)  ซึ่งเป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายของราชวงศ์ทิวดอร์ได้สิ้นพระชนม์ลงพระองค์ไม่มีทายาท   จึงให้พระเจ้าเจมส์ที่ 6 แห่งราชวงศ์สจ๊วตของ สก๊อตแลนด์เป็นผู้สืบทอดราชบัลลังก์     และเปลี่ยนพระนามเป็นเจมส์ที่ 1 (James 1ครองราชย์  1603-1625) จากนั้นมาก็เริ่มการปกครองของราชวงศ์สจ๊วตในอังกฤษ    อังกฤษกับสก๊อตแลนด์ถึงแม้ว่าจะมีประมุของค์เดียวกันแต่ทั้งสองรัฐก็ไม่ได้รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน   สก๊อตแลนด์ยังคงรักษาอำนาจการปกครองตนเองไว้ไม่น้อยรวมทั้งรัฐสภาและศาสนาก็มีระบอบของตัวเอง

หลังจากเจมส์ที่ 1 มาอยู่อังกฤษ   ก็ได้พยายามธำรงรักษาระบอบเผด็จการศักดินาที่เน่าเฟะในทุกด้านเอาไว้   เขาโฆษณาทฤษฎีว่าด้วยอำนาจกษัตริย์เป็นอำนาจฟ้าประทาน อำนาจกษัตริย์ไม่มีขอบเขตจำกัดเป็นต้น   เห็นว่ากษัตริย์อยู่เหนือกฎหมายและรัฐสภา    ในด้านนโยบายเศรษฐกิจพระเจ้าเจมส์ก็ดำเนินระบอบผูกขาดอย่างขนานใหญ่       เป็นเจ้าของสัมปทานในการผลิตหรือจำหน่ายสินค้าบางประเภทต่อบุคคลหรือบริษัท     ระบอบผูกขาดได้ขยายขอบเขตไปในแขนงการผลิตหลายแขนงและเกือบจะทั้งหมดของการค้ากับต่างประเทศและส่วนใหญ่ของการค้าภายในประเทศ   ระบอบผูกขาดทำให้นายทุนส่วนน้อยที่มีความสัมพันธ์ติดต่ออยู่กับราชสำนักร่ำรวยขึ้น    แต่ชนชั้นนายทุนกลางกับนายทุนน้อยกลับได้รับความเสียหาย   

ในด้านนโยบายทางศาสนาพระองค์ได้เสริมฐานะการปกครองของคณะอังกลิกันเพื่อเสริมความ มั่นคงให้กับอำนาจกษัตริย์ทั้งทำการปองร้ายสาวกนิกายพิวริแตนส์อย่างขนานใหญ่       เสือกไสพวกเขาต้องหลบหนีลี้ภัยไปอยู่อเมริกาเหนือ    ในด้านนโยบายต่างประเทศพระเจ้าเจมส์ละเมิดผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน     ยกเลิกนโยบายต่างประเทศดั้งเดิมที่ร่วมมือกับฮอลแลนด์ที่เป็นโปรเตสแตนท์    โจมตีสเปนที่เป็นโรมันคาทอลิค   ซึ่งเป็นนโยบายที่ยึดถือมาโดยตลอดแต่สมัยราชวงศ์เอลิซาเบธที่ 1 ในความ  พยายามอย่างสุดความสามารถที่จะคืนดีกับสเปนและเป็นพันธมิตรด้วย   กระทั่งพยายามจะให้เจ้าฟ้าชายชาร์ลส์ได้อภิเษกสมรสกับเจ้าฟ้าหญิงแห่งสเปน   เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับพันธมิตรอังกฤษสเปน   มุ่งหวังจะใช้อิทธิพลศักดินาทางสากลมารักษาการปกครองของตนในอังกฤษ

การปกครองของพระเจ้าเจมส์ในอังกฤษ  ทำให้ความขัดแย้งทางชนชั้นภายในประเทศทวีความรุนแรงยิ่ง ขึ้น   ชาวนาอันไพศาล  หัตถกร    คนงานสถานประกอบการและกรรมกรรายวันต่างไม่พอใจต่อนโยบายของราชวงศ์สจ๊วต ได้ก่อการจลาจลหลายต่อหลายครั้ง    ปี 1607 ชาวนาในแคว้นนอร์ตแธมป์ตัน เลส เตอร์  วอร์วิค  ทางภาคกลาง  ได้ก่อการเคลื่อนไหวของขบวนการ “ชาวที่ลุ่ม” ที่มีขนาดใหญ่โตเพื่อคัด ค้านเจ้าที่ดินที่กล่าวอ้างการระบายน้ำในผืนที่ดินซึ่งเป็นที่ลุ่มเข้าครอบครองที่ดินสาธารณะ    ต่อมาก็แพร่สะพัดไปในท้องที่อื่นๆ    ปี 1617  ในลอนดอนได้เกิดการลุกขึ้นสู้ของผู้ฝึกงานหัตถกรรมที่ว่างงานจำนวนมาก   ปี 1620 ในเมืองของแคว้นต่างๆทางภาคตะวันตกก็มีชาวนาก่อเหตุวุ่นวายอย่างหนัก  การต่อสู้ของมวลชนพัฒนาไปอย่างครึกโครมได้สั่นคลอนระเบียบศักดินา        ทั้งเป็นการหนุนเสริมให้การต่อสู้กับอำ นาจกษัตริย์ของฝ่ายค้านซึ่งเป็นชนชั้นนายทุนในรัฐสภาเข้มแข็งขึ้น   การที่กษัตริย์ดำเนินนโยบายจัดเก็บภาษีอัตราสูงและระบอบผูกขาดในอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม   ทำให้อุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมของอังกฤษตกอยู่ในสภาพซบเซา   ทำให้ชนชั้นนายทุนเกิดความไม่พอใจ   พวกเขาจึงปฏิเสธที่จะสนับสนุนกษัตริย์ทางด้านการคลัง      คัดค้านนโยบายทั้งภายในและต่างประเทศของกษัตริย์

ปี 1625  พระเจ้าเจมส์สิ้นพระชนม์   ชาร์ลส์ที่ 1 ซึ่งเป็นทายาทขึ้นครองราชย์    ได้ดำเนินนโยบายสืบต่อจากผู้พ่อ   ในกระบวนการต่อสู้คัดค้านอำนาจกษัตริย์นั้นในสภาล่างได้ปรากฏผู้นำฝ่ายค้านของขุนนางใหม่ชนชั้นนายทุนขึ้นจำนวนหนึ่ง  เช่น เซอร์จอห์น เอเลียต(Eliot Sir John 1592-1632) จอห์น ฮัมป์เดน (Hampden John 1594-1643)     จอห์น พีม(Pym John 1584-1643) เป็นต้น   พีมเคยเป็นผู้พิพากษารักษาความสงบ   เป็นเจ้าที่ดินใหญ่   เคยลงทุนทำเหมืองถ่านหินและตั้งบริษัทเสี่ยงภัยของพ่อค้า    มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการล่าอาณานิคม       ฮัมป์เดนเป็นผู้นำคนสำคัญของพิวริแตนส์ได้รับมรดกที่ดินเป็นจำนวนมากจากกองมรดกและการแต่งงานจนกลายเป็นคหบดีที่ร่ำรวยที่สุดคนหนึ่งของอังกฤษ  

บุคคลเหล่านี้มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับชนชั้นนายทุนอังกฤษ   เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุน   พวกเขากล่าวตำหนิติเตียนนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลว่าอ่อนแอไร้ความสามารถ คัดค้านอำนาจอภิสิทธิ์ของกษัตริย์อย่างเด็ดเดี่ยว   พวกเขาอ้างบทบัญญัติใน “มหาธรรมนูญ”*(มหาธรรมนูญ เป็นเอกสารจำกัดอำนาจกษัตริย์ซึ่งเจ้าศักดินาใหญ่ของอังกฤษภายใต้การสนับสนุนของอัศวินและชาวเมือง  บีบบังคับให้กษัตริย์จอห์นแห่งอังกฤษลงนามในปี1215)”   แต่ตีความตามทัศนะของชนชั้นนายทุน ทั้งใช้ชื่อ “ประชาชน” ไปจำกัดอำนาจกษัตริย์   ปี 1628 รัฐสภาได้เสนอ “หนังสือร้องเรียนเพื่อสิทธิและผลประโยชน์”   เรียกร้องว่าหาก    ไม่ได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภากษัตริย์จะกู้เงินและเก็บภาษีไม่ได้    ถ้าไม่ได้อาศัยกฏหมายของรัฐหรือตัดสินของศาลยุติธรรมจะเที่ยวจับกุมคุมขังหรือริบทรัพย์สินของใครต่อใครไม่ได้     ไม่ให้จับกุมพลเมืองตามอำเภอใจโดยอาศัยประกาศภาวะฉุกเฉิน   ไม่ให้ยึดเอาอาคารบ้านเรือนของประชา ชนเป็นที่พักแรมของกองทหารเป็นต้น       พระเจ้าชาร์ลส์จนใจที่ถูกบีบจากภาวะยากลำบากทางการคลังจึงทำเป็นยอมเซ็นต์อนุมัติใน “หนังสือร้องเรียน”  หลอกเอาเงินช่วยเหลือไปได้ 350,000 ปอนด์  ต่อมาไม่นานก็จัดการยุบรัฐสภา

ระหว่างปี 1629-1640  พระเจ้าชาร์ลส์ ยุติการเรียกประชุมรัฐสภา   โดยให้ เคาน์ สตราฟฟอร์ด (Strafford 1593-1641)  และสังฆราชใหญ่ วิลเลียม ลอด (Laud William 1573-1645) เป็นที่ปรึกษา   ดำเนินการปกครองเผด็จการสมบูรณาญาสิทธิราชย์ที่ไม่มีรัฐสภา   ในระหว่างนี้  พระองค์ได้จัดการจับผู้นำฝ่ายค้านในรัฐสภา 9 คนยัดเข้าคุก  ในจำนวนนี้  เอเลียต ป่วยเสียชีวิตในคุก     สาวกนิกายพิวริแตนส์ถูกปองร้ายหมายหัว    ระหว่างปี 1630-1640  สาวกนิกายพิวริแตนส์ที่ถูกบีบต้องหนีตายไปอยู่ต่างประเทศมีจำนวนถึง 65,000 คน   ในจำนวนนี้มี 20,000 คนหนีไปอยู่อเมริกาเหนือ      เพื่อสร้างรากฐานการคลังที่ไม่ต้องพึ่งพารัฐสภาพระเจ้าชาร์ลส์ได้บังคับเก็บภาษีจิปาถะ   ขายสัมปทานในการจำหน่ายสินค้าโดยกำหนดให้สินค้าจำเป็นในชีวิตประจำวันจำนวนมากเข้าอยู่ในขอบข่ายที่ผู้ได้รับสัมปทานเท่านั้นจึงจำหน่ายได้   ปี 1630 กำหนดว่าผู้มีรายได้จากที่ดินปีละ 40 ปอนด์ขึ้นไป   จะต้องรับสมญานามอัศวินเสียเบี้ยอัศวิน  มิฉะนั้นจะต้องถูกปรับ   ปี 1634 มีราชโองการให้สำรวจหลักเขตหวงห้ามของราชสำนัก   ผู้รุกล้ำเขตจะต้องถูกจับเสียค่าปรับ   ปี 1634 เริ่มเก็บภาษีเรือ* (ภาษีเรือ”  เป็นภาษีที่จัดเก็บขึ้น เพื่อรับมือกับโจรสลัด ที่มักจู่โจมตีต่อหมู่บ้านตามชายฝั่งทะเลของ ราชอาณาจักรในศตวรรษที่ 11-12 ได้ถูกยกเลิกไปก่อนหน้านี้แล้ว) ปี 1635-1637 การเรียกเก็บภาษีเรือถึงกับขยายไปสู่แคว้นต่างๆที่เป็นดินแดนชั้นใน    เป็นเหตุให้มวลชนเกิดความไม่พอใจอย่างมาก

การรีดนาทาเร้นของพระเจ้าชาร์ลส์   ทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น   การผลิตตกอยู่ในภาวะสับสน   เศรษฐกิจซบเซา   คนว่างงานเพิ่มมากขึ้น   การลุกขึ้นสู้ของชาวเมืองเกิดขึ้นไม่ได้ขาด   ปี 1639-1640 หัตถกรและคนงานในลอนดอนได้จัดให้มีการเดินขบวนสำแดงกำลังที่มีขนาดใหญ่โต  การเคลื่อนไหวของชาว นา  ในระหว่างทศวรรษที่ 1630-1640 ก็ปรากฏกระแสสูงใหม่   ปี 1632 และ1638  ชาวนาในแคว้นเคมบริดจ์  ได้ก่อการเคลื่อนไหวคัดค้านขบวนการกว้านที่ดิน   จากนั้นก็ขยายตัวไปยังแคว้นอื่นๆ    ปี 1639-1640 ชาวนาในแคว้นลินคอร์นก็ขยายการต่อสู้คัดค้านขบวนการกว้านที่ดินที่มีขนาดใหญ่โตขึ้น    พวกเขาได้บุกเข้าทำลายทำนบกั้นน้ำ   ปล่อยน้ำเข้าท่วมที่ดินสาธารณะที่ถูกยึดครอง    การต่อสู้อย่างกว้างขวางของประชาชนผู้ใช้แรงงานเป็นนิมิตหมายของมรสุมการปฏิวัติที่กำลังคืบใกล้เข้ามาทุกที     การลุกขึ้นสู้ในสก๊อตแลนด์ก็ยิ่งเร่งฝีก้าวให้การพัฒนาสถานการณ์ปฏิวัติขยายตัวเร็วยิ่งขึ้น

ภายหลังที่บัลลังก์กษัตริย์ของสก๊อตแลนด์รวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับของอังกฤษแล้ว  ทางสก๊อตแลนด์ก็ยังคงรักษาไว้ซึ่งอำนาจการปกครองของตนเองไม่น้อย     เพื่อเสริมความมั่นคงให้กับอำนาจของกษัตริย์  พระเจ้าชาร์ลส์พยายามสร้างฐานะการปกครองของศาสนานิกายอังกลิกันขึ้นในสก๊อตแลนด์    แต่ถูกคัดค้านจากขุนนางและชนชั้นนายทุนของสก๊อตแลนด์อย่างเด็ดเดี่ยว        ทั้งใช้คณะเพรสไบเทอร์เรียนของสก๊อตแลนด์ไปคัดค้านคณะอังกลิกัน   ปี 1637 สังฆราชใหญ่ ลอด มีคำสั่งให้คณะเพรสไบเทอร์เรียนของสก๊อตแลนด์ใช้บทสวดวิงวอนของคณะอังกลิกันในพิธีกรรมทางศาสนา     หวังสร้างระบอบเผด็จการในสก๊อตแลนด์       

คำสั่งนี้ได้กลายเป็นชนวนการลุกขึ้นสู้ของสก๊อตแลนด์ ในปี 1638-1639 ชาวสก๊อตแลนด์ได้โจมตีกองทหารของอังกฤษแตกกระเจิงและรุกเข้าสู่ดินแดนอังกฤษเป็นครั้งแรก    เพื่อจัดหางบค่าใช้จ่ายทางทหารกษัตริย์ชาร์ลส์ถูกบีบจำต้องเรียกประชุมรัฐสภาในเดือนเมษายน 1640    ภายใต้กระแสสูงของการเคลื่อนไหวของมวลชน  รัฐสภาปฏิเสธคำเรียกร้องของบทางทหารของกษัตริย์   ทั้งรุกฆาตกษัตริย์ให้จัดการลงโทษพวกขุนนางสอพลอ  ยกเลิกมาตรการทั้งปวงที่กำหนดขึ้นแบบรวบอำนาจในช่วงไม่มีรัฐสภา    เดือนพฤษภาคมกษัตริย์ชาร์ลส์จัดการยุบรัฐสภา     การประชุมรัฐสภาครั้งนี้ตั้งแต่เริ่มเปิดสมัยประชุมจนถูกยุบมีช่วงเวลาสั้นๆไม่ถึงหนึ่งเดือน     ในประวัติศาสตร์จึงเรียกว่า “รัฐสภาช่วงสั้น”

หลังยุบรัฐสภาหนึ่งวัน คือวันที่ 6 พฤษภาคม     ในลอนดอนมีการเดินขบวนสำแดงกำลังคัดค้านรัฐบาลเผด็จการ   ที่แสดงออกอย่างเอาการเอางานที่สุดคือคนงานหัตถกรรมและผู้ฝึกงาน   ผู้เข้าร่วมยังมีกะลา สีเรือ  กรรมกรท่าเรือและพวกทำงานรับจ้างเบ็ดเตล็ด      วันที่ 14 พฤษภาคม  มวลชนในลอนดอนออกปฏิบัติการอีก  โดยบุกโจมตีคุกหวังจะช่วยเหลือมวลชนที่ถูกจับอันสืบเนื่องจากการเดินขบวนสำแดงกำลังในวันที่ 6 พฤษภาคม   ชาวนาในท้องที่ต่างๆนอกลอนดอนพากันโถมตัวเข้าต่อสู้แย่งชิงที่ดินของตนกลับ คืนมาและช่วงชิงสิทธิผลประโยชน์ของตนเองเพื่อหนุนช่วยซึ่งกันและกัน       หมู่บ้านต่างๆที่เข้าร่วมการเคลื่อนไหวได้จัดตั้งเป็นแนวร่วม   เริ่มตั้งแต่ฤดูใบไม้ผลิปี 1640  และต่อจากนั้นมาเป็นเวลา 12 ปี   การเคลื่อนไหวของมวลชนพัฒนาเติบใหญ่มิได้ขาดกลายเป็นแหล่งที่มาของขุมกำลังปฏิวัติอันหนาแน่น  ราชวงศ์สจ๊วตกำลังตกอยู่ในภาวะวิกฤตทางการเมืองอย่างลึกซึ้

การปฏิวัติเริ่มขึ้นสงครามภายในประเทศสองครั้งและการสถาปนาสาธารณรัฐ
การเปิดประชุมรัฐสภาช่วงยาว ขั้นใหม่ในการคัดค้านเผด็จการทรราชย์ของมวลประชาชน
เดือนสิงหาคม 1640 ชาวสก๊อตแลนด์ได้ก่อการโจมตีละลอกใหม่   กษัตริย์ชาร์ลส์เผชิญกับสถานการณ์คับขันจำใจต้องเรียกประชุมรัฐสภาอีก   ผลการเลือกตั้งในรัฐสภาใหม่ปรากฏว่าชนชั้นนายทุนและขุน นางใหม่ได้รับชัยชนะอีก   สมาชิกรัฐสภาช่วงสั้นมีกว่าครึ่งได้รับเลือกเข้ามาใหม่    รัฐสภาใหม่นี้ดำรงอยู่จนถึงเดือนเมษายน 1653   ในประวัติศาสตร์เรียกว่า “รัฐสภาช่วงยาว”   รัฐสภาช่วงยาวที่มีชนชั้นนาย ทุนและขุนนางใหม่เป็นฐาน   ซึ่งเคยมีบทบาทเป็นศูนย์การนำของการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษในชั่วระยะหนึ่ง   การเปิดประชุมรัฐสภาช่วงยาวเป็นนิมิตหมายแสดงว่า        การต่อสู้คัดค้านเผด็จการทรราชย์ของมวลประชาชนได้ก้าวเข้าสู่ขั้นใหม่แล้ว...การเปิดฉากโหมโรงการปฏิวัติชนชั้นนายทุนได้เริ่มขึ้นแล้ว

ฤดูใบไม้ร่วงต่อฤดูหนาวของปี 1640   ในขณะที่มีการประชุมรัฐสภาช่วงยาวนั้น มวลชนในนครหลวงเปี่ยมล้นไปด้วยจิตใจปฏิวัติ   เจ้าหน้าที่ตำรวจในลอนดอนได้ถอนกำลังออกจาก “เขตเมือง”  ด้วยความหวาด กลัวมวลชน    ชาวเมืองในลอนดอนพากันเฮโลเข้าไปในเขตเมือง   พวกเขาบุกเข้าไปในวิหารชุมนุมกันในห้องโถง   อภิปรายปัญหาเกี่ยวกับแผนการของราชสำนัก      ประกาศบนท้องถนนว่าจะลงโทษผู้วางแผนการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อการปฏิวัติสถานหนัก    กดความฮึกเหิมของราชสำนักและสังฆราชลงไป เมื่อ     การปฏิวัติมีบรรยากาศสู้รบสูงขึ้น   รัฐสภาช่วงยาวได้รับการสนับสนุนจากประชาชน   ทำให้การต่อสู้กับกษัตริย์เข้มข้นขึ้น

อำนาจการนำของรัฐสภาช่วงยาวยุคแรกอยู่ในมือของพวกเพรสไบเทอร์เรียน   ในจำนวนสมาชิกรัฐสภา 500 กว่าคน    มีอยู่ 400 กว่าคนมาจากผู้พิพากษาศาลรักษาความสงบ  และผู้เคยดำรงตำแหน่งบริหาร งานท้องถิ่น    ผู้นำในรัฐสภายังคงเป็น พิมม และ ฮัมป์เดน  ที่เคยนำการต่อสู้ในรัฐสภาสมัยต่างๆมาแล้ว    เนื่องจากมีการสนับสนุนของประชาชนอย่างล้นหลาม   พอเริ่มต้นรัฐสภาก็ทำการจับกุมตัว สตราฟฟอร์ตและสังฆราชใหญ่ ลอด  ซึ่งเป็นผู้ที่ประชาชนเคียดแค้นชิงชังอย่างที่สุด    และได้ตัดสินประหารชีวิตฐานทรยศกบฏชาติ   กษัตริย์ชาร์ลส์ปฏิเสธไม่ทรงยินยอมลงปรมาภิไธยในคำตัดสิน    ต่อเมื่อหัตถกร  ผู้ช่วยงาน  ลูกมือผู้ฝึกงาน  กะลาสีเรือจะบุกเข้าไปในไวท์ฮอลล์    จึงถูกบีบให้ทรงยินยอมลงปรมาภิไธยในคำตัดสินประหารชีวิต สตราฟฟอร์ด  

วันที่ 12 พฤษภาคม 1641   สตราฟฟอร์ดถูกส่งตัวเข้าสู่หลักประหาร   ลอด  ก็ถูกประหารชีวิตในเวลาต่อมา   ศาลของศาสนจักรอันได้แก่ “ศาลสูงสุด” ซึ่งเป็นเครื่องมือเผด็จการของกษัตริย์ก็ถูกสั่งยกเลิก  ประกาศ  คำสั่ง เกี่ยวกับการจัดเก็บภาษีที่ไม่ได้ผ่านการอนุมัติของรัฐสภาล้วนไม่มีผลบังคับใช้    ปี 1641  กษัตริย์ชาร์ลส์ถูกบีบจำต้องลงปรมาภิไธยใน “กฎ 3 ปี”   ซึ่งกำหนดว่า  อย่างน้อยเวลา 3 ปี ต้องเปิดสมัยประชุมรัฐสภา 1ครั้ง  นอกจากความเห็นชอบของรัฐสภาเองแล้วจะทำการยุบสภาไม่ได้   ข้อกำหนดต่างๆเหล่านี้ล้วนเป็นการโจมตีต่อระบอบเผด็จการศักดินาอย่างหนักหน่วง

เดือนพฤศจิกายน 1641   รัฐสภาผ่านเอกสารที่เรียกว่า “หนังสือประท้วงใหญ่”  รวม 204 ข้อ   โดยหยิบยกโทษกรรมของกษัตริย์ชาร์ลส์ที่ก่อไว้ใน 10 ปีหลัง   แต่ไม่ได้กล่าวถึงขบวนการกว้านที่ดิน   การปล้นชิงต่อชาวนาและสภาพอันยากจนข้นแค้นของกรรมกร     เนื้อหาที่เป็นพื้นฐานของเอกสารคือขอให้ประกันเสรีภาพในอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม    ตั้งรัฐบาลที่มีระบบรับผิดชอบต่อรัฐสภา ใช้คณะเพรสไบเทอร์เรียนแทนคณะอังกลิกันเป็นต้น   หนังสือประท้วงใหญ่คือหลักนโยบายทางการเมืองของชนชั้นนายทุนและขุนนางใหม่ในการปฏิวัติยุคแรก         จุดมุ่งหมายก็เพื่อดัดแปลงประเทศอังกฤษเป็นการปก ครองในระบอบรัฐสภาของชนชั้นนายทุนโดยมีพระมหากษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญนั่นเอง

ชาร์ลส์ปฏิเสธ “หนังสือประท้วงใหญ่”   ทั้งยังเพิ่มการปองร้ายต่อสมาชิกฝ่ายค้านในรัฐสภาหนักมือยิ่งขึ้น  วันที่ 3 มกราคม 1642 กษัตริย์ชาร์ลส์ไปที่สภาล่างบัญชากาให้จับกุมผู้นำฝ่ายค้าน 5 คน   อันมี พีม และ ฮัมป์เดน ด้วยพระองค์เอง    แต่พวกเขาหลบเข้าไปอยู่ในเขตเมืองซึ่งมีกำลังของชนชั้นนายทุนรวมศูนย์อยู่  ทั้งมีกองกำลังติดอาวุธของชาวเมืองคอยพิทักษ์รักษาอยู่    ในขณะที่กษัตริย์ชาร์ลส์เดินออกจากตึกรัฐสภา       มวลชนที่ชุมนุมอยู่หน้าประตูใหญ่ได้ส่งเสียงโห่ร้องประณามและขว้างใบปลิวปฏิวัติใส่พระองค์    วันรุ่งขึ้นกษัตริย์ชาร์ลส์ไปทำการตรวจค้นที่เขตเมืองอีก   แต่ก็ถูกมวลชนและกองกำลังติดอาวุธของชาว เมืองหลายพันคนเข้าขัดขวางอีก    ชาวนาผู้มีนาทำเองในแคว้นบัคกิ้งแฮม ซึ่งเป็นถิ่นบ้านเกิดของ ฮัมป์เดน   พากันเดินทางมาหนุนช่วยฝ่ายปฏิวัติในเขตเมือง    ชาวนาผู้มีนาทำเองในแคว้นต่างๆที่อยู่ใกล้กรุงลอนดอนก็พากันมุ่งหน้าสู่นครหลวง   รวมตัวกับพวกหัตถกร  ผู้ช่วยงานและลูกมือฝึกงานในลอนดอนจัด ตั้งเป็นกองทหารบ้านร่วมกัน พิทักษ์รักษารัฐสภา   วันที่ 10 มกราคม สมาชิกรัฐสภาผู้นำฝ่ายค้าน 5 คนได้กลับเข้าไปในรัฐสภาอีก

กษัตริย์ชาร์ลส์รู้สึกว่าตนเองตกอยู่ในฐานะโดดเดี่ยวโดยสิ้นเชิงในกรุงลอนดอน    จึงลอบหนีออกจากนครหลวงอย่างเงียบๆในวันเดียวกับที่ห้าผู้นำฝ่ายค้านกลับเข้ารัฐสภา   มุ่งหน้าสู่เมืองยอร์ชทาวน์    มุ่งหวังจะไปหาเสียงสนับสนุนจากขุนนางในแคว้นต่างๆของภาคเหนือและภาคกลาง   รวบรวมสมัครพรรคพวกทำการดิ้นรนสุดชีวิต    วันที่ 22 สิงหาคม 1642    กษัตริย์ชาร์ลส์ได้ชักธงมหาราชบนยอดเขาเล็กๆลูกหนึ่งในน็อตติ้งแฮม   ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ตามประเพณีสืบทอดที่แสดงว่าองค์ประมุขกำลังเรียกระดมบรรดาขุนนางราชสำนักและเจ้าผู้ครองนครเข้ามาถวายความจงรักภักดี       หมายความว่าทรงประกาศสงครามกับรัฐสภา   อังกฤษได้ก้าวเข้าสู่ขั้นสงครามกลางเมืองแล้ว …..จบตอนที่5



Saturday, January 7, 2017

พัฒนาการของทุนในยุโรป 4

ตอนที่  4 การปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษในศตวรรษที่ 17

1 สภาพทางเศรษฐกิจและการต่อสู้ทางชนชั้นในสังคมก่อนการปฏิวัติ
การพัฒนาของเศรษฐกิจทุนนิยม

ราชอาณาจักรอังกฤษในศตวรรษที่ 16-17   เป็นรัฐศักดินาที่ค่อนข้างเล็ก ดินแดนของราชอาณาจักรมีอังกฤษ  เวลส์และเกาะที่อยู่รอบๆเท่านั้น  เนื่องจากการลุกขึ้นสู้ของชาวนาและการแทรกซึมของปัจจัยทุนนิยม    ระบอบทาสกสิกรของอังกฤษในทางเป็นจริงได้สลายตัวไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 14 แล้ว   ถึงศตวรรษที่ 15   ชาวชนบทส่วนใหญ่ที่สุดเป็นชาวนาที่มีนาทำเอง   ต้นศตวรรษที่ 17   ในจำนวนพลเมือง 4-5 ล้านคน   มีเพียง 1 ใน 5 เท่านั้นที่อาศัยอยู่ในเมือง   แต่ว่าก่อนปฏิวัติ   ความสัมพันธ์ทางการผลิตแบบศักดินาในชนบทของอังกฤษได้ถูกทำลายลงบ้างแล้ว  เศรษฐกิจสินค้าของทุนนิยมได้ซึมลึกสู่ชนบท   ชนบทกำลังผ่านกระบวนการสะสมทุนปฐมกาล 

เริ่มแต่ศตวรรษที่ 16  สถานประกอบการหัตถกรรมในอังกฤษ  ได้พัฒนาขยายตัวไปอย่างรวดเร็ว  อุตสาหกรรมทอขนสัตว์อันเป็นอุตสาหกรรมดั้งเดิมมีฐานะที่สำคัญในภาคอุตสาหกรรม   กลางศตวรรษที่ 16 ในชนบทอันกว้างใหญ่ก็เริ่มมีการสร้างสถานประกอบการหัตถกรรมทอผ้าสักหลาดและผ้ากำมะหยี่ซึ่งส่วนใหญ่กระจัดกระจาย    แต่ขณะเดียวกันก็ได้มีสถานประกอบการขนาดใหญ่และรวมศูนย์ปรากฏขึ้นแล้ว   ต้นศตวรรษที่ 17 กิจการทอผ้าสักหลาดและผ้ากำมะหยี่รุ่งเรืองเป็นพิเศษในอังกฤษ    มีปริมาณการส่งออกถึงร้อยละ 90

กลางศตวรรษที่ 16  อังกฤษได้มีแขนงงานอุตสาหกรรมใหม่ๆเกิดขึ้นแล้ว  อย่างเช่นอุตสาหกรรมทำกระดาษ  ดินปืน   กระจก  น้ำตาล  อุตสาหกรรมทางทหาร    การต่อเรือและอุตสาหกรรมทอผ้าฝ้ายเป็นต้น  เนื่องจากได้ใช้เทคนิคและวิทยาการจากต่างประเทศ   อุตสาหกรรมเหมืองแร่   ถลุงโลหะก็ได้รับการพัฒนาไป  ระหว่างปี 1540-1640 ปริมาณการผลิตถ่านหินเพิ่มขึ้น 7.5 เท่า  เหล็กเพิ่มขึ้น 5 เท่า   โดยทั่วไปแล้วสถานประกอบการแต่ละแห่งจะมีคนทำงานหลายสิบคนถึงหลายร้อยคน   บางรายมีคนงานรับจ้างถึงหลายพันคน   ดูจากด้านต่างๆ เช่นขนาด อุปกรณ์ เทคนิคและรูปการจัดตั้งแรงงานของแขนงอุตสาหกรรมเหล่านี้แล้ว   เห็นได้ว่า  อุตสาหกรรมของอังกฤษได้ค่อยๆก้าวสู่วิถีทางของทุนนิยมแล้ว

การพัฒนาขยายตัวอย่างรวดเร็วของอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมของอังกฤษนั้น  เชื่อมโยงอยู่กับการขยายตลาด  โดยเฉพาะคือการขยายการค้ากับต่างประเทศ   ปลายศตวรรษที่ 15  หลังจากบุกเบิกเส้นทางเดินเรือใหม่ของโลกแล้ว   ศูนย์กลางการค้าระหว่างประเทศก็ค่อยๆย้ายจากทะเลเมดิเตอร์เรเนียนไปยังมหาสมุทรแอตแลนติก   ประเทศอังกฤษเป็นหน้าด่านสำคัญบนเส้นทางเดินเรือการค้าขายของโลก   ทำให้ขอบเขตการค้ากับโพ้นทะเลขยายกว้างอย่างไม่ขาดสาย  ศตวรรษที่ 16 ถึงต้นศตวรรษที่ 17  โดยการอนุญาตพิเศษ   อังกฤษได้ก่อตั้งบริษัทผูกขาดการค้าที่ใหญ่โตจำนวนมาก  เช่นบริษัทอีสต์ ประกอบกิจการค้าแถบชายฝั่งทะเลบอลติก    บริษัทอาแสะริกันประกอบกิจการค้าทาส   และที่สำคัญที่สุดคือบริษัทอีสต์อินเดียที่ก่อตั้งในปี 1600  ได้ผูกขาดการค้ากับประเทศต่างๆทางตะวันออก   การขยายตัวอย่างรวดเร็วในด้านการค้ากับต่างประเทศได้เร่งความเร็วให้กับกระบวนการสะสมทุนปฐมกาล และกระบวนการแปรเกษตรกรรมเป็นแบบทุนนิยม   ภายในประเทศ  สถานประกอบการหัตถกรรมแบบทุนนิยมได้เข้าแทนที่หัตถกรรมในครัวเรือนแบบศักดินาอย่างรวดเร็ว

ขบวนการกว้านซื้อที่ดินและการต่อสู้ของชาวนาที่คัดค้านการกว้านที่ดิน
เพื่อพัฒนาทุนนิยม   ชนชั้นนายทุนและขุนนางที่ดำเนินกิจการแบบทุนนิยม   ได้ดำเนินการกว้านที่ดินติดต่อกันเป็นเวลากว่า 300 ปี    โดยเริ่มตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15  ขบวนการกว้านที่ดิน โดยเนื้อแท้แล้วก็คือกระบวนการสะสมทุนปฐมกาลที่ดำเนินอยู่ในชนบทนั่นเอง     มันใช้ความรุนแรงที่โหดเหี้ยมอำมหิตไปทำให้ผู้ผลิตแยกตัวออกจากปัจจัยการผลิต   ชาวนาจำนวนมากถูกขับไล่ออกจากเรือกสวนไร่นาของตนเอง  จากนี้ก็ได้สนองแรงงานทาสรับจ้างให้กับชนชั้นนายทุน   ขณะเดียวกัน  ขบวนการกว้านที่ดินยังเป็นการปฏิวัติเปลี่ยนแปลงระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินของชนบทครั้งหนึ่ง   แปรกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบศักดินาและที่ดินสาธารณะของนิคม  เป็นกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนใหญ่ของชนชั้นนายทุน   เพื่อให้สอด คล้องกับการพัฒนาของทุนนิยม    โดยใช้รูปแบบและวิธีการที่โหดเหี้ยมอำมหิตไปแย่งยึดที่ดินของชาวนา    ดังนั้นจึงได้รับการต่อต้านอย่างสุดฤทธิ์จากชาวนา

ในระหว่างศตวรรษที่ 15-16   เนื่องจากอุตสาหกรรมขนสัตว์ได้พัฒนาขยายตัวอย่างรวดเร็ว   ปริมาณความต้องการขนแกะเพิ่มทวีสูงขึ้นอย่างมาก   ทำให้ราคาถีบตัวสูงขึ้น   จึงเป็นแรงกระตุ้นให้ขุนนางส่วนหนึ่งโดยเฉพาะขุนนางขนาดกลางและขนาดเล็กของอังกฤษหันมาดำเนินกิจการแบบทุนนิยม   พวกเขาพากันไปกว้านที่ดินที่ภาคกลางและภาคตะวันออกของประเทศ   ทำการแย่งยึดที่ดินของชาวนา  ครอบครองที่ดินสาธารณะของนิคม   เชื่อมที่ดินที่กระจัดกระจายเข้าเป็นที่ดินผืนใหญ่ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อถึงกันแล้วจัดการล้อมด้วยรั้วไม่ไผ่   ขุดคูโดยรอบเพื่อปล่อยฝูงแกะ     ถึงปลายศตวรรษที่ 16  ต้นศตวรรษที่ 17  เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากรภาคอุตสาหกรรม   ทำให้ความต้องการในธัญญาหารและผลิตผลทางเกษตรอื่นๆเพิ่มสูงขึ้นด้วย   เป็นการเพิ่มแรงจูงใจใหม่ให้กับขบวนการกว้านที่ดิน   พวกกว้านที่ดินไม่เพียงแต่แย่งยึดที่ดินสาธารณะของนิคมและที่ดินทำกินของชาวนาเท่านั้น   ยังดำเนินงานระบายน้ำ  ปรับปรุงเนื้อดินในพื้นที่ซึ่งเป็นที่ลุ่มภาคตะวันออก   สร้างฟาร์มเกษตรแบบทุนนิยมอีกด้วย

ขบวนการกว้านที่ดิน   ทำชนบททั้งชนบทถูกทำลายลงอย่างราบคาบ  ชาวนาบ้านแตกสาแหรกขาด  พลัดที่นาคาที่อยู่   ซัดเซพเนจร   สุดที่จะดำรงชีวิตอยู่ได้    กลายเป็น “พวกจรจัด” ไปในที่สุด    เพื่อเสือกไสให้ชาวนาเหล่านี้ยอมรับการขูดรีดอย่างทารุณจากแรงงานรับจ้าง    พวกชนชั้นปกครองอังกฤษได้ตรากฏหมายที่คลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือดออกมาจำนวนมาก    ใช้วิธีการลงอาญาสถานหนักไปจัดการกับ “พวกจรจัด”   เพื่อต่อต้านขบวนการกว้านที่ดินและการข่มขี่ทางการเมืองของชนชั้นนายทุน  ชาวนา ได้ก่อการลุกขึ้นสู้ไม่ขาดสาย   การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ที่สุดทางภาคตะวันออกซึ่งขบวนการกว้านที่ดินดำเนินไปอย่างดุเดือดที่สุด    ชาวนาที่ลุกขึ้นสู้มีจำนวนถึง 20,000 คน    พวกเขายึดได้เมืองนอริซและประสานตนเองเข้ากับประชาชนที่ยากจนในเมือง     ทำการโจมตีต่อผู้กว้านที่ดินอย่างหนักหน่วง

การแยกตัวทางชนชั้นและการแปรเปลี่ยนของกำลังทางชนชั้น

คู่ขนานไปกับการขยายตัวไม่ขาดสายของขบวนการกว้านที่ดิน    ปัจจัยทุนนิยมได้แทรกซึมสู่ด้านต่างๆอย่างต่อเนื่อง   ความสัมพันธ์ทางชนชั้นและสัดส่วนทางชนชั้นได้เกิดการเปลี่ยนแปลงไป     ก่อนการ
ปฏิวัติ   ชนชั้นปกครองของสังคมศักดินาซึ่งก็คือชนชั้นขุนนางก็เริ่มมีการแยกตัว   พวกขุนนางศักดินาหรือขุนนางเก่า  ซึ่งดำรงชีวิตอยู่ด้วยการเก็บค่าเช่าที่ดินศักดินาแต่ดั้งเดิม  ซึ่งก็คือค่าเช่าที่ดินที่กำหนดแน่นอนตามธรรมเนียมปฏิบัติศักดินา   เนื่องจากรายรับไม่พอกับรายจ่าย  หนี้สินพอกพูนขึ้นทุกวัน   ฉะนั้นจึงต้องตัดที่ดินแบ่งขายมิได้ขาด  ทำให้อาณาเขตของตนนับวันหดเล็กลง   พวกเขาควบคุมกลไลอำนาจรัฐ   เมื่อยิ่งตกต่ำการรีดนาทาเร้นต่อประชาชนก็ยิ่งโหดเหี้ยม   ยิ่งจะเสริมอำนาจเผด็จการกษัตริย์เพื่อพิทักษ์รักษาผลประโยชน์ของตน    เป็นอุปสรรคขัดขวางต่อการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมอย่างหนัก พวกนี้มีจำนวนคนไม่มาก   เป็นเป้าหมายของการปฏิวัติ

ชนชั้นใหม่ที่แยกตัวออกจากชนชั้นขุนนางเรียกว่า “ขุนนางใหม่”   ประกอบด้วยอัศวินและคหบดีในชน บทเป็นสำคัญ    ตามธรรมเนียมปฏิบัติของศักดินาอังกฤษ        ไม่ได้ห้ามขุนนางดำเนินอุตสากรรมและพาณิชยกรรม   ดังนั้นพวกเขาจึงดำเนินกิจการแบบทุนนิยม   ค้าขายขนแกะ  ธัญพืช และผลิตผลทางเกษตรอื่นๆ  ประกอบกิจการถลุงโลหะ   ทำเหมืองแร่และปล้นชิงอาณานิคม   ที่ดินที่ราชสำนักและขุน นางศักดินาขายออกไปด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ   ส่วนใหญ่ก็ตกไปอยู่ในมือของขุนนางใหม่   ระหว่างปี 1561-1640  ที่ดินของราชสำนักลดลงร้อยละ 75    ที่ดินที่อยู่ในความครอบครองของขุนนางศักดินาก็ลดลงร้อยละ 50   แต่ที่ดินของขุนนางใหม่กลับเพิ่มขึ้นร้อยละ 20   แต่ว่าที่ดินส่วนใหญ่ของขุนนางใหม่ได้ถือครองตามระบอบถือครองที่ดินของอัศวิน    พวกเขาไม่สามารถใช้ที่ดินในครอบครองของตนอย่างอิสระเสรีได้    ทั้งยังจะต้องปฏิบัติตามพันธะศักดินาต่อกษัตริย์   เช่นเสียเงินค่าโล่ห์แทนการถูกเกณฑ์เป็นทหาร   

เวลากษัตริย์ถูกจับเป็นเชลยไถ่ตัวกลับก็ต้องเสียเงินค่าไถ่   เวลาบุตรสืบทอดมรดกก็ต้องเสียภาษีมรดกเป็นต้น    ระบอบถือครองที่ดินของอัศวินเป็นแหล่งที่มาทางภาษีอากรทางหนึ่งของกษัตริย์    ในยามที่การคลังของราชสำนักร่อยหลอ    รัฐบาลเผด็จการก็เสริมระบอบควบคุมที่ดินและดำเนินการรีดเค้นทุกชนิด    ขุนนางใหม่เรียกร้องให้ยกเลิกระบอบถือครองที่ดินของอัศวิน    ทำให้ที่ดินเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง   พวกเขาได้สร้างพันธมิตรกับชนชั้นนายทุนไปต่อต้านอำนาจเผด็จการกษัตริย์   ในการปฏิวัติชนชั้นนายทุนได้สร้างพันธมิตรกับขุนนางใหม่เป็นเวลานาน   ใช้กำลังของชาวนาอันไพศาลและหัตถกรเป็นกำลังไปคัดค้านอิทธิพลศักดินา   นี่เป็นลักษณะพิเศษพื้นฐานประการหนึ่งของการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษ

ชนชั้นนายทุนอังกฤษในศตวรรษที่ 17  ประกอบด้วยชั้นชนต่างๆ   พ่อค้ามหาเศรษฐีในเขตกรุงลอนดอนและแคว้นต่างๆ   เจ้าของสถานประกอบการขนาดใหญ่และนายทุนเงินกู้ดอกเบี้ยสูงจำนวนไม่กี่ร้อยคน   ประกอบขึ้นเป็นส่วนบนของชนชั้นนายทุน   พวกเขาเป็นนายอากรบ่อนเบี้ย  เป็นพวกได้รับสัมปทานและถือหุ้นของบริษัทการค้าอภิสิทธิ์ของราชสำนัก    ขณะเดียวกันก็เป็นเจ้าหนี้ของขุนนางด้วย    พวกเขาเป็นผู้ได้รับประโยชน์โดยตรงจากนโยบายปกป้องอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรม   มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับกษัตริย์และขุนนาง   เป็นกลุ่มอนุรักษ์ในชนชั้นนายทุน   ที่เป็นตัวหลักของชนชั้นนายทุน  ได้แก่ชนชั้นนายทุนอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมขนาดกลาง   พวกเขาเป็นเจ้าของวิสาหกิจที่ไม่ใช่แบบสมาคมอาชีพ   เป็นผู้จัดตั้งสถานประกอบการที่กระจัดกระจายและสถานประกอบการที่รวมศูนย์   และเป็นผู้ริเริ่มก่อตั้งวิสาหกิจอาณานิคม   ในฐานะเจ้าของวิสาหกิจ    พวกเขาถูกระบอบสมาคมอาชีพและระบอบผูกขาดที่ดำเนินโดยกษัตริย์กีดกันในฐานะพ่อค้า  พวกเขาถูกเบียดขับจากบริษัทอภิสิทธิ์ทั้งตลาดภายในประเทศและต่างประเทศ  อุปสรรคขัดขวางจากศักดินาที่พวกเขาได้รับนั้นค่อนข้างมาก   ความเรียกร้องต้องการปฏิวัติก็ค่อนข้างสูง

ชาวนาเป็นกำลังหลักของการปฏิวัติชนชั้นนายทุน    ก่อนการปฏิวัติ  มวลชนพื้นฐานของชาวนาอังกฤษคือชาวนาที่มีนาทำเอง     ซึ่งก็คือชาวนาที่มีนาทำเองอย่างเสรีกับชาวนาที่มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวง   โดยมีชาวนาที่มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวงเป็นหลัก    พันธะศักดินาที่ชาวนาผู้มีนาทำเองอย่างเสรีจะต้องแบกรับนั้นค่อนข้างเบา   สามารถจัดการกับที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดของตนเองอย่างเสรีได้    ส่วนชาวนาผู้มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวงนั้นแปรเปลี่ยนมาจากทาสกสิกร   เป็นคนส่วนใหญ่ของชาวนาในขณะนั้น   ต้นศตวรรษที่ 17  พวกเขามีจำนวนคนเป็นร้อยละ 60 ของชาวนาในภาคกลาง   อัตราส่วนเปรียบเทียบในภาคตะวันตกและภาคเหนือยิ่งมีมาก   ที่ภาคตะวันออกซึ่งทุนนิยมค่อนข้างเจริญ   ก็มีจำนวนสูงถึง 1 ใน 3  กระทั่ง 1 ใน 2  การทำกินบนที่ดินผืนเล็กและสิทธิต่างๆในการใช้สอยผืนที่ดินซึ่งสืบทอดต่อๆกันมา  จะมีบันทึกอยู่ในสมุดบัญชีซึ่งฉบับตัวจริงจะถูกเก็บรักษาไว้ในศาลแขวง   โดยพวกเขาเก็บฉบับสำเนาไว้    

พวกเขาไม่สามารถจัดการกับที่ดินของตัวเองได้    นอกจากต้องส่งค่าเช่าให้เจ้าที่ดินแล้ว   ยังถูกรีดเค้นแบบศักดินาในด้านอื่นๆอีกด้วย   แบกรับพันธะศักดินามากมาย   ที่ดินส่วนที่เป็นของตนเองขณะสืบทอดหรือโอนจะต้องได้รับความเห็นชอบจากเจ้าที่ดินก่อน   ทั้งต้องเสียเงินค่าอนุมัติอีกด้วย    จำนวนเงินจะเป็นเท่าไรนั้น เจ้าที่ดินจะเป็นผู้กำหนดเอง  ในชั่วระยะเวลานับจากศตวรรษที่ 16 ถึงกลางศตวรรษที่ 17  ค่าใช้จ่ายในด้านนี้เพิ่มขึ้นหลายสิบเท่าในหลายท้องที่  ชาวนาผู้มีนาทำเองในสังกัดบัญชีหลวงเนื่องจาก เนื่องจากไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายเหล่านี้  ในที่สุดต้องสูญเสียที่ดินของตนไป   พวกเขามีความเรียกร้องต้องการอย่างเร่งด่วนที่จะให้ยกเลิกระบอบศักดินา   แปรที่ดินซึ่งเป็นมรดกตกทอดเป็นทรัพย์สินของตนเอง   ชาวนาจนในอังกฤษขณะนั้นเรียกว่า ชาวนาบ้านกระต๊อบ      ชาวนาบ้านกระต๊อบเพียงสามารถใช้ที่ดินผืนกระจิ๊ดรอบๆบ้านกระต๊อบเท่านั้น    ที่ดินสาธารณะของหมู่บ้านเคยเป็นแหล่งสำคัญในการดำรงชีพของพวกเขา    

การกว้านที่ดินทำให้ฐานะของพวกเขายิ่งแย่ลงและตกต่ำลงเป็นชาวนารับจ้างในที่สุด   กลายเป็นชนกรรมาชีพและกึ่งกรรมาชีพในชนบท    ชาวนาอันกว้างใหญ่ไพศาลล้วนคัดค้านระบอบกรรมสิทธิ์ในที่ดินแบบศักดินาทั้งสิ้น    มีความขัดแย้งอย่างแหลมคมกับเจ้าศักดินาดำรงอยู่  ขณะเดียวกันชาวนาก็คัดค้านขบวนการกว้านที่ดิน    ดังนั้นจึงมีความขัดแย้งกับชนชั้นนายทุนขุนนางใหม่ดำรงอยู่อย่างรุนแรงด้วย
คนงานหัตถกรทั้งในเมืองและชนบทก็เป็นกำลังปฏิวัติที่สำคัญกำลังหนึ่ง   พวกเขาถูกกดขี่ถึงสองชั้นจากศักดินานิยมและทุนนิยมพร้อมๆกัน       ดังนั้นพวกเขาจึงคัดค้านการกดขี่จากระบบระเบียบแบบศักดินาของสมาคมอาชีพ   ขณะเดียวกันก็คัดค้านการขูดรีดของชนชั้นนายทุนที่เจริญขึ้นใหม่อีกด้วย

ขบวนการปฏิรูปศาสนาพิวริแตนส์

ตั้งแต่ทศวรรษที่ 1630-1640  อังกฤษก็เริ่มมีการปฏิรูปศาสนา    โดยตัดขาดความสัมพันธ์ที่ขึ้นต่อศาสนจักรโรมันคาทอลิคในกรุงโรม   ปิดโบสถ์วิหารโรมันคาทอลิค    ริบทรัพย์สินของศาสนจักร   ตั้งคณะอังกลิกันเป็นศาสนาของทางการรวมศาสนจักรกับอาณาจักรเป็นองค์เดียวกัน     ภายใต้สภาพที่การเมืองกับศาสนารวมเป็นองค์เดียวกัน    คณะอังกลิกันกลายเป็นเครื่องมือของอำนาจกษัตริย์และเสาค้ำของระบอบเผด็จการ    เจ้าหน้าที่บริหารของคณะอังกลิกันที่แต่งตั้งโดยกษัตริย์ในทางเป็นจริงแล้วก็คือข้าราชสำนัก  พระบรมราชโองการของกษัตริย์มักจะนำไปประกาศบนแท่นแสดงธรรม   ไม่เพียงแต่สาวกต่างนิกายจะถูกปองร้ายอย่างโหดร้ายป่าเถื่อนแล้ว    แม้แต่สาวกของอังกลิกันเองก็ยังถูกจับตาดูอย่างเข้มงวดกวดขัน   ศาลศาสนาจะดำเนินการปราบปรามต่อบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าไม่ขึ้นต่อคำสอนของศาสนานิกายอังกลิกัลป์อย่างเฉียบขาด  กษัตริย์  ขุนนางและสังฆราช  เป็นอิทธิพลปฏิปักษ์ปฏิวัติสามเส้าในองค์เดียวกัน    คือเป้าหมายของการปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษ   ฉะนั้น  การต่อสู้คัดค้านศักดินาก็แสดงออกมาในรูปการคัดค้านศาสนาของทางการอีกด้วย    

ชนชั้นนายทุนและขุนนางใหม่เรียกร้องให้ดำเนินการปฏิรูปศาสนาอีกก้าวหนึ่ง   ขจัดพิธีกรรมจุกจิกหยุม หยิมของโรมันคาทอลิคในคณะอังกลิกัน   ยกเลิกการกราบไหว้บูชา “รูปพระเยซู”   ตัดค่าใช้จ่ายทางศาสนาให้น้อยลง  คัดค้านการรีดไถของศาสนจักร   มีความคิดเห็นทำศาสนจักรให้ “บริสุทธิ์”  จึงได้ชื่อว่าพิวริแตนส์ (puritants)   เพื่อต่อสู้กับศาสนาของทางการ   พวกเขาค้นพบอาวุธทางความคิดสำเร็จรูปจากศาสนานิกายคัลแวงนิสม์   ชนชั้นนายทุนเรียกร้องให้สร้างสถาบันศาสนาประชาธิปไตยตามรูปแบบของศาสนาคัลแวงนิสม์   พวกเขาโฆษณาเผยแพร่ว่า   การเคลื่อนไหวอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมเป็น “ภาระหน้าที่”  อันศักดิ์สิทธิ์  การรีบสร้างฐานะให้ร่ำรวยเป็นการแสดงออกซึ่งการสนองรับพระมหากรุณาธิคุณจากพระผู้เป็นเจ้า   และเป็นนิมิตหมายของ “ราษฎรที่เลือกสรร”  เป็นพิเศษของพระผู้เป็นเจ้า    การที่พวกเขาเสนอให้ปรับปรุงศาสนจักร   จริงๆแล้วก็คือต้องการสร้างระบอบสังคมทุนนิยม   ขบวนการพิวริแตนส์ใช้รูปแบบและทัศนคติในประเพณีดั้งเดิม  ชูธงศาสนา  ปลุกระดมมวลชนลุกขึ้นสู้เพื่อช่วงชิงอำนาจรัฐให้กับชนชั้นนายทุน    การปฏิวัติชนชั้นนายทุนของอังกฤษได้ดำเนินไปภายใต้เสื้อคลุมทางศาสนา อันเป็นลักษณะพิเศษประการหนึ่งของการปฏิวัติ

ขบวนการพิวริแตนส์ได้แตกแยกเป็นกลุ่มที่สำคัญสองกลุ่ม   ตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 แล้ว   กลุ่มคณะเพรสไบเทอร์เรียน    ซึ่งเป็นกลุ่มหัวนุ่มนวลได้กุมอำนาจการนำในการเคลื่อนไหว   กลุ่มนี้เป็นตัวแทนผลประโยชน์ของชนชั้นนายทุนใหญ่และส่วนบนของขุนนางใหม่    ไม่ได้ตัดขาดความสัมพันธ์ทางจัดตั้งกับคณะ  อังกลิกัน*(*เป็นคริสต์ศาสนานิกายโปรเตสแตนท์ที่สำคัญนิกายหนึ่ง    เกิดขึ้นในอังกฤษในยุคปฏิรูปศาสนาในศตวรรษที่ 16  กษัตริย์เฮนรี่ที่ 8 แห่งอังกฤษภายใต้การสนับสนุนของชนชั้นนายทุนที่เจริญขึ้นใหม่ได้ถือเอากรณีที่องค์สันตะปาปาไม่อนุญาตให้พระองค์ปลดพระราชินี (เจ้าฟ้าหญิงแห่งสเปน) เพื่ออภิเษกสมรสใหม่เป็นเหตุ  ประกาศงดส่งเครื่องบรรณาการต่อศาสนจักรโรมันคาทอลิคแห่งกรุงโรมในปี 1532    ปี 1534 เสนอร่างกฎหมายผ่านรัฐสภา  กำหนดให้ศาสนจักรในอังกฤษไม่ต้องขึ้นต่อองค์สันตะปาปาแห่งกรุงโรมอีกต่อไป  แต่ให้กษัตริย์อังกฤษทรงเป็นผู้นำสูงสุด   ศาสนจักรที่ไม่ขึ้นต่อองค์สันตะปาปาแห่งกรุงโรมซึ่งก็คือคณะอังกลิกัล  จึงกลายเป็นศาสนาทางการของอังกฤษ   คณะอังกลิกัลในยุคแรกไม่ว่าจะกล่าวจากด้านคำสอน   รูปแบบการประกอบพิธีกรรมทางศาสนาหรือระบบการจัดตั้งส่วนใหญ่สืบทอดประเพณีของนิกายโรมันคาทอลิค)
เพียงให้ยุบตำแหน่งสังฆราชโดยให้สาวกเป็นผู้เลือก “ผู้อาวุโส” ขึ้นบริหารศาสนกิจ    ปีกซ้ายของขบวนการ พิวริแตนส์ เรียกว่ากลุ่มอิสระ   กลุ่มนี้เป็นกลุ่มสะท้อนผลประโยชน์ของขุนนางใหม่และชนชั้นนายทุนกลาง  มีความเห็นว่า  วิหารแต่ละแห่ง  นิกายแต่ละนิกายเป็นอิสระ เป็นตัวของตัวเอง  ให้บริหารร่วมกันโดยปวงสาวก  บรรดาสาวกสามารถทำพิธีสวดเอง   ตีความคัมภีร์เองโดยเสรี   สามารถไปมาหาสู่กับพระผู้เป็นเจ้าเอง  โดยไม่ถูกแทรกแซงจากพระสังฆราช   ฉะนั้นพวกเขาจึงปฏิเสธอำนาจสังฆ ราช   และก็ปฏิเสธอำนาจของ “ผู้อาวุโส” ด้วย   ทว่..ก่อนได้อำนาจรัฐ   ทั้งสองกลุ่มยังคงร่วมเป็นพันธมิตรไปคัดค้านเผด็จการอำนาจกษัตริย์  ชนชั้นนายทุนน้อยในเมืองและชาวนาส่วนหนึ่งก็เข้าร่วมขบวนการพิวริแตนส์    ทำให้ภายในขบวนการพิวริแตนส์เกิดการแยกตัวเร็วขึ้น    …จบตอน 4