Sunday, November 6, 2016

บอลเชวิค.. เส้นทางสู่การปฏิวัติ 1

บอลเชวิค.. เส้นทางสู่การปฏิวัติ   
ภาคแรก    ตอนที่ 1.กำเนิดลัทธิมาร์กซรัสเซีย   
   
 1...ความตายของมหาอำมาตย์

วันที่ 1 มีนาคม 1881 รถม้าพระที่นั่งของพระเจ้าซาร์ อเล๊กซานเดอร์ที่สอง กำลังวิ่งผ่านถนนเลียบคลอง คัธรินในกรุงเซ็นต์ปีเตอร์สเบิร์ก    ทันใดนั้นเด็กหนุ่มผู้หนึ่งได้ขว้างบางสิ่งคล้ายก้อนหิมะไปยังรถม้าพระที่นั่ง....เมื่อสิ้นเสียงระเบิดปรากฏว่าพลาดเป้า, พระเจ้าซาร์เสด็จลงจากรถโดยไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใดและทรงมีพระราชดำรัสกับทหารองครักษ์ชาวคอสแซคที่ได้รับบาดเจ็บบางคน       ในขณะนั้นกรินเน เวทสกี ผู้ก่อการคนที่สองก็วิ่งถลันเข้าไปพร้อมกับกล่าวว่า     “ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวขอบคุณพระเจ้า” พร้อมกับขว้างระเบิดลูกที่สองไปยังที่พระเจ้าซาร์ประทับอยู่…..  อีกหนึ่งชั่วโมงต่อมาองค์จักรพรรดิแห่งจักรวรรดิรัสเซียก็เสด็จสวรรคต     ปฏิบัติการครั้งนี้เป็นเหตุการณ์หนึ่งที่ถูกจดจำกันได้เป็นอย่างดีในช่วงระยะประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติรัสเซีย      ในยุคที่เต็มไปด้วยการร่วมมือกันปฏิบัติการของคนหนุ่มสาวผู้กล้าหาญในรัฐซาร์ที่ยิ่งใหญ่แห่งนั้น ถือได้ว่ามันเป็นความสำเร็จอย่างยิ่งของผู้ก่อ การที่เป็นสมาชิกองค์กรการเมืองที่มีชื่อว่า นารอดนายา โวลยา หรือ      ”ความปรารถนาของประชาชน ” (People’s Will) ในการทำลายยอดบนสุดของระบอบเอกาธิปไตยที่น่าขยะแขยงลงไป..ด้วยความตาย

ปรากฏการณ์ของชาวรัสเซีย กลุ่มนารอดนิก (พวกป๊อปปูลิสต์,คนของประชาชน) คือผลพวงแห่งความล้าหลังสุดกู่ของระบอบทุนนิยมรัสเซีย      ความผุพังของสังคมศักดินารัสเซียนั้นดูเหมือนว่าจะรวดเร็วเสียยิ่งกว่าการก่อตัวของชนชั้นนายทุน        ภายใต้เงื่อนไขเหล่านี้..ในส่วนของปัญญาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งคนหนุ่มสาวได้แยกตัวออกจากนชั้นผู้ดี  ข้าราชการและนักบวช  เริ่มแสวงหาทางออกให้แก่สัง คมที่กำ ลังอยู่ในภาวะตีบตัน     อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขามองไปรอบๆตัวเพื่อแสวงหาการหนุนช่วยจากภายในสังคม..   กลับไม่ได้รับความสนใจจากบรรดาชนชั้นนายทุนที่ เห็นแก่ตัว,ล้าหลังและด้อยพัฒนาเหล่านั้นเลยในขณะที่ขบวนของชนชั้นกรรมมาชีพเองก็ยังคงอยู่ในสภาพประหนึ่งทารกที่ไร้เดียงสา, ไร้การจัดตั้ง,ไม่สนใจการเมือง และยังมีจำนวนน้อยหากจะเปรียบกับชาวนาผู้สงบเสงี่ยม  ผู้ถูกกดขี่ ย่ำยี จำนวนหลายล้านคนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ในสังคมรัสเซีย     

ดังนั้น.. จึงเป็นที่เข้าใจได้ว่า...ทำไมปัญญา ชนปฏิวัติรัสเซียจึงได้มุ่งเป้าไปยังชาวนาซึ่งเป็นประชาชนส่วนข้างมากในสังคม…ว่าน่าจะมีศักยภาพที่จะเป็นพลังหลักในการปฏิวัติสังคม    การเคลื่อนไหวแนว ทางนี้จึงเป็นจุดเปลี่ยนในระดับพื้นฐานทางประ วัติศาสตร์ของรัสเซีย   ในปี 1861กฤษฎีกา”ปลดปล่อยไพร่ติดที่ดิน” (serf) ก็ได้อุบัติขึ้นในปีนั้นเอง... มันเป็นเพียงแค่รูปแบบวิธีการที่ทำไปตามข้อเสนอแนะของขุนนางฝ่ายปฏิรูปกลุ่มหนึ่งเท่านั้นซึ่งก็ไม่ได้มีความหมายอะไรมากนัก       เพียงต้องการแสดงให้(ผู้คน)เห็นว่ามันมาจาก ”พระเมตตา” ของพระเจ้าซาร์อเล๊กซานเดอร์ที่ 2 เท่านั้น   เรื่องนี้...มันเกิดขึ้นเพราะความกลัวต่อความไม่สงบที่จะประทุขึ้นในสังคม หลังจากรัสเซียต้องเสียเกียรติภูมิจากการพ่ายแพ้ในสงครามไครเมียอย่างย่อยยับเมื่อปี 1853 -56,ซึ่งก็คล้ายกับการแพ้สงครามกับญี่ปุ่นในเวลาต่อมา ทำให้เกิดการต่อต้านระบบการปกครองพระเจ้าซาร์อย่างรุนแรง      

การแพ้สงครามไม่ว่าครั้งก่อนหรือครั้งหลังเผยให้เห็นถึงภาวะล้มละลายของระบอบปกครองแบบอัตตา ธิปไตยซึ่งเป็นแรงกระตุ้นอย่างรุน แรงต่อการเปลี่ยนแปลงสังคม      แม้แต่พระราชกฤษฎีกาปลดปล่อย (ไพร่ติดที่ดิน) ก็ไม่สามารถคลี่คลายปัญหานี้ได้..   และในความเป็นจริงยิ่งทำให้สถานภาพของชาวนากลับย่ำแย่ลงไปอีก      เพราะธรรมชาติของเจ้าที่ดินย่อมสงวนพื้นที่ๆดีที่สุดเอาไว้สำหรับตนเองเหลือแต่ผืนดินที่แห้งแล้งไว้ให้แก่ชาวนา   ส่วนที่สำคัญเช่นแหล่งน้ำและโรงสี(สีลม)ส่วนมากมักจะอยู่ในมือของเจ้าที่ดินและชาวนาจะถูกบังคับให้ต้องจ่ายค่าผ่านทาง       ที่แย่ยิ่งกว่านั้นชาวนาอิสระก็ถูกผูกมัดโดยกฎหมายว่าต้องเข้าร่วมใน สหคาม (คอมมูนหรือมีร์/mir)  ต้องรับผิดชอบในการเก็บรวบรวมภาษีให้แก่ทางการอีกด้วย    ไม่มีชาวนาคนใดจะออกจากมีร์ได้โดยไม่ได้รับอนุญาต       อิสรภาพในการเคลื่อนไหวถูกจำกัดด้วยระบบใบผ่านทางโดยความหมายแล้วระบบการควบคุมคอมมูนถูกโอนการดูแลไปยัง  ”ตำรวจบ้านที่เป็นกลไกในระดับต่ำสุดของระบบซาร์”

สิ่งที่เลวร้ายไปกว่านั้นคือ..การปฏิรูปยังอนุญาตให้เจ้าที่ดินสามารถตัดแบ่งและจัดสรรที่ดินซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผืนดินที่ชาวนาใช้เพาะปลูกได้ถึง 1 ใน 5 (ในบางกรณีได้ถึง 2 ใน 5) ซึ่งเจ้าที่ดินจะเลือกส่วนที่ดีที่ สุด,ที่สร้างผลประโยชน์ให้ตนมากที่สุด    เช่นส่วนที่เป็นป่าไม้  ทุ่งหญ้า แหล่งน้ำ แหล่งหญ้าสำหรับปศุสัตว์และโรงสีเป็นต้น         ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องพื้นฐานฐานเพื่อใช้ควบคุมชาวนาที่ถูก”ปลดปล่อย”  ในแต่ละปีครอบครัวชาวนาส่วนใหญ่ต้องจมดิ่งไปสู่ความสิ้นหวัง  ภาระหนี้สินที่ต้องชดใช้อย่างไม่มีวันหมดสิ้นและมีคุณภาพชีวิตที่เลวร้ายจากผลพวงของความฉ้อฉลนี้

การปลดปล่อยไพร่ติดที่ดินเป็นความพยายามในการนำไปสู่การปฏิรูปโดยผ่านลงมาจากส่วนบนเพื่อยับ ยั้งการก่อจลาจลของชาวนา   ในระยะสิบปีสุดท้ายแห่งการปกครองของซาร์นิโคลัสที่ 1 ชาวนาก่อความไม่สงบถึง 400 ครั้ง   และมีจำนวนเท่าๆกับอีก 6 ปีต่อมา(1855-60)      ในช่วงระยะเวลา 20 ปี(1835 - 1854) เจ้าที่ดินและเจ้าพนักงานยึดทรัพย์ 230 คนถูกสังหารและไปจนถึงปี 1861ก็ถูกสังหารไปอีก 53 คน     พระราชกฤษฎีกาปลดปล่อยไพร่ติดที่ดินต้องเผชิญกับคลื่นแห่งความสับสนอลหม่าน,การลุกขึ้นสู้  และการกดขี่ที่ทารุณโหดร้ายยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง    ความหวังของนักคิดหัวก้าวหน้าที่ส่วนใหญ่เห็นด้วยกับแนวทางการปฏิรูปต่างรู้สึกว่าถูกทรยศโดยผลพวงของกฤษฎีกา ”การปลดปล่อย” นี้มันได้กลายเป็นการหลอกลวงชิ้นมหึมาเลยที่เดียว   

ชาวนาซึ่งเชื่อว่าที่ดินต้องเป็นของตนโดยชอบธรรมต่างก็ถูกหลอกลวงทั้งสิ้น   พวกเขายอมรับเพียงการจัดสรรที่ถูกกฎหมาย(ตามข้อตกลงกับเจ้าที่ดิน)และยอมรับค่าธรรมเนียมในการไถ่ถอนในระยะเวลา 49 ปีที่อัตราดอกเบี้ย 6 เปอร์เซ็นต์ต่อปี       ผลก็คือเจ้าที่ดินยังถือครองที่ดินประมาณ 71,500,000 เดสยาติน(487 ล้านไร่) ส่วนชาวนาซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของสังคมถือครองที่ดินเพียง  33,700,000(230 ล้านไร่) เดสยาติน*เท่านั้น(เดสยาตินคือมาตราวัดของรัสเซียซึ่งใช้ในสมัยซาร์    1 เดสยาติน เทียบเท่า 2.702 เอเคอร์  หรือ 10,900  ตารางเมตร หรือ 6.813 ไร่)
หลังจากปี 1861 เกษตรกรถูกปิดกั้นโดยการออกกฎหมาย”กลุ่มความยากจน” ที่กดขี่    โดยวัดระดับความยากจนจากภาระหนี้สินเพื่อแก้ปัญหาการลุกขึ้นสู้ในชนบท      สำหรับชาวนาซึ่งตลอดช่วงเวลาของประวัติศาสตร์,ไม่ได้แสดงบทบาทอย่างเป็นตัวของตัวเองเลยในสังคม, หรือแสดงศักยภาพที่ยิ่ง ใหญ่ กล้าหาญ และเสียสละในการเคลื่อนไหวปฏิวัติ     หรือมีความพยายามที่จะสลัดหลุดจากการปก ครองของเผด็จการ,     การที่จะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องมีผู้นำขบวนที่มีความเข้มแข็งและต้องมีความสามัคคีเป็นเนื้อเดียวกัน,และมีจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างเช่นกรรมกรในเมือง      การขาดปัจจัยเหล่านี้ทำให้การลุกขึ้นสู้ของชาวนา “จ๊าคเกอรี่”(jacqueries * จ๊าคเกอรี่”หมายถึงกบฏในปลายยุคกลางของยุโรปโดยการลุกขึ้นสู้ของชาวนา    เกิดขึ้นในตอนเหนือของฝรั่งเศสในฤดูร้อนปี 1358  และได้ถูกปราบลงภายในไม่กี่สัปดาห์  การลุกขึ้นสู้นี้ต่อมารู้จักกันในนาม“จ๊าคเกอรี่ " เพราะว่าชนชั้นผู้ดีเรียกชาวนาแบบเหยียดๆว่า จ๊าค ที่หมายถึงรอยปุปะบนเสื้อผ้า   ต่อมาคำว่า จ๊าคเกอรี่ ได้กลายมาเป็นฉายานามทั่วไปของการลุกขึ้นสู้โดยชาวนาทั้งในฝรั่งเศสและอังกฤษ)  ต้องประสบกับความพ่ายแพ้อย่างยับเยินจากการปราบปรามที่เหี้ยมโหด   

โดยธรรมชาตินั้นชาวนามักอยู่กันอย่างกระจัดกระจายทำให้ขาดความสัมพันธ์กับสังคมอื่นๆและขาดจิต สำนึกทางชนชั้น    ในรัสเซียขณะนั้นระบอบทุนนิยมยังอยู่ในระหว่างการถือกำเนิดและยังไม่ปรากฏว่ามีชนชั้นปฏิวัติในเขตเมือง     ที่แน่นอนก็คือ..มีแต่นักศึกษาและปัญญาชนที่ไม่มีตำแหน่งงานในราชการหรือ  ”ปัญญาชนชนชั้นกรรมาชีพ”  โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสดงให้เห็นถึงอารมณ์ความรู้สึกที่ไม่พอใจซ่อนลึกอยู่ในในซอกหลืบของการดำรงชีวิตในสังคมรัสเซีย         ปีต่อมาผู้ก่อการ มีชกิน(Myshkin) ได้ประ  กาศในขณะที่ถูกดำเนินคดีในศาลว่า   “การเคลื่อนไหวของปัญญาชนไม่ใช่สิ่งจอมปลอม  แต่เป็นเสียงสะท้อนของความวุ่นวายที่เกิดขึ้น”  และก็เช่นเคย..บรรดาปัญญาชนก็ไม่สามารถแสดงบทบาททางสังคมได้มากไปกว่าชาวนา        ไม่ว่าอย่างไรมันก็เป็นสิ่งที่แสดงถึงอารมณ์ความรู้สึกและความตึงเครียดที่ได้พัฒนาขึ้นในสังคมแล้ว  

ปี 1861 ที่เป็นปีแห่งการประกาศกฤษฎีกาปลดปล่อยอเล็กซานเดอร์  แฮร์ซเซ่น (Alexander Herzen)  นักเขียนฝ่ายประชาธิปไตยผู้ยิ่งใหญ่ของรัสเซียได้เขียนบทความในนิตยสาร”โคโลคอล”(ระฆัง)ในขณะ  ลี้ภัยอยู่ในกรุงลอนดอน..เรียกร้องให้เยาวชนรัสเซีย ”ลงสู่ประชาชน”  การจับกุม เชอร์นีเชฟกี* (ข้อเขียนของเขาได้รับอิทธิพลมาจากมาร์กซ และเป็นคนที่สร้างแรงบันดาลใจให้แก่เลนินและมิตรสหายเป็นอย่างมาก) และดิมิตรี ปิซาเรฟ  นักหนังสือพิมพ์ผู้โด่งดังที่ได้เสนอความเป็นไปได้ของแนวทางปฏิรูปอย่างสันติแบบเสรีนิยมในปลายทศวรรษที่ 1860  รากฐานมวลชนในการเคลื่อนไหวปฏิวัติของเยาวชนเสรีนิยมจึงได้ถือกำเนิดขึ้น
สถานการณ์น่าตระหนกที่เกิดขึ้นกับมวลชนในการปฏิรูปที่ผ่านมาได้สร้างความเดือดดาลโกรธแค้นให้ แก่ปัญญาชนชั้นแนวหน้าเป็นอย่างมาก   การจับกุมตัวแทนฝ่ายประชาธิปไตยอย่าง ปิซาเรฟ และ เชอร์นีเชฟสกี ไม่เพียงแต่จะสร้างความแปลกแยกขึ้นในหมู่ปัญญาชนเท่านั้น    ยังผลักพวกให้เข้าไปใกล้ชิดกับกลุ่มฝ่ายซ้ายอีกด้วย    ในขณะที่พวกเสรีนิยมรุ่นเก่าก็มีปฏิกิริยาต่อต้าน   เยาวชนเสรีนิยมสายเลือดใหม่ได้ปรากฎตัวขึ้นตามมหาวิทยาลัยต่างๆด้วยแรงดลใจที่มีต่อรูปลักษณ์อันเป็นอมตะของ บาซารอฟ  ตัวเอกในนวนิยายของ ทูร์เกนีเยฟ เรื่อง“พ่อและลูกชาย”  ลักษณะเด่นของคนรุ่นใหม่นี้คือขาดความอด ทนกับนักเสรีนิยมที่เชื่องช้างุ่มง่ามและปฏิบัติต่อคนพวกนี้อย่างหมิ่นแคลน    พวกเขาศรัทธาในแนวคิดปฏิวัติที่สุดขั้วและการฟื้นฟูสังคมขึ้นใหม่ด้วยวิธีจากบนลงสู่ล่าง

หนึ่งปีของการประกาศปลดปล่อยโดยซาร์ ”กษัตริย์นักปฏิรูป” ได้ดำเนินงานต่อไปโดยไม่สนใจกับปฏิกิริ  ยาคัดค้าน   นั่นเป็นการบีบให้ปัญญาชนตามมหาวิทยาลัยตกอยู่ภายใต้การระแวดระวังของพวกปฏิกิริยา     เค้าท์ ดิมิตรี ตอลสตอย    รัฐมนตรีกระทรวงศึกษาเป็นผู้กำหนดและออกแบบการศึกษาที่ทำลายจิตวิญ ญาณของเสรีภาพและปิดกั้นจินตนาการและการสร้างสรรค์ลงอย่างสิ้นเชิง     โรงเรียนต่างๆถูกบังคับให้สอนภาษาลาติน 47 ชั่วโมงและกรีก 36 ชั่วโมงในหนึ่งสัปดาห์โดยเน้นไวยากรณ์เป็นด้านหลัก   วิทยา ศาสตร์ธรรมชาติและประวัติศาสตร์ถูกกันออกนอกหลักสูตรกลายเป็นวิชาที่ถูกลบเลือนไป     ใช้ระบบตรวจสอบปฏิบัติการที่เข้มงวดภายใต้การจับตาของผู้ตรวจการโรงเรียน        ช่วงเวลาที่มืดมนของการปฏิรูปเป็นปีที่ต้องระแวดระวังและปรับตัวกับการจับตามองของตำรวจ       การเคลื่อนไหวที่ปฏิกิริยาเพิ่มความเข้มข้นขึ้น.....หลังจากการลุกขึ้นสู้ของชาวโปลซึ่งเป็นการปฏิวัติที่นองเลือดล้มเหลวลงในปี 1863  ชาวโปลหลายพันคนสละชีวิตในสงคราม     หลังการปราบปรามหลายร้อยคนถูกแขวนคอ  ลำพังเฉพาะ เค๊าท์ มูราฟยอฟ ผู้โหดเหี้ยมได้สั่งแขวนคอชาวโปลไปถึง 128 คน     หญิงชายจำนวน 9,423 คนถูกเนรเทศ(ไปไซบีเรีย)     จำนวนผู้ลี้ภัยในรัสเซียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัวของจำนวนผู้ถูกเนรเทศ  

เปทร์ หรือ ปยอร์ท  โครปอทกิ้น*(เจ้าชาย ปยอร์ท อเล็กซีเยวิช โครพอทกิ้น (1842 1921) (Пётр Алексе́евич Кропо́ткин; นักสำรวจ นักเศรษฐศาสตร์ นักปรัชญา นักเคลื่อนไหวทางการเมือง นักสัตว์วิทยา นักทฤษฎีด้านวิวัฒนาการ นักเขียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักอนาธิปไตยที่โดดเด่น ชาวรัสเซีย)หนุ่มผู้ซึ่งในภายหน้าได้กลายเป็นนักทฤษฎีของลัทธิอนาธิปไตย   เป็นพยานยืนยันที่ได้เห็นกับตาถึงความทุกข์ยากแสนสาหัสของชาวโปลผู้ถูกเนรเทศในไซบีเรียขณะที่เข้าประจำการในหน่วยทหารในหน่วยพิทักษ์จักรวรรดิ์ยศร้อยเอก      เขาได้บันทึกไว้ว่า “...ผมพบพวกเขาบางคนในเมืองลีนายืนครึ่งเปลือยอยู่ในกระท่อมโกโรโกโส..รายล้อมไปด้วยหม้อต้มน้ำขนาดใหญ่ที่บรรจุน้ำเค็มไว้จนเต็ม,กำลังเคี่ยวน้ำเกลือด้วยพลั่วด้ามยาวภายใต้อุณหภูมิที่ร้อนปานนรก    ในขณะที่ประตูกระท่อมเปิดอ้าออกเพื่อรับไอเย็นจากหิมะ   หลังจากทำงานเช่นนั้นได้สองปีนักสู้เพื่ออุดมการณ์เหล่านี้คงต้องเสียชีวิตจากโรคภัยไข้เจ็บอย่างไม่ต้องสงสัย”  แต่ภายใต้พื้นผิวน้ำแข็งที่เย็นยะเยือกนี้...เมล็ดพันธุ์ของนักปฏิวัติรุ่นใหม่ได้ฟื้นคืนชีพและเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว      

กรณีของเจ้าชาย โครปอทกิน เป็นตัวอย่างที่เด่นชัดว่า...ทำไมลมถึงพัดยอดไม้ก่อน  เขาเกิดในครอบครัวขุนนางชั้นสูง,บิดาของเขา เจ้าชาย อเล๊กไซ เปโตรวิช โครปอทกิ้นสืบเชื้อสายมาจากราชวงศ์ รูริค ที่ครอง รัสเซียมาก่อนราชวงศ์ โรมานอฟ    เป็นเจ้าที่ดินถึง 3 จังหวัด มีไพร่ติดที่ดิน 1,200 คน    เข้าเรียนในโรงเรียนนายร้อยชั้นประถม (ซึ่งเป็นสถาบันที่ตั้งขึ้นโดยราชสำนักเป็นสถานที่ใช้อบรมบ่มเพาะบุตรหลานของชนชั้นสูงเท่านั้น) เช่นเดียวกับบรรดาเด็กชายที่สังกัดชนชั้นสูงร่วมสมัยกัน         เขาได้รับอิทธิพลจากความทุกข์ทรมานที่แสนสลดหดหู่ของมวลชนผู้เข้าร่วมขับเคลื่อนการปฏิวัติ         

โครปอทกิ้น,นักวิทยาศาสตร์ผู้หลักแหลมได้อธิบายไว้อย่างชัดเจนในบันทึกความทรงจำของเขาเกี่ยวกับพัฒนาการทางการเมืองในชั่วคนหนึ่ง     เขาถามตัวเองว่า  ”สิ่งเหล่านี้(การใช้ชีวิตที่หรูหราฟุ่มเฟือย )ทำให้ฉันมีความสุขมากขึ้นนักหรือ  ในเมื่อรอบๆตัวฉันนั้นไม่มีอะไรเลยนอกเสียจากความขมขื่นและการต่อสู้ดิ้นรนเพื่อเศษขนมปังที่สกปรก   เมื่อใดก็ตาม..ที่ฉันควรจ่ายเพื่อช่วยให้ฉันมีชีวิตอยู่ในโลกของอารมณ์ความรู้สึกที่เหนือกว่า     มันรู้สึกคล้ายกับว่าจำต้องแย่งยื้ออาหารจากปากของคนปลูกข้าวสาลีที่ไม่มีแม้แต่ขนมปังพอจะเลี้ยงดูลูกๆของพวกเขา?”

ความโหดร้ายที่กระทำต่อชาวโปลนั้นได้เปิดหน้ากากอีกด้านหนึ่งของกษัตริย์ ”ซาร์นักปฏิรูป” ชายผู้ที่โครปอทกิน ได้บรรยายถึงว่า    “เป็นผู้ลงนามในคำประกาศที่ปฏิกิริยาที่สุดด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง  หลังจากนั้นก็เปลี่ยนเป็นความสลดหดหู่”     การคอร์รัปชั่นและความผุพังของระบบการปกครองแบบเอกาธิปไตย,ระบบราชการแบบขุนนางที่ล้าสมัย.....การแพร่สะพัดของลัทธิลี้ลับทางศาสนา  ได้ซึมซ่านไปทั่วทั้งสังคม    และความคลุมเครือไม่โปร่งใสได้ปลุกเร้าให้สรรพกำลังที่มีชีวิตในสังคมก้าวไปสู่การปฏิวัติ  จินตกวี เนกราซอฟ ได้จารไว้ในบทกวี ”ความขื่นขม” ของเขาว่า  “ขนมปังเหล่านั้น  ล้วนทำขึ้นจากมือของเหล่าทาส”      การประท้วงต่อต้านความเป็นทาสกระตุ้นให้เยาวชนปฏิวัติแสวงหาทางออก     มันได้สะท้อนคำพูดที่  แฮร์ซเซ่น รอคอยมานานแล้วคือการ..”ลงสู่มวลชน” (วี นารอด /V Narod) คำ     พูดที่เปล่งออกมาของแฮร์ซเซ่นแสดงถึงความหาญกล้าและทุ่มเทเหล่านี้ได้สร้างความประทับใจที่ไม่อาจลบเลือนไปได้.. จงลงไปสู่ประชาชน...ที่นั่นคือพื้นที่ของเรา... ประท้วง...พวกเธอจงลุกขึ้น มาในฐานะที่ไม่ใช่พวกอำมาตย์ศักดินา    หากแต่เป็นทหารกล้าของประชาชนรัสเซีย


Friday, October 7, 2016

ปาฐกถา ธงชัย วินิจจะกูล : คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย

จากเวป  ประชาไท

ปาฐกถา ธงชัย วินิจจะกูล  : คนยังคงยืนเด่นโดยท้าทาย
6 ตุลาคม 2559 ที่หอประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 
 
40 ปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ไม่เคยมีแม้แต่วันเดียวที่ผมไม่นึกถึง 6 ตุลา 6 ตุลาแวะเวียนมาในห้วงคิดคำนึง บางครั้งเป็นภาพ เสียง ชื่อ หน้าตาคน บางครั้งเป็นชีวิตในคุก บ่อยครั้งเป็นแค่ตัวอักษร 6 ตุลาปรากฏภายในใจเท่านั้น ไม่ได้หมายความว่าผมหมกมุ่นหัวปักหัวปำ จ่อมจมความโกรธ เกลียด กลัว ต้องการแก้แค้น เคยมีผู้ใหญ่กล่าวต่อหน้าสาธารณชน 40-50 คนว่า เพราะผมมัวหมกมุ่นเรื่อง 6 ตุลาจึงเอาดีในชีวิตไม่ได้ ผมจึงได้แต่ตอบว่าเพราะ 6 ตุลาผมจึงเอาดีในชีวิตได้
คนเราจัดการกับอดีตที่เจ็บปวดไปต่างๆ กัน เชื่อได้ว่าคนเป็นร้อยเป็นพันก็มีวิธีเป็นร้อยเป็นพันอย่าง แต่ผมพอกล่าวแทนเพื่อนที่ผ่านเหตุการณ์ด้วยกันได้ว่า เราทิ้งความโกรธ เกลียด ไปตั้งนานแล้ว ถ้าเรายังมัวหมกมุ่นความคิดแก้แค้นเราไม่มีทางยืนอยู่อย่างทุกวันนี้ได้ สำหรับผมมันนานมากจนลืมไปแล้ว แต่แรงบันดาลใจจาก 6 ตุลายังมีอยู่ ผมขออภัย ผมไม่เคยพูดถึงเรื่องนี้ได้โดยไม่มีอะไรมาจุกในคอ ไม่ใช่เพราะหมกมุ่น โกรธเกลียดใดๆ แต่แรงบันดาลใจต่างหากที่ทำให้เป็นตัวเราทุกวันนี้
เมื่อ 20 ปีก่อนได้พบคนหลายคนที่บอกว่าเขาดีใจมากที่เรามีโอกาสในงานรำลึก 20 ปี 6 ตุลาได้พูดกันอย่างเปิดเผยแม้ยังไม่เต็มปากเต็มคำ แต่ก็ยังพอพูดได้ว่าก็เราเป็นคอมมิวนิสต์ แล้วทำไมล่ะ ไม่ได้เป็นเหตุให้ต้องฆ่ากันขนาดนั้นเลย เช้าวันนี้ได้พบเพื่อนอีกจำนวนหนึ่งอย่างน้อย 2 คนบอกว่า เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปีที่เขากลับมาธรรมศาสตร์อีกครั้งเพื่อมารำลึกถึงเหตุการณ์ การรำลึกถึงเหตุการณ์ที่คนมักถากถางว่าเป็นงานเช็งเม้ง ผมกลับเห็นว่าสังคมไทยควรทำให้มากขึ้น เพราะเป็นการมาให้คำมั่นสัญญากับตัวเอง บอกกับตัวเองว่าเราต้องการเก็บรักษาแรงบันดาลใจนั้นให้อยู่กับเราตลอดไป คงไม่จำเป็นต้องพูดอีกแล้วว่าเกิดอะไรขึ้นวันนั้น ความทรงจำและความหมายของ 6 ตุลากลับมีได้หลายแบบพร้อมกัน ที่ผมเขียน พูด ก็ไม่จำเป็นที่ท่านต้องจดจำให้ความหมายเหมือนกัน แม้ผมเองก็มีความทรงจำ 6 ตุลามากกว่าหนึ่งแบบพร้อมๆ กัน ผมคิดว่าปกติ ไม่แปลกประหลาด
เราเป็นซ้าย เป็นแรดิคอล (radical) ในตอนนั้น ตอนนั้นซึ่งอายุเพียงยี่สิบ มันเป็นความปรารถนาของคนอายุยี่สิบ ไม่มีใครปฏิเสธเหตุการณ์เหล่านั้น แต่ก็มีความหมายอีกมากมายต้องเน้นย้ำซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมมี 2 ลักษณะ 2 ประเด็นที่สังคมจดจำ 6 ตุลา สังคมไทยพูดมากขึ้นใน 2 ลักษณะนี้ แม้มีอีกมากที่ไม่พูดถึง 2 ลักษณะดังกล่าว คือ ความโหดร้าย และ ความเงียบ
นับแต่ปี 2539 เรื่องของเหตุการณ์ 6 ตุลาไม่เงียบอีกต่อไป มีการกล่าวขานกันกว้างขวางว่าเป็นความรุนแรงโหดเหี้ยมไม่ควรให้เกิดอีก ความรับรู้แค่นี้มีประโยชน์ มีคุณต่อสังคมไทย แต่น่าเสียดายที่สังคมไม่สามารถพูดได้เลยไปกว่าเรื่องนี้ สภาพการณ์แม้ไม่เงียบแต่เป็นได้แค่เสียงเพียงแผ่วๆ ที่หลอกหลอนสังคมเป็นระยะว่ามีเรื่องอีกมากที่ต้องสะสาง เรายังไม่กล้าพูดว่าใครทำ ทำเพราะอะไร เพราะทุกสถาบันไม่มีการยกเว้นล้วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์หฤโหดนั้นทั้งสิ้น ด้วยเหตุนี้ 6 ตุลาจึงยังคงเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อนผมคิดว่าหลัง 20 ปี 6 ตุลา มันไม่เงียบอีกต่อไป แต่อยู่ในภาวะพูดได้จำกัด ภาวะเช่นนี้จึงเรียกว่า ลืมไม่ได้ จำไม่ลงอิหลักอิเหลื่อ กึ่งเงียบกึ่งออกเสียง โหดร้าย อย่าให้เกิดขึ้นอีกๆๆมากกว่านี้ห้ามพูด
มันสะท้อนถึงสังคมไทย คนไทย รัฐไทย นิติธรรมของไทยอย่างไรบ้าง
ความโหดร้ายบอกระดับความสามารถและวุฒิภาวะของสังคมไทยในการจัดการความขัดแย้งทางความคิดและการเมืองระหว่างรัฐกับประชาชน เมื่อไม่ยอมเผชิญหน้ากับเรื่องนี้อย่างจริงจัง การใช้อำนาจอย่างผิด อุ้ม สูญหาย ใช้กำลังปราบปรามจึงเกิดขึ้นอีกหลายครั้ง ความสามารถจำกัดในการจัดการความขัดแย้งยังรวมถึงประชาชนด้วยกันเองด้วย ผมขอนอกเรื่องนิดหน่อยว่า รายการต่อจากนี้เป็นการแสดงของวงคาราวาน เป็นแบบฝึกหัดเล็กๆ ของพวกเราว่า เราจะมีอารยธรรม มีความเป็นผู้ใหญ่พอหรือยัง จะจัดการกับความขัดแย้งของคนที่คิดต่างได้ดีหรือเลวขนาดไหน ผมทราบความจริงว่าเพื่อนฝูงหลายคนคิดต่างจากผมมากในช่วง 10 ปีหลัง เพื่อนเหล่านั้นจำเป็นต้องโห่ฮามากระทืบผมไหม จำเป็นต้องปะทะกับผมซึ่งหน้าตรงนี้ไหม เขาไม่ทำ เราก็ควรมีวุฒิภาวะจัดการความขัดแย้ง ความไม่พอใจอย่างอารยะ มีวุฒิภาวะหน่อย คุณไม่อยากฟังก็ลุกออกไป ใครอยากฟังก็นั่งฟังกันต่อไป ไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องใช้วิธีการป่าเถื่อน เด็กๆ ไร้วุฒิภาวะ มีวิธีจัดการมากมาย บางคนอาจไม่เห็นด้วยแต่นั่งฟังด้วยก็ได้
สำหรับ ความเงียบบอกถึงวัฒนธรรมสังคมไทยในการรับมือและเผชิญหน้ากับความผิดพลาดและอัปลักษณ์ที่เกิดขึ้น โดยหมกและเก็บความผิดพลาดที่ผ่านมาเอาไว้ ภาษาฝรั่งมีสำนวนว่า กวาดไว้ใต้พรม” 6 ตุลาเป็นเหตุการณ์ใหญ่โต เป็น ช้างตัวเบ่อเริ่มที่เอาไปซุกไว้ใต้พรมแล้วทำเป็นมองไม่เห็น
ความโหดร้ายไม่ใช่หมายถึงเพียงอาวุธที่ใช้สังหารเพื่อนเรา แต่ที่มันอาจเสียดแทงหัวใจมากที่สุดคือ เสียงหัวเราะเยาะเย้ยถากถางขอวิทยุยานเกราะ และคนที่ปรีดาปราโมทย์ดูการแขวนคอที่สนามหลวง มันบอกถึงความสำนึกของคนที่มีต่อคนด้วยกัน วัฒนธรรมไทยเห็นผู้อื่นเป็นคนมากน้อยตามสถานะเป็นชั้นๆ ชั้นต่ำที่สุดคือศัตรู ไม่เหลือความเป็นคนอยู่เลย เราจึงมองไม่เห็นว่าคนเหล่านั้นก็เป็นมนุษย์เช่นกับเรา เพราะมันอยู่ต่ำสุด เป็นปีศาจ เป็นญวน
ความเงียบ ความโหดร้าย และความเงียบอีกครั้ง มันหมายถึงความยุติธรรมที่ไม่ทำงาน งดใช้สำหรับอาชญากรรมสำหรับคนมีอำนาจ ยิ่งสูงยิ่งมี อภิสิทธิ์ปลอดความผิดความเงียบสะท้อนอภิสิทธิ์ปลอดความผิดซึ่งมีทั่วไปในสังคมไทย ที่แย่ยิ่งกว่าคือ อภิสิทธิ์ปลอดความผิด เป็นสิ่งปกติในสังคมไทย  (ผมจะอธิบายในการพูดวันที่ 8 ต.ค.นี้) ประเด็นสำคัญคือ นิติรัฐและนิติธรรมแบบไทยๆ ไม่เคยอยู่บนพื้นฐานความเสมอภาคของบุคคลในทางกฎหมายเลย เพราะไม่เคยมองคนเสมอภาคกันเลย ต่อให้เขียนอย่างนี้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในทางวัฒนธรรมไม่เคยเห็นแบบนั้นแม้จะอยู่ในกฎหมายเดียวกัน rule of law เป็นแบบอุปถัมภ์ ช่วงชั้นสูงต่ำทางสังคมซึ่งปกติจะสะท้อนช่วงชั้นสูงต่ำของอำนาจ ย่อมหมายถึงชั้นของอภิสิทธิ์ของบุคคลหนึ่งๆ ที่ได้รับทางกฎหมายด้วยเช่นกัน เช่น ปลอดความผิดเมื่อผิดกฎจราจร , ปลอดความผิดเมื่อทุจริต หรือกระทั่งปลอดความผิดเมื่อประกอบอาชญากรรม หากมีสถานะสูงมีอำนาจพอ อันนี้ไม่ใช่ข้อกล่าวหาสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่ใช่ความเห็น นี่เป็นการวิเคราะห์ตีความและมีหลักฐานยืนยัน วันที่ 8 ต.ค.นี้ค่อยว่ากัน
อภิสิทธิ์ปลอดความผิดไม่ใช่ภาวะยกเว้นแต่เป็นภาวะปกติในกฎหมายของไทย เป็นส่วนหนึ่งของการก่อร่างสร้างตัวของรัฐและการสร้างชาติไทยสมัยใหม่ในร้อยกว่าปีที่ผ่านมา ถ้าไม่มีอภิสิทธิ์ปลอดความผิด รัฐหรือการสร้างชาติไทยก็ไม่เป็นอย่างปัจจุบัน แม้กระทั่งรัชสมัยปัจจุบัน อภิสิทธิ์ปลอดความผิดหรือการลอยนวลพ้นผิดก็เป็นองค์ประกอบสำคัญตั้งแต่เริ่มรัชสมัย กลางรัชสมัย และปลายรัชสมัย คิดเอาเองว่าคือเหตุการณ์อะไรบ้าง
ประเด็นต่อมา ความเป็นมนุษย์ จำนวนผู้เสียชีวิต 6 ตุลาอาจไม่มากนักเทียบกับเหตุการณ์ 14 ต.ค.16, พ.ค.35 หรือ เม.ย.-พ.ค.53 แต่ความโหดร้ายหลายต่อหลายชั้นที่กระทำต่อเหยื่อสะท้อนความอำมหิตอย่างเหลือเชื่อ มันจึงเป็นบาดแผลที่จะติดกับสังคมไทยไปจนกว่าจะชำระสะสาง แม้จะพยายามปิดไว้ก็ไม่มีทางสำเร็จ ความโหดร้ายหลายชั้นเหลือเชื่อว่ามนุษย์จะกระทำต่อกันขนาดนั้นเกิดขึ้นเพราะสำหรับคนไทยตอนนั้น ศัตรูไม่ใช่คนแต่เป็นอมนุษย์ การสังหารด้วยอาวุธปืนจึงไม่เพียงพอ ต้องมีการตอกอก แขวนคอ ลากร่างไปทั่ว เผา หรือกระทั่งฉี่รดมันซะ การกระทำอุจาดต่อร่างผู้เสียชีวิตเช่นนี้ แสดงว่าพวกเขาจินตนาการว่าพวกเราเป็นอมนุษย์ที่สมควรโดนความโหดร้ายชั้นที่สอง ท่ามกลางความโหดเหี้ยมชั้นที่สาม คือ เสียงหัวเราะยินดีต่อการกระทำเหล่านั้น ถูกยิงตายเพียงเท่านั้นก็โหดพอแล้ว  
ความโหดร้ายเกิดขึ้นกับ พวกเผาบ้านเผาเมืองเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ด้วย มันไม่ควรเป็นเหตุ ต่อให้เขาเผาจริง ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อทึกทักใส่ร้ายอย่างไร้มนุษยธรรมก็เถอะ ไม่ควรเป็นเหตุให้เขาถูกทำลายชีวิตราวกับไม่เป็นมนุษย์ มันอาจไม่มีการหัวเราะเหมือนเหตุการณ์ 6 ตุลา แต่ความโหดร้ายซ้ำสองคือ ผู้คนในสังคมจำนวนมากเห็นดีเห็นงามกับการกระทำเหล่านั้น แต่ผู้กระทำเหล่านั้นหารู้ไม่ว่า การกระทำของเขา การหัวเราะ การสะใจ การเห็นดีเห็นงาม กับการฆ่าคนอื่นเพียงเพราะถูกกล่าวหาว่าเผาบ้านเผาเมือง นอกจากจะทำลายความเป็นมนุษย์ของเหยื่อแล้วยังเป็นการทำลายความเป็นมนุษย์ของตัวเองไปด้วยพร้อมๆ กัน
อย่างไรก็ตาม สังคมไทย เพื่อนรุ่นผมรวมถึงตัวผมด้วย เราใจร้ายใจดำ ผ่านเวลาถึง 20 ปีถึงไปบอกพ่อแม่ของจารุพงษ์ ทองสินธุ์ว่าลูกเขาตายแล้ว หลายท่านคงได้อ่านสิ่งที่ผมเขียน ผมกล้าเขียนต่อเมื่อคุณพ่อคุณจารุพงษ์เสียชีวิตไปแล้ว ขณะที่ผมพร่ำพูดว่า ความจริงเป็นสิ่งสำคัญ ความเงียบเป็นเรื่องต้องสู้ แต่ลึกๆ ในใจบางกรณีบางมุมความจริงโหดร้าย ความเงียบคือความหวัง เราควรมีวุฒิภาวะตัดสินใจให้ถูกว่าเรื่องแบบไหนต้องการความยุติธรรม ทำลายความเงียบ เราเห็นใจปัจเจกชนซึ่งมีวิธีอยู่กับอดีตไปต่างๆ นานาสารพัดแบบ คนรุ่นผมใจดำที่ปล่อยให้ 25 ปีผ่านไปถึงบอกพ่อจารุพงษ์ว่าศพอยู่ไหน จบลงอย่างไร และเกือบ 40   ปีเราถึงเพิ่งรู้ว่าคนถูกแขวนคอมีมากกว่าคนเดียว รูปที่เราคุ้นว่ามีคนถูกเก้าอี้ฟาดนั่นก็ไม่ใช่วิชิตชัย คนมักเข้าใจผิด ผมรู้นานแล้วแต่ผมไม่รู้มาก่อนว่ามีคนถูกแขวนคอมากกว่า 2 คน  แต่เมื่อไม่ถึงปีที่ผ่านมามีการค้นคว้าหาข้อมูล ขอบคุณคุณภัทรภร ภู่ทอง อาจารย์พวงทอง ภวัครพันธ์ุ และอีกหลายคนที่ทำให้ทราบว่า มี 4 คนแน่ๆ ที่ถูกแขวนคอ มี 5 คนค่อนข้างแน่ ผมไม่อยากพูดถึงคนที่ 6 คนที่ 7 เพราะมีสิทธิจะไม่ใช่ อย่างน้อยมี 2 ใน 5 คนที่เราไม่รู้เลยว่าเขาคือใคร ศพอยู่ไหน รวมทั้งคนที่เป็นเหยื่อในภาพรูปเก้าอี้ฟาด เขาไม่ใช่นายปรีชา แซ่เฮีย เรายังไม่ทราบว่าคนนั้นคือใคร ศพอยู่ไหน แล้วแบบนี้เราใจดำไหม
ทำไมเราจึงต้องพยายามรู้จักผู้ถูกทำร้าย ไม่ใช่เพราะว่าการรู้รายละเอียดจะทำให้การวิเคราะห์การเมืองเปลี่ยนไป ภาพใหญ่ไม่ได้เปลี่ยนแปลง แต่ความสำคัญของรายละเอียดอยู่ที่ ในเมื่อพวกเขาถูกกระทำย่ำยีขนาดนั้นได้เพราะทำให้ต่ำกว่ามนุษย์ เป็นอมนุษย์ การแสดงความเคารพต่อคนเหล่านั้นอย่างดีที่สุด ให้เกียรติต่อเขาอย่างมากที่สุดคือ การคืนความเป็นมนุษย์ให้กับพวกเขา การคืนความเป็นมนุษย์ที่สำคัญมากอย่างหนึ่งคือ การหาความยุติธรรม ต่อสู้ให้อภิสิทธิ์ปลอดความผิดยุติเสียที แต่การต่อสู้นี้ยากลำบาก พวกเราก็รู้ดี อาจกินเวลาเกินอายุของพวกเรา ที่สำคัญการต่อสู้ในเรื่องนั้นก็ควรต้องดำเนินควบคู่ไปกับการเรียกร้องให้สังคมรู้จักเคารพและอย่าทำลายความเป็นมนุษย์เช่นนั้นอีก วิธีดีที่สุดคือ คืนความเป็นมนุษย์ให้ผู้ถูกทำร้ายในวันนั้นทีละคน เราจะทำได้อย่างไร เราท่านอยู่ในโลกปัจจุบัน เราอยากให้คนอื่นเคารพตัวเราอย่างไร เราก็คืนความเป็นมนุษย์ให้ผู้เสียชีวิตแบบนั้นแหละ เรามีชื่อ มีสกุล มีครอบครัว มีพ่อแม่พี่น้อง มีหน้ามีตา เราต้องการให้คนอื่นเคารพเราอย่างปัจเจกชนคนหนึ่งที่ไม่เหมือนใคร เช่นนั้นก็ควรคืนชื่อ สกุล หน้าตา ครอบครัว เรื่องราวของเขาเท่าที่เราจะสามารถหาได้เกี่ยวกับเขา คืนความเป็นปัจเจกชนให้กับเขา
(ฉายสไลด์และอ่านรายชื่อผู้เสียชีวิตทุกคน)

เราได้เริ่มโครงการสืบค้นแหล่งข้อมูล 6 ตุลาขึ้น จะสืบค้นข้อมูลใหม่ๆ เป้าหมายปีแรกคือทำข้อมูลเกี่ยวกับคนเสียชีวิตและครอบครัวของเขา จากนั้นจะมีการทำทะเบียนแหล่งข้อมูลรูปภาพว่าค้นคว้าได้ที่ไหนบ้าง, ทำเป็น digital archive บนอินเทอร์เน็ต นอกจากนี้ยังมีการให้ทุนวิจัยแก่นักศึกษาที่ทำวิจัยเรื่องนี้ คนหลักที่ทำ คือ ภัทรภร ภู่ทอง, พวงทอง ภวัครพันธ์ุ โดยมี สุธาชัย ยิ้มประเสริฐ เป็นหัวหน้าทีม ส่วนผมเป็นผู้ติดตามและปรึกษาทางไกล เข้าดูได้ที่เว็บไซต์ 6oct-photo.com อีเมล์ 6oct1976@gmail.com
อยากฝากถึงเพื่อนๆ รุ่นใกล้เกษียณหรือเพิ่งเกษียณ ถ้าใครอยากช่วยและพอมีเวลา เราต้องการอาสาสมัครตระเวนสืบสวนทีละราย เพื่อนฝูงถ้าเกษียณแล้วมีเวลาก็ขอติดต่อคุณภัทรภรและรับ assignment ยังเหลืออีกราว 30 คนที่ยังต้องตามหาครอบครัวเขา ปีที่ผ่านมาจากเดิมที่มี 2 ครอบครัวที่มาพูดในงานเป็นประจำ ตอนนี้เราได้เพิ่มเป็นประมาณ 10  ราย พวกเขาบอกตรงกันหมดว่า ไม่ต้องการแสดงตัวเพราะกลัวเดือดร้อน ปรากฎการณ์นี้ยืนยันว่า 6 ตุลาอยู่ในภาวะมืดมน พูดได้อย่างจำกัด ยังไม่ได้ช่วยให้เขาเกิดความสบายใจที่จะพูดถึงลูกหลานพี่น้องได้อย่างภาคภูมิใจ สังคมยอมรับว่าไม่ได้ทำอะไรผิด เพราะทุกคนรู้และแทบจะกล่าวด้วยคำเดียวกันว่า 6 ตุลาเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ไม่ว่าความเข้าใจพวกเขาจะถูกต้อง ตรงกันไหม แต่เขารู้ว่ามีปัจจัยบางอย่างที่จะทำให้เขาเดือดร้อนได้ ไม่เคยมีคณะกรรมการญาติ 6 ตุลาและอาจไม่มีวันเกิดขึ้น
หลัก 6 ตุลามีเพียงช่วงสั้นๆ ที่ผมหวังว่าชัยชนะจะมาถึง ไม่กี่ปี เพื่อนเราหลายคนประสบความเจ็บปวดซ้ำสองหลังฝันของวัยหนุ่มสาวสลายในครั้งนั้น ถึงวันนี้ผมมั่นใจว่าส่วนใหญ่ที่ผ่านเหตุการณ์ฝันสลายครั้งใหญ่ๆ สองสามครั้งในวัยหนุ่มสาว เราไม่ได้มองอดีตอย่างสิ้นหวังอีกแล้ว ไม่ได้จมปลักกับความเกลียดเคียดแค้น เราเติบโตอย่างมีวุฒิภาวะ มั่นใจในสิ่งที่เราเป็น หลายคนยังใช้ชีวิตแบบที่ “40 ปียังไม่เข็ดถ้าเราปรารถนาจะอยู่บนเส้นทางชีวิตที่สมัครใจจะเป็นผู้กระทำในการทำให้สังคมดีขึ้น ไม่ว่าในแบบสังคมนิยม ประชาธิปไตย ประชาธิปไตยแบบซ้าย ประชาธิปไตยแบบขวา หรืออื่นใด เราต้องมีความมุ่งมั่น ผมภูมิใจมากที่เพื่อนฝูงหลายคนยังยืนหยัดอยู่จนทุกวันนี้ ภูมิใจกับคนรุ่นนั้นที่ยังปรากฏตัวอยู่ท่ามกลางความเคลื่อนไหวทางการเมือง ทั้งที่มีความเสี่ยง มีความภาระ แต่ก็ยังมุ่งมั่นกล้าหาญที่ต้องการจะเป็นผู้กระทำทางประวัติศาสตร์ คนรุ่นหลังจำนวนมากในที่นี้ ก็กำลังสมัครใจที่จะเลือกชีวิตเช่นนี้แม้กระทั่งในบรรยากาศแบบเผด็จการที่เป็นอยู่ น้องๆ ทั้งหลายโปรดตระหนัก เราไม่มีการหลอกลวงขายฝันให้ความหวังสุ่มสี่สุ่มห้า ชีวิตชนิดนี้เสี่ยง ความขัดแย้งแหลมคมในรอบ 10 ปีที่ผ่านมาคงบอกพวกเราพอแล้ว ให้พวกเรารู้อย่างเต็มอกว่ามันต้องมีความมุ่งมั่น ผมไม่รู้รุ่นผมหลายคนมาความมุ่งมั่นชนิดนั้นมาจากไหน มันเป็นเรื่องพิเศษของคนบางคนจำนวนหนึ่งที่สร้างมันขึ้นมาในใจของตัวเองด้วยวิธีการของคุณเอง ในการที่จะผลักดันให้คุณเป็นส่วนหนึ่งของการเป็นผู้กระทำทางประวัติศาสตร์ แต่ที่แน่ๆ คุณต้องมีความหวัง ผมขอพูดอะไรที่อาจดูเป็นศาสนา เป็นจิตนิยมหน่อยว่า คุณต้องมีศรัทธา ผมไม่มีศรัทธาในศาสนาสักอย่างแต่ผมมีศรัทธาในแบบของผม ศรัทธาเชื่อมั่นว่ามนุษย์เปลี่ยนแปลงได้ โลกเปลี่ยนแปลงได้
10 ปีที่ผ่านมาคงให้บทเรียนว่าความฝันต้องมาคู่กับความอดทน ความดื้อรั้นที่ไม่ยอมแพ้ง่ายๆ ถ้าสมัครใจใช้ชีวิตเช่นนี้ต้องรู้จัก สองอย่าง หนึ่ง เยาะเย้ยทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ สอง ต้องมีศรัทธาและความหวัง แม้ว่าในระยะสั้นหวังไม่ได้ หวังไม่ได้กระทั่งว่ารัฐบาลชุดนี้เมื่อไหร่จะหมดๆ ไปสักที แต่เราก็มีความหวังในเพื่อนมนุษย์ร่วมสังคมไทย มองด้านดีว่าสังคมไทยเปลี่ยนแปลงได้และเปลี่ยนมาพอสมควร
เคยคิดไหมว่า เพื่อนที่อยู่ในเหตุการณ์วันที่ 6 ต.ค.เขาคิดอะไรอยู่ในระหว่างที่ถูกล้อม ในระหว่างที่เขาช่วยตรึงไม่ให้ฝ่ายขวาบุกเข้ามา จำนวนมากเขาใช้ชีวิตอยู่หลายนาทีหรือเกือบชั่วโมงตรงนั้น เขาคิดอะไรอยู่ ผมไม่มีทางรู้ คนอื่นก็ด้วย เป็นการเดาเข้าข้างตัวเอง เคยคิดไหมว่าพวกเขาต้องมีความหวัง เขาต้องหวังว่าการตรึงอย่างนั้นคงช่วยเพื่อนๆ ที่อยู่ข้างหลังมีชีวิตรอด อาจซื้อเวลาพอให้เจรจากับหม่อมเสนีย์ได้ โดยที่เราไม่รู้เลยว่าหม่อมหมดอำนาจไปแล้ว เราไม่เคยเจอเลย เขาต้องมีความหวังต่อสังคมไทย ต่อเพื่อนมนุษย์ว่ามันเปลี่ยนแปลงได้ เขาหวังกับคนที่อยู่ข้างหลังทั้งระยะสั้นและยาวว่าจะต่อสู้ต่อไป เคยคิดไหมว่า อะไรเป็นแรงบันดาลใจให้อาจาย์ป๋วย (อึ๊งภากรณ์) ทุ่มเทชีวิตของคนอายุ 60 ปี ตะลอนๆ พูดเรื่อง 6 ตุลาสู้กับรัฐบาลทหารขณะนั้น คนสถานะแบบท่านไม่ต้องทำอะไรแบบนั้นก็ได้ มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์และหลายที่ยินดีรับท่านไปสอน แต่ท่านไปตะลอนพูดเรื่อง 6 ตุลา ผมเชื่อว่าท่านต้องมีความหวัง คนที่ไม่มีความหวัง ไม่มีศรัทธาในเพื่อนมนุษย์ไม่ทำแบบนั้นหรอก มันทำไม่ได้ คนอย่างป๋วยและคนทั้งหลาย คนที่เสียชีวิตในวันนั้น คนเหล่านั้นยังยืนเด่นโดยท้าทายแม้กระทั่งนาทีสุดท้าย
เรื่องเหล่านี้คือเรื่องความยุติธรรม การจัดการกับอภิสิทธิ์ปลอดความผิด การจัดการกับความขัดแย้งอย่างมีวุฒิภาวะ การมองคนอื่นเป็นมนุษย์และเคารพความเท่าเทียมคนอื่น เรื่องเหล่านี้เป็นภาระของคนทุกรุ่น ไม่ใช่ภาระของคนที่มาเช็งเม้งรำลึกตุลาเท่านั้น เราจัดงานนี้ไม่ได้มารวมญาติหรือมาแสดงความเศร้ารวมหมู่ เรามารำลึกเพื่อให้สังคมไทยตระหนักกับเรื่องเหล่านี้ที่กล่าวไป แม้คนรุ่นหลังไม่รู้จักเลยกับคนเสียชีวิต ไม่ได้ลิ้มรสความทุกข์ยากแบบนั้น แต่ภารกิจที่กล่าวมาเหล่านั้นต้องการคนรุ่นหลังทุกคน และหากยังมีความมุ่งมั่นเดี๋ยวคุณก็มีโอกาสได้เจอภาวะอย่างนั้น
ปีนี้น่ายินดีที่มีการจัดงานต่างๆ มากมาย มีคนกล่าวว่า คนรุ่นนี้ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน ผมหวังแต่ว่าเก้าอี้และสัญลักษณ์อะไรก็ตามจะไม่ทิ้งความหมายและสาระสำคัญดังที่กล่าวมา อย่าให้เป็นสัญลักษณ์ที่ว่างเปล่า คนรุ่นผมมีกรรม คิดถึง 6 ตุลาทีไรผมไม่เห็นเก้าอี้ แต่เห็นเหยื่อของเก้าอี้ เรารู้ว่าคนเหล่านั้นยังไม่ได้รับความุยติธรรม ขอได้โปรดคนรุ่นหลัง สัญลักษณ์อะไรก็ได้ เก้าอี้ก็ได้ อย่าหยุดต่อสู้จนกว่าสังคมไทยจะหมดอภิสิทธิ์ปลอดความผิด มีความยุติธรรม ความเป็นมนุษย์ที่เท่าเทียมกันจะลงหลักปักฐาน
เคยคิดไหมว่าเราทุกรุ่นมาพบปะในที่นี้ ไม่ได้มาโศกเศร้าเพียงเท่านั้น แต่เราสื่อสารกับสังคมไทยว่า เราปรารถนาดีมีความหวังกับคนทุกรุ่น เราอยากบอกคนรุ่นหลังว่า เราเชื่อมั่นว่า คนที่มีความมุ่งมั่นผลักดันสังคมไทยก้าวไปข้างหน้ามีทุกรุ่น ไม่มีทางหายไป การรำลึก 6 ตุลาจึงมีความหมายพิเศษที่เรียกร้องให้ตัวเราเองถามตัวเราเองว่า เรายินดีเผชิญกับความทุกข์ยาก เช่น แพ้ประชามติ ถูกรัฐประหาร ได้หรือไม่ ถ้าหากเหนื่อยก็พัก แต่หากต้องการให้การต่อสู้ให้ภารกิจเหล่านั้นลงหลักเป็นเรื่องเป็นราว เราต้องยืนท้าทายกับความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราต้องไม่ยอมให้มีการพรากความเป็นมนุษย์จากเพื่อนเราเกิดขึ้นอีก เรียนรู้ ตระหนักและอยู่กับศรัทธาปรารถนาดีต่อเพื่อนมนุษย์ที่กว้างออกไป แม้ที่เห็นตำตาเป็นตลกที่อยากจะอ้วก เป็นความอึดอัดขนาดไหน เราข้ามมันได้
40 ปีพวกเขาไม่ได้จากไปเลย ไม่ได้จากพวกคุณแม้กระทั่งคุณที่อายุ 20 ต้นๆ เพราะคนที่จากไปทุกชีวิตล้วนกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตพวกเราแต่ละคน ไม่ใช่แค่อยู่ในความทรงจำ แต่เราเป็นเราทุกวันนี้ได้ เพราะมีคนที่เสียสละเหล่านั้น ทำให้เกิดและเป็นอยู่ทุกวันนี้ พวกเขาให้โอกาสแก่ผมที่จะมีชีวิตอยู่ เขาผลักดันให้สังคมไทยได้เป็นอย่างที่เป็น ส่วนเล็กๆ น้อยๆ ของพวกเขาอยู่ในชีวิตของทุกคน แม้คนรุ่นหลังที่เกิดไม่ทันเหตุการณ์ เราทุกคนเป็นเราได้เพราะคนที่เสียสละชีวิตในเช้านั้นทุกคนและอีกหลายคนที่มุ่งมั่นกระทำการด้วยความหวังและความศรัทธาที่ต้องการให้สังคมไทยดีขึ้น
เขาเหล่านั้นถามเราและเตือนเราอยู่เสมอว่า ถ้าสมัครใจจะใช้ชีวิตทำนองนี้ ดื้อ รั้น เสี่ยง ต้องกล้าเผชิญความทุกข์ยากขวากหนามลำเค็ญ เราจึงจะยืนเด่นโดยท้าทาย
(คนฟังลุกขึ้นปรบมือยาวนาน)
  

Saturday, October 24, 2015

26 เรื่องเกี่ยวกับ Islamic State ....


   
26 เรื่องเกี่ยวกับ Islamic State ที่โอบามาไม่ต้องการให้คุณรู้

โดย   Prof. M . Chossudovsky        19  พฤศจิกายน 2014

สหรัฐฯ ทำสงครามกับ อิสลามมิค เสตท เป็นการโกหกคำโต  

หลังจากสหรัฐฯได้เปิดฉากสู้รบกับ “กลุ่มก่อการร้าย อิสลาม”  ที่ได้ดำเนินไปในขอบเขตทั่วโลกก่อนหน้านี้เพื่อ  ”ปกป้องบ้านเกิดของประชาชนอเมริกัน”  ที่สหรัฐฯได้ใช้เป็นข้ออ้างยืนยันถึงความถูกถูกต้องในการใช้กำลังทหารกับกลุ่ม ”รัฐอิสลามแห่งอิรักและเลเว้นท์ “(Islamic State of Iraq and the Levant /ISIL)  ซึ่งถูกสร้างขึ้นโดยหน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯเอง     นั่นเป็นนโยบายต่อต้านการก่อการร้ายของวอชิงตัน ในอิรักและซีเรีย รวมไปถึงการหนุนช่วยพวกผู้ก่อการร้าย

การโจมตีอย่างขนานใหญ่ของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า รัฐอิสลาม ในอิรักได้เริ่มขึ้นตั้งแต่เดือน มิถุนายน 2014   นั่นก็เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนอย่างระมัดระวังในปฏิบัติการทางการทหารของหน่วยสืบราชการลับ   ที่ได้รับการหนุนช่วยอย่างลับๆจากรัฐบาลสหรัฐฯ  นาโต และอิสราเอล
ปฏิบัติการต่อต้านการก่อการร้ายนั้นคือนิทานโกหก    แท้จริงแล้ว สหรัฐฯก็คือประเทศตัวการที่ให้การอุปถัมภ์ระบอบก่อการร้าย

สหรัฐฯและพันธมิตรคือผู้ให้การปกป้อง กลุ่ม อิสลามมิค เสตท (ซึ่งต่อไปจะใช้คำว่า ไอซิส)   ถ้าสหรัฐฯต้องการจะกวาดล้างกองกำลังของไอซิสอย่างแท้จริงแล้ว    ก็สามารถทิ้งระเบิด ”ปูพรม” ขบวนรถปิคอัพโตโยต้าของไอซิส ในขณะที่กำลังลำเลียงพลข้ามพรมแดนอิรักไปยังซีเรียเมื่อเดือนมิถุนายน
ทะเลทราย ซีโร-อารเบียน เป็นพื้นที่เปิดกว้าง     ในสภาพภูมิประเทศเช่นนี้เครื่องบินขับไล่โจมตีเช่นเอฟ-15   เอฟ 22 แรปเตอร์  และ ซี.เอฟ 18  ที่เป็นกำลังหลักสามารถปฏิบัติการได้อย่างสะดวก
ในรายการข้างล่างนี้เราได้แสดงความเห็น 26 ข้อ     เป็นข้อโต้แย้งหักล้างการโกหกคำโตที่ร่างขึ้นโดยสื่อที่ตระหนักถึงภาระหน้าที่สำคัญในด้านมนุษยธรรม      เนื่องมาจากการปฏิบัติการทางทหารขนาดใหญ่ในการต่อต้านซีเรียและอิรักโดยตรงส่งผลให้พลเรือนต้องบาดเจ็บล้มตายไปเป็นจำนวนมาก  
มันถูกละเลย...ไม่ได้รับความสนใจจากสื่อตะวันตก   ที่ได้สนับสนุนต่อการตัดสินใจของโอบามาอย่างเต็มที่   ในนโยบาย “ปฏิบัติการต่อต้านผู้ก่อการร้าย” 

ต้นกำเนิดของ  อัล กออิดะห์ ในเส้นทางประวัติศาสตร์

1.  สหรัฐฯให้การสนับสนุน อัล กออิดะห์  และร่วมมือกันเกือบจะครึ่งศตวรรษมาแล้ว  ตั้งแต่วันแรกของสงครามโซเวียต - อัฟกานิสถาน

2.  ค่ายฝึกที่ดำเนินการโดย CIA  ตั้งอยู่ในประเทศปากีสถาน      ในช่วงสิบปีตั้งแต่ 1982  ถึง 1992 นักรบจิฮาด  35,000 คน จากประเทศอิสลาม  43  ประเทศ  ถูกฝึกโดย  CIA เพื่อรบในอัฟกานิสถาน CIA  จ่ายเงินค่าโฆษณาในหน้าหนังสือพิมพ์และหนังสือข่าว(Newsletters)ที่กระจายไปทั่วโลก  เป็นการจูงใจให้ชาวมุสลิมเข้าร่วมการต่อสู้ จิฮาด

3. ตั้งแต่ เรแกน บริหารประเทศ    วอชิงตันได้ช่วยเหลือสนับสนุนเครือข่ายก่อการร้ายอิสลามทั้งหมด โรนัลด์  เรแกน  เรียกบรรดากลุ่มก่อการร้ายว่า”นักรบเพื่อเสรีภาพ”    สหรัฐฯเป็นผู้ส่งอาวุธให้กองกำลังอิสลามิก     ทุกอย่างจะเป็น ”เรื่องที่ดี” ไปหมดถ้าเป็นการต่อสู้กับสหภาพโซเวียต     เพื่อโค่นกลุ่มปก ครองที่โซเวียตหนุนหลังอยู่     และนั่นเป็นการสิ้นสุดของรัฐบาลที่ไม่ใช่กลุ่มศาสนาในอัฟกานิสถาน
 โรนัลด์  เรแกน  พบปะกับ เหล่าผู้นำ มูจาฮีดีน อัฟกัน ที่ทำเนียบขาวเมื่อปี1985 (จากเอกสารของเรแกน)    
4. หนังสือคู่มือของกลุ่มจิฮาด   ที่ได้จัดพิมพ์โดยมหาวิทยาลัย เนบราสกา   มีความตอนหนึ่งว่า....   “สหรัฐอเมริกาได้ใช้เงินหลายล้านเหรียญเพื่อจัดหาหนังสือเรียนให้แก่เด็กนักเรียนชาวอัฟกัน     ซึ่งหนังสือเรียนเหล่านี้เต็มไปด้วยรูปภาพที่สะท้อนถึงความรุนแรง  และคำสอนของกองกำลังอิสลาม”

5. โอซามะ  บิน ลาเดน  เป็นบุคคลที่น่าสะพรึงกลัวในอเมริกา     เป็นผู้ก่อตั้งขบวนการ อัล  กออิดะห์  เขาได้รับการจัดตั้งโดย CIA ในปี 1979  ตั้งแต่ระยะแรกๆที่อเมริกาให้การอุดหนุนการทำสงครามจิฮาด  ต่อต้านรัสเซียในอัฟกานิสถาน      ตอนนั้นเขาเพิ่งอายุได้ 22 ปี  ผ่านการฝึกการรบแบบกองโจรจากค่ายฝึกที่ CIA ให้การสนับสนุน

กลุ่มอัล กออิดะห์ ไม่ได้อยู่เบื้องหลังการโจมตีกรณี 9/11    เหตุการณ์เมื่อวันที่ 11 เดือนกันยายน 2011นั้น เป็นข้ออ้างเพื่อใช้สร้างเงื่อนไขในการเริ่มสงครามภาคพื้นดิน   ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานเป็นฝ่ายสนับ สนุนกลุ่ม อัล กออิดะห์   เพื่อต่อต้านการก่อการร้าย      เหตุการณ์ 9/11 เป็นเพียงเครื่องมือและสูตรสำ เร็จของการทำ “สงครามต่อต้านการก่อการร้ายในระดับสากล” ของสหรัฐ

รัฐอิสลาม (The Islamic State /IS )

6. โดยเนื้อแท้แล้ว กลุ่มรัฐอิสลาม มีความสัมพันธ์กับ อัล กออิดะห์ ที่ก่อตั้งขึ้นโดย หน่วยสืบราชการลับของสหรัฐฯ     และได้รับการสนับสนุนโดยหน่วยสืบราชการลับ MI6 ของสหราชอาณาจักร       หน่วยตำรวจลับ มอสสาด (Mossad) ของอิสราเอล     สำนักงานความมั่นคงทั่วไปของปากีสถาน (ISI)   และ สำนักงานเพื่อความมั่นคงของ ซาอุดิ อารเบีย (GIP), Ri’āsat Al-Istikhbārāt Al-’Āmah ( رئاسة الاستخبارات العامة).อย่างแยกกันไม่ออก

7. กองกำลังของ  ISIL ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯและนาโต   ให้ก่อความวุ่นวายขึ้นในซีเรีย เพื่อต่อต้านและโค่นรัฐบาลของ บาร์ซาร์ อัล อัสซาดโดยตรง  
8.  นาโตและผู้บัญชาการระดับสูงชาวตุรกีเป็นผู้รับผิดชอบในการระดมพลและฝึกอาวุธให้แก่สมาชิก ไอซิล    และทหารรับจ้าง  อัล นุสรา  มาตั้งแต่เริ่มก่อการจราจลในซีเรียเมื่อเดือน มีนาคม 2011  จากแหล่ง ข่าวของหน่วยราชการลับ อิสราเอล ที่สามารถยืนยันได้   ระบุว่า  ....” การรณรงค์ระดมอาสาสมัครในโลก อืสลามเข้าต่อสู้ร่วมกับกลุ่มกบฏซีเรีย     กองทัพตุรกีให้ที่พักพิงแก่อาสาสมัครเหล่านี้   ฝึกพวกเขา และ    ส่งข้ามพรมแดนไปยังซีเรียอย่างลับๆ (จากไฟล์ของ DEBKA /เวปไซท์ด้านการเมืองและการทหารของหน่วยข่าวกรองอิสราเอล)     โดยนาโตเป็นผู้ติดอาวุธต่อต้านรถถังให้ เมื่อ 14 สิงหาคม 2011”

9. มีหน่วยรบพิเศษและหน่วยสืบราชการลับของตะวันตกเข้าร่วมปฏิบัติการกับ ไอซิล    หน่วยรบพิเศษและหน่วยสืบราชการลับ MI6 ของสหราชอาณาจักรมีส่วนในการช่วยฝึกนักรบฝ่ายกบฏที่ปฏิบัติการในซีเรีย

10. ผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการทหารที่มีความผูกพันเป็นพิเศษกับเพนตากอน (กระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ) ได้ฝึกการใช้อาวุธเคมีให้แก่กลุ่มกบฏด้วย   สำนักข่าว CNN รายงานเมื่อวันที่ 9 ธันวาคม 2012 ว่า  ”...สหรัฐฯและพันธมิตรยุโรปบางประเทศที่มีข้อตกลงเกี่ยวกับการป้องกันร่วมกัน       ได้ช่วยฝึกกลุ่มต่อต้าน รัฐบาลซีเรียให้รู้จักการรักษาความปลอดภัยแก่คลังอาวุธเคมีในซีเรีย          ซึ่งเจ้าพนักงานระดับสูงของสหรัฐฯและนักการทูตอาวุโสหลายคนได้ให้สัมภาษณ์ CNN เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

11. การฝึกปฏิบัติวิธีตัดหัวของกลุ่มไอซิล   สหรัฐฯมีส่วนในการให้การสนับสนุนโครงการฝึกของกลุ่มก่อการร้ายโดยใช้สถานที่และอุปกรณ์ในประเทศซาอุดิ อารเบียและกาตาร์

12. โดยผ่านการคัดเลือกจากพันธมิตรของสหรัฐฯ   ทหารรับจ้างส่วนใหญ่คือบรรดานักโทษอาญาที่ถูกปล่อยตัวออกจากคุกของซาอุดิอารเบีย   ภายใต้ข้อตกลงที่ว่าจะต้องเข้าร่วมในกองกำลังไอซิล.  บรรดา นักโทษเดนตายชาวซาอุดิเหล่านี้จะได้รับการฝึกและให้เข้าร่วมกับกองกำลังที่โหดร้ายน่ากลัวเหล่านั้น
13. อิสราเอลให้การหนุนช่วยกองกำลังของผู้ก่อการร้ายไอซิลและ อัล นุสรา  จากที่ราบสูงโกลัน (ที่อิสราเอลยึดครองไปจากซีเรียในสงครามหกวัน)       พวกนักรบจิฮาดมีการพบปะกับเจ้าหน้าที่หน่วยกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF/ Israel Defense Forces) กระทั่งนายกรัฐมนตรีเนทันยาฮู     เจ้าหน้าที่ระดับสูงของ IDF ต่างรู้เห็นเป็นใจกับ เงื่อนไขปัจจัยของพวกจิฮาดในซีเรีย(ไอซิล และ อัล นุสรา)   และสนับสนุนโดยอิสราเอล
 นายกรัฐมนตรีอิสราเอล เบนจามิน เนทันยาฮู และ โมเช ยาลอน รัฐมนตรีกลาโหม  เยี่ยมทหารรับจ้างที่ได้รับบาดเจ็บในโรงพยาบาลสนามของทหาร ในเขตยึดครองที่ราบสูงโกลันซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนของซีเรีย เมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2014

ซีเรียและอิรัก

14. ไอซิล คือกองกำลังทหารราบของกลุ่มพันธมิตรตะวันตก   ที่มีคำสั่งลับให้สร้างความหายนะและทำลายซีเรียและอิรัก    แสดงบทบาทภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐฯ  

15. วุฒิสมาชิก จอห์น  แมคเคน ของสหรัฐฯ ในขณะพบปะกับผู้นำกลุ่มก่อการร้ายจิฮาดในซีเรีย

16.  กองกำลังไอซิส ซึ่งเมื่อเร็วๆนี้      ได้ถูกระบุว่าเป็นเป้าหมายในการรณรงค์เพื่อปฏิบัติการทิ้งระเบิด  ของสหรัฐฯและนาโตในประเด็น  “ต่อต้านผู้ก่อการร้าย”      ได้รับอาณัติให้ได้รับการช่วยเหลืออย่างลับๆโดยสหรัฐฯ   วอชิงตันและพันธมิตรได้ให้ความช่วยเหลือทางการทหารแก่กลุ่ม รัฐอิสลาม
17.  เป้าหมายการทิ้งระเบิดของสหรัฐฯและพันธมิตรไม่ได้อยู่ที่กลุ่มก่อการร้ายไอซิล    แต่กลับเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจของอิรักและซีเรีย   รวมไปถึงโรงงานอุตสาหกรรมและโรงกลั่นน้ำมัน

18.  โครงการอาณาจักรศักดินากาหลิบ (Caliphate)ของรัฐอิสลาม  คือส่วนหนึ่งของนโยบายระยะยาวของสหรัฐฯ  ในการตัดแบ่งอิรักและซีเรียออกเป็นส่วนๆได้แก่    อาณาจักรกาหลิบอิสลามนิกายสุหนี่    สาธารรัฐอิสลาม(นิกาย)ชิอะห์    และอีกส่วนหนึ่งคือสาธารณรัฐแห่งเคิร์ดดิสถาน

ว่าด้วยโลกของสงครามก่อการร้าย  

19. “โลกของสงครามก่อการร้าย” เป็นการแสดงให้เห็นถึง ”การแตกสลายของอารยธรรม เป็นสงครามระหว่างการแข่งขันช่วงชิงกันในคตินิยมทางศาสนาต่างๆ    แต่ความจริงที่ถูกเปิดเผยออกมา    นั่นคือสงครามเพื่อการ   ยึดครอง   โดยมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจเป็นตัวชี้นำ

20.  สหรัฐฯให้การสนับสนุนขบวนการ อัล กออิดะห์  อย่างลับๆผ่านหน่วยงานความมั่นคงของตะวันตก       โดยเคลื่อนไหวในประเทศ มาลี  ไนเจอร์  ไนจีเรีย  สาธารณรัฐอัฟฟริกากลาง โซมาเลีย และเยเมน    ในหนังสือ “สงครามก่อการร้ายของอเมริกา” ของ ศ.ไมเคิล   โชสซูดอฟสกี้  กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า   “.... กลุ่ม อัล กออิดะห์   ขยายตัวไปในที่ต่างๆทั้งในตะวันออกกลาง    แถบประเทศกึ่งทะเลทรายสะฮาราในอัฟริกาและเอเซีย    ได้รับการสนับสนุนด้านแนวคิดจาก ซี.ไอ.เอ     พวกเขาถูกสหรัฐฯใช้เป็นเครื่องมือในการบ่อนทำลาย   สร้างความขัดแย้งภายใน   ทำลายความมั่นคงและอธิปไตยของประเทศต่างๆ

21.  กลุ่มโบโก ฮาราม ในไนจีเรีย     อัล ชาบาบ ในโซมาเลีย   กลุ่มนักรบอิสลามแห่งลิเบีย (LIFG /Libyan Islamic Fighting Groupที่สนับสนุนโดย นาโต เมื่อปี 2011   อัล กออิดะห์ในอิสลามิก มาเกรป   เจมาอิสลามมิยะห์  (JI) ในอินโดนีเซีย    กลุ่มอื่นๆที่มีความสัมพันธ์กับ อัล กออิดะห์  ต่างก็ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจากหน่วยงานความมั่นคงของตะวันตก

22. สหรัฐฯยังให้การสนับสนุนองค์การก่อการร้ายที่มีความสัมพันธ์กับ อัล กออิดะห์ ในเขตปกครองตน เอง ซินเกียง อุยกูร์   ของจีนอีกด้วย     โดยมีเป้าประสงค์ที่แอบแฝงอยู่ก็คือการจุดชนวนความยุ่งยากทางการเมืองและสร้างความไม่ความมั่นคงทางพรมแดนด้านตะวันตกของจีน     มีรายงานว่ากลุ่มจิฮาด จีน  ได้รับการฝึก ”ก่อการร้าย“ จากกลุ่มรัฐอิสลามเพื่อปฏิบัติการโจมตี        การประกาศเจตนารมณ์ของกลุ่มจิฮาดที่มีพื้นฐานอยู่ภายในจีน  (ซึ่งรับใช้ผลประโยชน์ของสหรัฐฯ)        ก็เพื่อการขยายรัฐศักดินาอิสลาม (Islamic caliphate) ไปสู่พื้นที่ด้านตะวันตกของจีน

23. ผู้ก่อการร้ายคือสหรัฐฯเอง    ในขณะที่สหรัฐฯให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนกลุ่มก่อการร้ายอิสลามมิก เสตท อย่างเงียบๆ    โอบามาก็ประกาศภาระหน้าที่อันศักดิ์สิทธิ์เพื่อปกป้องอเมริกาจากการโจมตีของ ไอซิล

24. การเติบใหญ่ของผู้ก่อการร้ายเป็นการคุกคามต่อความมั่นคงภายในของแต่ละประเทศนั้น     เป็นเรื่องที่เสกสรรปั้นแต่งขึ้นมาโดยรัฐบาลของค่ายตะวันตกและสื่อต่างๆที่ช่วยกันสร้างภาพ         มันเป็นการล้มล้างสิทธิเสรีภาพของพลเมืองเพื่อสร้างรัฐตำรวจขึ้นมาแทน      ความหวาดกลัวที่จะถูกโจมตีโดยพวกจิฮาด และคำประกาศเตือนของรัฐในเรื่องการก่อการร้าย  เป็นสภาวะการที่จัดฉากขึ้น       พวกเขาจะใช้การสร้างบรรยากาศของความกลัวและการ ขู่ขวัญ คุกคามอย่างสม่ำเสมอ          ในทางกลับกันก็มีการจับกุม  ไต่สวน   ตัดสินลงโทษ  ”ผู้ก่อการร้ายอิสลาม ?”   เพื่อธำรงไว้ซึ่งความชอบธรรมทางกฎหมายความมั่นคงของบ้านเกิดเมืองนอนอเมริกาด้วยการบังคับใช้กฎหมาย    ซึ่งจะทำให้เป็นแบบทหารมากขึ้น

เป้าประสงค์สูงสุดคือการค่อยๆทำให้ความรู้สึกเหล่านี้ค่อยๆซึมซ่านเข้าไปในจิตใจของชาวอเมริกันนับล้านๆคนให้ตระหนักถึงตัวตนของศัตรูที่แท้จริง       และให้มั่นใจว่าการบริหารรัฐกิจของสหรัฐอเมริกาจะสามารถปกป้องชีวิตของประชาชนได้

25. "การต่อต้านการก่อการร้าย"  การรณรงค์ต่อต้าน รัฐอิสลาม(Islamic State)   ได้มีส่วนในการทำให้ชาวมุสลิมโดยทั่วไปกลายเป็นปีศาจ      ซึ่งในสายตาและความคิดเห็นของสาธารณชนตะวันตกที่มองว่ามีความเกี่ยวข้องกับกลุ่มจิฮาด jihadists

26.   ไม่ว่าใครก็ตามที่บังอาจสอบถามถึงเหตุผลของนโยบาย ”ทำสงครามกับลัทธิก่อการร้าย” จะถูกมองว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเสียเอง     จะถูกควบคุมโดยกฎหมายต่อต้านผู้ก่อการร้าย

เป้าประสงค์หลักของ “การทำสงครามกับลัทธิก่อการร้าย”  คือการทำให้ประชาชนอ่อนแอลง   เป็นการทำลายชีวิตทางสังคมการเมืองของอเมริกาโดยสิ้นเชิง      เป็นการขัดขวางประชาชนมิให้ใช้ความคิดและสร้างมโนคติที่ผิดๆจากการวิเคราะห์ข้อเท็จจริง     มันเป็นการท้าทายความถูกต้องในการตรวจสอบและกฎเกณฑ์ทางสังคมที่เป็นอยู่ในสหรัฐอเมริกาเอง

Thursday, October 15, 2015

บทเรียนจากชิลี 10

10. การฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปของมวลชน
การบ่มเพาะในแวดวงของนักศึกษา     ได้เปิดฉากจากการเคลื่อนไหวในด้านสิทธิมนุษยชนโดยเฉพาะครอบครัวของ ”ผู้ที่สูญหาย” ไป      ทำให้ช่องว่างระหว่างกลุ่มเผด็จการและโบสถ์คริสตจักรถ่างกว้าง มากขึ้นอีก.....เป็นสิ่งบ่งชี้ถึงความไม่พอใจที่เกิดขึ้นในหมู่มวลชนโดยทั่วๆไป   ความหวาดกลัวจากผลของการปราบปรามทวีขึ้นทุกๆวัน        ถึงแม้ว่ามวลชนยังมีความกลัวอยู่..แต่ก็ยังไม่เท่ากับเมื่อก่อนหน้านี้     แต่สิ่งที่ยังดำรงอยู่คือความเฉยเนือยของมวลชนที่ถูกกดทับจากวิกฤตการทางเศรษฐกิจ..ความหิว และความปวดร้าวขมขื่น    แต่สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ด้วยความเศร้าเสียใจ...ในความเป็นจริงมันเป็นเครื่องชี้ให้เห็นว่า  แแสำหรับเวลาเช่นนี้แล้วไม่มีสิ่งใดๆจะดีไปกว่าการเปลี่ยนแปลงโดยรากฐาน

ระบอบเอกบุรุษของปิโนเช..ที่พื้นฐานสำคัญของมันมาจากเครื่องมือของรัฐ    ที่พยายามแสวงหาเป้า หมายของดุลยภาพทางชนชั้น      ด้วยวิธีนี้..ปิโนเช คิดว่าจะสามารถทำได้โดยได้รับการสนับสนุนจากมวลชนด้วยการพึ่งพิงบริการจากบรรดา นักสหภาพแรงงานขุนนาง ทั้งหลาย     หลังจากกองทัพยึดอำนาจ..  องค์กรสหภาพแรงงานของชนชั้นกรรมกรส่วนใหญ่ที่มีอยู่แต่เดิมได้ถูกยกเลิก  ในฐานะที่เป็นองค์กรผิดกฎหมาย    บรรดาผู้นำกรรมกรของสหภาพฯเหล่านี้ถูกกวาดล้าง  จับกุม  และไล่ล่าสังหาร    กระนั้นการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานก็ยังดำเนินต่อไปภายใต้ระบอบปกครองของกลุ่มเผด็จการ ทหาร     แต่ในความเป็นจริงสหภาพแรงงานเหล่านั้นสามารถดำรงอยู่ได้ก็ด้วยการดำเนินการโดยผู้นำกรรมกรที่บรรดานายพลทั้งหลายขุนเลี้ยงไว้     นี่เป็นสิ่งหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงธรรมชาติของระบบอบปกครองแบบลัทธิเอกบุรุษ

ปิโนเช มีแนวคิดที่จะกำหนดการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานให้เป็นแบบ ”เชื่องเชื่อ” แต่ในสถาน การณ์ของประเทศที่กำลังบอบช้ำกับการเผชิญกับวิกฤติทางเศรษฐกิจ     ทำให้ความพยายามนี้กลับเป็นผลเสียต่อตนเอง      สหภาพแรงงานขุนนางต่างไม่สามารถแสดงบทบาทในการเป็นเครื่องมือของกลุ่มปกครองต่อไปได้อีกภายใต้การเคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง       ซึ่งแตกต่างไปจากความต้องการของกลุ่มเผด็จการ    ในสภาวะวิกฤตทำให้เกิดแรงกดดันจากบรรดาสมาชิก จากปัจจัยเหล่านี้     เริ่มจากการเป็น ”สื่อกลาง” หรือ “ผู้ไกล่เกลี่ย” ของรัฐบาล นายจ้าง และกรรมกร (กรรมการไตรภาคี)   สามารถทำได้แค่สถานะ กึ่งค้าน หรือ คัดค้าน เท่านั้น
สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในบริบทของชิลีก็คือการจัดตั้งสหภาพแรงงานอยู่ในระดับที่ค่อนข้างมั่น คง    ซึ่งพอจะทดแทนหลายสิ่งหลายอย่างได้และยังคงดำรงอยู่อย่างเป็นรูปเป็นร่าง        หน้าร้อนปี 1978     มีกรรมกรมากกว่าล้านคนเป็นสมาชิกของสหภาพแรงงาน7,047แห่งที่มีการจัดตั้งขึ้น(สหภาพ ด้านอุตสาหกรรม 819 แห่ง..สหภาพฯด้านเกษตรกรรม 877 แห่ง    สหภาพวิชาชีพต่างๆ4,144 แห่ง และในในกลุ่มแรงงานภาคเกษตรกรรม and 207 แห่ง) ซึ่งแยกออกเป็นจำนวนดังต่อไปนี้   สหภาพฯด้านอุตสาหกรรม 235,000 คน   เกษตรกรรม 283,000 คน    สาขาอาชีพ 495,000 คน   ลูกจ้างในภาคเกษตรกรรม 13,000 คน

สมาพันธ์แรงงานกลาง (CUT/Confederación Unitaria de Trabajadores) ซึ่งเป็นองค์กรระดับชาติของกรรมกร ถูกปิดลงในวันที่เกิดรัฐประหารยกเว้นสหภาพฯที่เป็นเครื่องมือของกลุ่มขุนนาง    ระบอบเผด็จการทหารได้แต่งตั้งกลุ่มผู้นำกรรมกรปีกขวาที่เป็นผู้แก้ต่างกลุ่มเผด็จการฯและประกาศนโยบายของตน   ก่อนที่องค์กรกรรมกรสากลและกลุ่มสหภาพแรงงานทั่วโลกจะเคลื่อนไหวคัดค้าน     แต่สหภาพแรงงานขุนนางที่พรรค คริสเตียน เดโมแครต  ควบคุมอยู่สามารถดำรงอยู่ในระดับแถวหน้า   กลุ่มปก ครองเผด็จการไม่สามารถทำลายองค์กรของกรรมกรในระดับท้องถิ่นได้     และโดยเฉพาะอย่างยิ่งที่      สำคัญคือจำนวนของสมาชิกสหภาพฯไม่ได้ลดลง  ก่อนการรัฐประหาร..สมาพันธ์กรรมกรกลาง(CUT)มีสมาชิกอยู่1,800,000 คน       ถ้าจะประเมินคร่าวๆในเวลานี้(1978)บรรดาสหภาพแรงงานทั้งหลายมีสมาชิกรวมกันถึง 1,200.000 คน    อันตรายที่ใหญ่หลวงคือความจริงที่กลุ่มปกครองเผด็จการทหารได้รับรายงานในช่วงระยะเวลาดังกล่าว    นาย นิคานอร์ รัฐมนตรีแรงงานคนก่อนที่ได้แสดงความเห็นว่า “กรรมกรแทบจะไม่มีอะไรกิน  ซึ่งก็คือสมาชิกสหภาพแรงงานทั้งหลายทั้งหลาย”
ความไม่พอใจของกรรมกร
สิ่งที่บ่งชี้ให้เห็นได้อย่างชัดเจนถึงการฟื้นตัวของจิตวิญญาณทางชนชั้นได้แก่   การเคลื่อนไหวที่เกิด ขึ้นครั้งแรกสุดในปี 1987   บรรดาสหภาพแรงงานได้รวบรวมกรรมกรกว่า30,000คนใน ซานติอาโก โดยฝ่าฝืนคำสั่งของรัฐบาล       และจัดให้มีการชุมนุมในโรงงานต่างๆและในส่วนอื่นๆของประเทศ  

เนื่องจากการเคลื่อนไหวนัดหยุดงานเป็นไปได้ยากมากในชิลีขณะนั้น    จึงทำได้แค่การปลุกระดมในโรงงาน   สามารถกดกันนายจ้างได้เพียง  5 ถึง 10 นาที เท่านั้น    จากการกระทำทีละเล็กทีละน้อยทำให้ความกลัวหมดสิ้นไปกรรมกรเริ่มมีความกล้ามากขึ้น    วิธีการต่อสู้ประท้วงแบบใหม่ๆได้ถูกคิดค้นขึ้น     เหมืองแร่  ชิชิเกอมาตา ในภาคเหนือ ได้มีการนัดหยุดงานเพื่อประท้วง ”ความหิวโหย”เหล่ากรรมกรเหมืองปฏิเสธการกินในโรงอาหารของสถานประกอบการ        การประท้วง รูปแบบนี้ได้ขยายไปยังเหมือง เอล เทียเน้นเต     การประท้วงแบบนี้ยืดเยื้อออกไปนับเดือนและนั่นคือการบ่มเพาะ ในมวลหมู่กรรมกร   ตามที่นิตยสาร ฮอย ได้เขียนไว้ว่า...”มันเกี่ยวข้องกับเรื่องเศรษฐกิจใน เอล เทียเน้นเต     เพราะว่าเราได้ใช้เวลาห้าถึงหกเดือนโดยไม่สามารถตกลงกันได้ในเรื่องค่าจ้าง”...”วันพฤหัสที่ 2  เดือนพฤศจิกายน 1977  กรรมกร 1200  จาก 4000 คน ของเหมืองทองแดง เอล เทียเน้นเต ไม่ยอมกลับเข้าทำงาน

มีการแจกจ่ายแผ่นปลิวเป็นเวลาหลายวัน และที่เห็นติดอยู่บนกำแพงได้เรียกร้องให้กรรมกรหยุดงานในวันที่ 2 พฤศจิกายน        ทำให้นายจ้างจำต้องทำความตกลงว่าจะจ่ายเงินโบนัสให้ในเดือนธันวาคม   ในเวลาเดียวกันกรรมกร 49 คนถูกเลิกจ้าง... “โดยไม่มีปฏิกิริยาใดๆแม้แต่น้อยจากสหพันธ์กรรมกรเหมืองแร่ทองแดง”    แหล่งข่าวเดียวกันได้รายงานอีกว่า “ในการชุมนุมของมวลชนกรรมกร 3000 คนของสหภาพฯที่เซเวล อี มินาส   ในกลางเดือนพฤศจิกายน...สมาชิกได้เรียกร้องให้ประธานสหภาพฯลาออกเนื่องจากแสดงตนประกาศสนับสนุนเข้าข้างนายจ้าง “

ความจริงเหล่านี้ได้บ่งชี้ถึงกระบวนการเคลื่อนไหวของสหภาพแรงงานที่ได้เริ่มต้นขึ้นอีกอย่างมีชีวิตชี วา     ชนชั้นกรรมกรไม่อาจยอมรับสภาพการณ์ที่อัตราเงินเฟ้อที่เป็นทางการพุ่งสูงขึ้นถึง 60% ในปี 1978     เป็นเหตุให้สหภาพแรงงานขุนนางตกอยู่ในสถานะที่ง่อนแง่นมากยิ่งขึ้น      ครอบครัวของกรรมกรส่วนใหญ่มีอาหารกินกันแค่วันละมื้อเดียวเท่านั้น     กรรมกรและครอบครัวมีเพียงขนมปังและชาสำหรับบริโภค     จากความเป็นอยู่ในสภาพที่สิ้นหวังได้แปรเปลี่ยนไปเป็นการจลาจล อย่างในกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นใน เอล เทเนียนเต้       

เรื่องที่ไร้สาระเรื่องหนึ่งก็คือสหภาพแรงงานทองแดงขุนนาง(ที่มี กุยเลอโม เมดินา ที่เป็นสมาชิกสภาแห่งชาติเป็นผู้นำ)   ไม่เห็นด้วยกับการหยุดกิจการได้กล่าวหาว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 2 นั้นเป็นผลมาจากแรงจูงใจทางการเมืองของกลุ่มคนที่ใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจของคนงานเหมือง"   ได้มีการตอบโต้ผู้นำกรรมกรในบางแห่งด้วยการไล่ออกและเนรเทศไปยังชนบทที่ห่างไกล  ความไม่พอใจของกรรมกรได้แผ่ขยายไปยังภาคส่วนต่างๆเช่นกรรมกรท่าเรือ    ซึ่งในเวลาเดียวกันได้ทำการเคลื่อนไหว “เฉื่อยงาน” จนทำให้การขนส่งที่ท่าเรือวาลปาไรโซ ลดลงถึง 50 %.

ความไม่พอใจของบรรดากรรมกรได้เริ่มส่งผลสะท้อนกลับไปยังผู้นำกรรมกรขุนนางเอง  ในการชุมนุม ที่โรงละคร โคปูลิกัน ในนครซานติอาโกในพิธีเฉลิมฉลองอาคาร    สหพันธ์กรรมกรก่อสร้างและช่างไม้ได้แสดงความไม่พอใจออกมาว่า  “ด้วยเงิน 1,411 เปโซ ซึ่งเป็นอัตราค้าแรงขั้นต่ำ  ทำให้เรามีเงินพอแค่จะจ่ายค่าขนมปังเพียง 2 กิโลกรัมต่อวันเท่านั้น     สำหรับครอบครัวที่มีสมาชิก 5-7 คน  ค่าจ้างขั้นต่ำจะซื้อได้แค่ขนมปังเท่านั้น” (Revista de America Contemporarea, p. 21)
อีกด้านหนึ่งสภาวะที่ย่ำแย่ของกรรมกรที่แสดงให้เห็นถึงความจริงที่ว่า     10%ของการเสียชีวิตของประเทศมาจากการประสบอุบัติเหตุในการทำงาน     ซึ่งเป็นระดับอัตราสูงที่สุดในลาตินอเมริกา   ความไม่พอใจของมวลชนกรรมกร..บางครั้งจะสะท้อนออกบนหน้าหนังสือพิมพ์ของชนชั้นนายทุน   เช่นใน วันที่ 17 กรกฎาคม 1978  หนังสือพิมพ์ขนาดเล็ก(tabloid) ลา เทเซรา  ได้ประณามการข่มเหงกรรม กรเหมืองแร่ เอล ซัลวาดอร์ ในตอนเหนือของประเทศ    ตามที่ บาร์ดาดิโน  คาสติลโย ประธานสมา พันธ์กรรมกรเหมืองแร่ทองแดงได้กล่าวว่า...”ไม่เพียงแต่จะมีการจัดการที่ย่ำแย่เท่านั้น    แต่ผู้จัดการอาวุโสยังกลั่นแกล้งข่มเหงกรรมกรอย่างเป็นระบบ...เหยียดหยามศักดิ์ศรีของพวกเขา    เลิกจ้างโดยไร้เหตุผล   ละเมิดกฎเกณฑ์ทางกฎหมาย.....ปฏิเสธหลักการที่ถูกกฎหมายและไม่ยอมรับข้อเรียกร้องใดๆในด้านสิทธิแรงงาน”
ความกลัวของชนชั้นนายทุนน้อย
คาสติลโย ได้กล่าวเสริมว่า “...เขาได้ตัดสินใจที่จะปกป้องสิทธิประโยชน์ของบรรดาสมาชิกสหพันธ์ฯและพร้อมที่จะเผชิญหน้ากับสิ่งที่จะตามมา    ผมไม่สนใจต่อมาตรการต่างๆที่ต่อต้านผม   ในขณะนั้นบรรดากรรมกรต่างอยู่ในความสงบ    แต่ในแต่ละวันก็มีการเดินขบวนประท้วงอันเนื่องมาจากความทุกข์ยากและไม่พอใจ”
จากถ้อยคำเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงแรงกดดันทั้งมวลที่มีต่อชนชั้นกรรมกร    ซึ่งมาจากผู้นำกรรมกรขุนนางโดยพื้นฐาน.....ในขณะเดียวกันก็เป็นการผลักดันให้เกิดช่องว่างระหว่างพวกเขากับกลุ่มปกครองเผด็จการและบรรดานายจ้างเพิ่มมากขึ้น  ทำให้เกิดการบอกเตือนถึงสถานการณ์ในอนาคต    เช่นในเหมือง เอล เทเนียนเต  และเช่นเดียวกันกับที่ เอล ซัลวาดอร์ (ซึ่งเป็นเหมืองทองแดงที่มีความสำคัญเป็นอันดับสามของประเทศที่มีกรรมกรถึง 5,634 คน) ที่ทำการนัดหยุดงานในเดือนพฤศจิกายน 1977 ภายใต้ยุทธวิธี  “ลา” แทนปัญหาการเรียกร้องค่าแรงและได้รับการปฏิบัติที่เลวจากหัวหน้างาน   หนัง   สือพิมพ์ ลา เทเซรา แสดงความ  “เห็นอกเห็นใจ”  และเข้าข้างกรรมกร    โดยกล่าวถึงประเด็นที่พวกหัวหน้างานใช้ตำแหน่งและอำนาจ ”ทำตัวเป็นปฏิปักษ์” ต่อกรรมกร      ด้วยทัศนะคติที่ย่ำแย่เช่นนี้ได้กลายเป็นการสนับสนุนให้เกิดความไม่สงบขึ้นทั่วไปในสังคม
การเอื้อประโยชน์ในปัญหาของกรรมกรเหมืองแร่เช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความกลัวที่เพิ่มขึ้นของบรรดาชนชั้นนายทุนในระดับต่างๆต่อความเป็นไปได้การฟื้นตัวของการเคลื่อนไหวในหมู่กรรมกร    ทุกสิ่งดูเลวร้ายไปหมด..ในกรณีที่ผลิตผลทองแดงที่มีมูลค่าถึง 60% ของเงินตราต่างประเทศที่ใช้เป็นเงินงบ ประมาณของประเทศ     เรื่องนี้คือสาเหตุสำคัญที่บรรดานายทุนใช้กดดันรัฐบาลให้  ”เอาใจใส่ดูแลข้อ เรียกร้อง”  ทางด้านแรงงานเพื่อความเป็นไปได้ในการหลีกเลี่ยงความขัดแย้งต่างๆ 

ความตื่นกลัวของชนชั้นนายทุนได้พุ่งเป้าไปยังกลุ่มปกครองเผด็จการ   ซึ่งไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่ ลีห์ กุซ มาน รวมศูนย์การวิจารณ์ของเขาไปยังรัฐบาลที่เริ่มจากปัญหาด้านนโยบายทางเศรษฐกิจ      ต้นเดือนสิงหาคม 1975   ลีห์ได้กล่าวหาว่านโยบายเศรษฐกิจของกลุ่มปกครองนั้นเป็นสาเหตุ “ก่อให้เกิดความทุกข์ทรมานอย่างมากในการลิดรอนสิทธิ์ของชนชั้นต่างๆ    ค่าใช้จ่ายทางสังคมของนโยบายนี้ได้สร้างความเสียหายอย่างใหญ่หลวงเกินกว่าที่ได้คาดหมายไว้    การว่างงานพุ่งสูงขึ้นถึงระดับสูงสุดมากกว่าที่เคยเป็นมา  และชนชั้นที่ยากไร้ได้รับความทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส”

แน่นอนปฏิบัติการ ”น้ำตาจระเข้”ของพวกปฏิกิริยานี้โดยทั่วไปแล้วไม่ได้ส่งผลให้เกิดความหวาดหวั่น  ที่จะรับผิดชอบในการเคลื่อนไหวใดๆ      แต่ความกลัวต่อผลกระทบทางสังคมที่จะตามมาก็คือการลุกขึ้นสู้ของชนชั้นกรรมกร     สำหรับตัวปิโนเชเอง..เขาพยายามที่จะจัดประชุมกับบรรดาสหภาพแรงงานขุนนางทั้งหลายซ้ำแล้วซ้ำเล่าในปีเช่นนี้    เพื่อจะค้นหาความจริงว่ามันเกิดอะไรขึ้นและพยายามจะหาทางออก

ในส่วนของสหภาพแรงงานขุนนาง  ต่างมีความชื่นชมยินดีที่สามารถบรรลุข้อลงระหว่างรัฐบาลและ นายจ้าง         แต่สถานะที่ล้มเหลวของระบอบทุนนิยมในชิลีไม่อนุญาตให้พวกเขาสร้างอัตรากำไรที่เพียงพอสำหรับการยักย้ายถ่ายเท   นายจ้างยังไม่พร้อมที่จะยอมรับเงื่อนไข     สำหรับกรรมกรและครอบครัวก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร     มันเป็นสูตรสำเร็จที่ความไม่พอใจจะประทุขึ้นในสังคม

ผู้นำสหภาพแรงงานพนักงานของรัฐได้ให้คำอธิบายว่า   การปรับค่าจ้างขึ้นเพียง10% นั้นไม่เพียงพอและยืนกรานในข้อเรียกร้องของตน โดยให้พิจารณาจากปัจจัยต่างๆอย่างเร่งด่วน   เนื่องจาก  ”สภาพความเป็นอยู่ของพนักงานรัฐตกอยู่ในภาวะที่ยากลำบากมาก”    ประธานของ เฟนเมตา (สหพันธ์แรง งานลูกจ้างอุตสาหกรรมรถยนต์ ช่างไฟฟ้า และช่างโลหะ) ได้มีจดหมายไปถึง นสพ.ลา เทอร์เซรา ฉบับวันที่  10/7/78    โดยให้เหตุผลถึงกำลังซื้อที่ลดลงในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างและหลักประ กันสำหรับผู้ที่ถูกเลิกจ้าง       ในจดหมายฉบับนี้  คาสโตร ได้อธิบายอย่างชัดเจนต่อผลกระทบของนโยบาย ”เปิดประตู”  ของสำนักเศรษฐศาสตร์ชิคาโก  เมื่อเขาได้ชี้ชัดออกมาว่า

“การนำสินค้าเข้าจำนวนมหาศาลได้สร้างความเสียหายให้แก่อุตสาหกรรมและกำลังซื้อของชาติ ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานของการว่างงานและการถดถอยทางเศรษฐกิจ    สหพันธ์แรงงาน เฟนเตมา  เป็นส่วนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างมาก     จากที่เคยมีสมาชิกถึง 12,000 คน ในปี 1973   กลับเหลือสมาชิกอยู่เพียง 7,000 คนในเดือนมิถุนายน 1978       การว่างงานในธุรกิจการค้าเนื่องมาจากการปิดกิจการ  และเพราะว่าจากการเก็บภาษีศุลกากรขาเข้าในระดับต่ำของสินค้าประเภทอุปกรณ์ไฟฟ้า”

ข้อตกลงที่ไม่อาจเป็นไปไม่ได้

วันที่ 28  มิถุนายน  สหพันธ์แรงงานพาณิชยกรรมแห่งชาติ (Fenatrobeco)ได้มีจดหมายถึง ปิโนเช เรียกร้องให้มีการเผยแพร่  “กำไรที่เกิดโดยแรงงานหลังจากการต่อสู้มานานปี” ขึ้นใหม่   โดยยกเลิก  คำสั่งที่ได้ตีพิมพ์ไปเมื่อเร็วๆนี้      ในจดหมายได้ชี้แจงอย่างไร้เดียงสาว่า "ไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านได้ยืนยันแทบทุกครั้งในโอกาสต่างๆว่าสิทธิทั้งหมดของกรรมกรจะได้รับการเคารพ."

ปัญหาของสหภาพแรงงานขุนนางทั้งหลายคือไม่สามารถบรรลุข้อตกลงใดๆกับรัฐบาลและบรรดานายทุนได้เลยในสถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในขณะนั้น     ผู้นำสหภาพฯถูกบีบให้ไปสู่ความขัดแย้งกับรัฐบาลเผด็จการ ภายใต้แรงกดดันของชนชั้นกรรมกรที่กำลังมีความตื่นตัวในการต่อสู้เพื่อปกป้องผล ประโยชน์ของตน     ตัวอย่าง..เช่นการประกาศใช้กฎหมายควบคุมสหภาพฯ      ทำให้เห็นสิ่งลวงตา ว่า  ไม่มีความจำเป็นใดๆต่อการดำรงอยู่ของสหภาพแรงงานขุนนาง...มันเป็นการกีดกันพวกเขาไม่ให้แสดงออกถึงบทบาทของการเป็นคนกลางได้

นี่เป็นอีกเหตุผลหนึ่งของคลื่นการประท้วงที่สื่อตรงไปยังปิโนเชโดยผู้นำสหภาพแรงงาน  ซึ่งเมื่อไม่กี่เดือนมานี้   “คณะกรรมการสมานฉันท์สหภาพแรงงานแห่งชาติ”   มีความสัมพันธ์อย่างสนิทแน่นแฟ้นเป็นพิเศษกับกลุ่มปกครองเผด็จการ    และได้แสดงตนว่าเป็น”ตัวแทน”ระดับชาติของบรรดาสมาชิกสหภาพแรงงานนับล้านคน       พวกเขาถูกบีบให้ปฏิเสธการแก้ไขกฎหมายฉบับที่ 2200 ของวันที่ 15 มิถุนายนที่พวกเขามีส่วนร่วมในการลงนาม     โดยประธานสหภาพแรงงานสิ่งพิมพ์  สหภาพช่างทาสี   สมาพันธ์กรรมกร-ชาวนาสามัคคี     กรรมกรโลหะและเหมืองแร่  โดยเขียนไว้ในต้นฉบับว่า...   ”เราขอปฏิเสธรูปแบบเหล่านี้โดยสิ้นเชิง       เมื่อได้ตรวจสอบแล้วว่ามีการผิดสัญญาตั้งแต่แรกเกี่ยวกับเรื่องการยอมรับสิทธิประโยชน์ของกรรมกรที่เคยมีมาแต่เดิม         เราไม่ยอมรับการจ้างงานแบบชั่วคราว    ตั้งแต่มีกฎหมายฉบับนี้..กรรมกรถูกมัดมือมัดเท้าให้ยอมรับการแสวงหาผลประโยชน์ด้วยการกดขี่อย่างหน้าด้านๆหรือถูกไล่ออกอย่างไม่เป็นธรรม....

“แผนการเลิกจ้างของเคลลี่เป็นอันว่าถูกเลื่อนออกไปโดยรัฐบาลมีความประสงค์ให้กลับไปพิจารณาทบทวนใหม่ก่อนที่จะนำมาใช้       เนื่องจากถูกเคลื่อนไหวคัดค้านจากสหภาพแรงงานทั้งมวลแม้แต่สหภาพฯที่ใกล้ชิดกับรัฐบาล

อนึ่ง...พวกเขายังแสดงทัศนะที่ว่าด้วยการยกเลิกข้อตกลงในการรวมตัวของแรงงานที่มีลักษณะคล้าย คลึงกัน...”เราได้สูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยมีมานานเป็นๆปี”    และนั่นก็เพื่อจะทำให้สหภาพแรงงานทั้งหลายอ่อนแอลง   “สิทธิตามกฎหมายของบรรดาผู้นำกรรมกรถูกจำกัด    โดยทำให้พวกเขาเข้าใจสับสนไปว่าเหมือนกับสิทธิในการลาคลอด”  ซึ่งถ้าจะเปรียบเทียบกับการขึ้นค่าจ้าง10% .ในเดือนมิถุนายาดังที่กล่าวมาแล้ว...      เราขอย้ำว่าการปรับค่าจ้างนั้นไม่สามารถชดเชยกับค่าครองชีพจริงที่สูงขึ้น   และชนชั้นผู้ใช้แรงงานไม่สามารถหลุดพ้นจากการมีชีวิตอยู่บนความอดอยากกับค่าจ้างที่ได้รับ        มันเป็นการบ่อนเซาะทำลายศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ของเรา”
 และท้ายที่สุด
“เนื่องเพราะสถานการณ์เริ่มจะเป็นเรื่องที่ไม่สามารถทนต่อไปได้แล้ว...ในเวลาไม่นานนี้เราจะเสนอเอกสารต่อรัฐบาลให้รับข้อเรียกร้อง   ซึ่งเราพิจารณาแล้วว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับชนชั้นผู้ใช้แรงงานที่จะมีชีวิตรอดได้ท่ามกลางชนชั้นอื่นในสังคม    ถึงเนื้อหาสาระในการขึ้นค่าแรงให้แก่กรรมกร ลูกจ้าง  และผู้ประกอบอาชีพอื่นๆที่เราเป็นตัวแทน”
สิ่งที่เกิดขึ้นได้เกิดช่องว่างขึ้นระหว่างปิโนเชและผู้นำที่”น่านับถือ”ของสหภาพแรงงานคริสเตียน เดโมแครท  ซึ่งเมื่อไม่นานมานี้ได้ให้ความร่วมมือสนับสนุนรัฐบาลเผด็จการทหารอย่างชัดเจน    ได้แสดงอาการถอยห่างออกจากกลุ่มปกครองเผด็จการ    วิกฤตเศรษฐกิจ  การว่างงาน  ความอดอยากหิวโหย  ความทุกข์ยาก       ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงไปอีกด้วยการประยุกต์ใช้แนวคิดที่บ้าบอของ Milton Friedman  อย่างเข้มงวด  โดยการแยกขั้วกันอย่างชัดเจนระหว่างชนชั้นกรรมกร   ชาวนาและส่วนใหญ่ของคนชั้นกลางที่ต่อต้านรัฐบาล    ปิโนเช สามารถอยู่ได้ก็เพราะความเฉื่อยเนือยของมวลชนในชั่วระยะเวลาหนึ่ง        แต่มันค่อนข้างชัดเจนว่ากระบวนการพัฒนาจิตสำนึกของชนชั้นกรรม กรนั้นได้ก้าวไปสู่ระดับโมเลกุล     มันเป็นการสะสมกำลังภายใต้ปรากฎการณ์ที่ดูเหมือนว่าสงบสันติ