Wednesday, September 16, 2015

บทเรียนจากชิลี 9


9.วิกฤตเศรษฐกิจ

เป็นความโชคร้ายของกลุ่มเผด็จการชิลี        เนื่องจากทำรัฐประหารไปก่อนหน้าของภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจทั่วโลก    ซึ่งนับว่าเป็นครั้งที่ร้ายแรงที่สุดนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง    เศรษฐกิจของชิลีซึ่งโดยปกติแล้วต้องพึ่งพาการส่งออกมาโดยตลอด     จึงได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงจากผลของการลดลงของความต้องการสินค้าของตลาดภายนอก     ทำให้ราคาทองแดงตกต่ำลงอย่างมาก

ปี  1974-75  ก่อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ   การส่งออกทองแดงมีจำนวนเกือบจะ75%ของสินค้าส่งออกทั้งหมดของประเทศ     และมูลค่าการส่งออกทองแดงในปี 1975 ต่ำกว่าปี 1974 ถึง45%   และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของปี 1973-4. ถึง 34%    และขาดดุลการค้าถึง 400 ล้านดอลลาร์ (460 ล้าน SDRs/ Special Drawing Rights )      ด้วยความช่วยเหลือจากระบอบจักรวรรดิ์นิยมโลกทำให้กลุ่มปกครองชิลีรอดพ้นจากภาวะล้มละลาย   ในเดือน มิถุนายน 1976  ไอ.เอ็ม.เอฟ. ได้อนุมัติเงินกองทุนสำรอง(SDRs)79 ล้านดอลลาร์เพื่อช่วยลดการขาดดุลของปี 1975    ในเดือนธันวาคมปีเดียวกันธนาคาร   โลก ที่ได้รับการสนับสนุนจากสหรัฐฯและเยอรมันตะวันตก(ในเวลานั้น)ได้อนุมัติเงินกู้แก่ชิลีรวมทั้ง หมด 60 ล้านดอลลาร์...ซึ่งเป็นการกู้ครั้งที่ 4 และ 5 ตั้งแต่มีการรัฐประหาร

เดือนพฤษภาคม 1976 กลุ่มธนาคาร 16 แห่งโดยเฉพาะในสหรัฐและแคนาดา  ได้ให้เงินกู้แก่ชิลี 125 ล้านดอลลาร์สำหรับระยะเวลา 3-5 ปี     เดือนมิถุนายนปีเดียวกันธนาคาร อินเตอร์ อเมริกัน ดีเวลลอป เม้นท์ ได้ให้เงินกู้เพิ่มอีก 20 ล้านเหรียญในระยะเวลา 20 ปี    เพียง 4 ปีแรกหลังการรัฐประหาร กลุ่ม ปกครองได้กู้เงินไปแล้วประมาณ 1000 ล้านดอลลาร์จากธนาคารเอกชนของสหรัฐฯ    ทั้งหมดนี้เป็นข้อแตกต่างจาก  การรวมหัวต่อต้านรัฐบาล อาเยนเด อย่างเป็นระบบโดยระบอบจักรวรรดินิยมโลก

ทัศนะคติของระบอบจักวรรดิ์นิยมเข้าใจได้ไม่ยากเลย  เมื่อได้อำนาจ..โดยไม่รอช้ากลุ่มปกครองก็เริ่ม ทำลายและเอาชนะชนชั้นกรรมกรอย่างเป็นระบบ    คืนโรงงานที่เป็นได้แปรสภาพไปเป็นของรัฐไปแล้วให้แก่เจ้าของเดิม  และคืนที่ดินให้แก่เจ้าที่ดิน      นโยบายด้านเศรษฐกิจของกลุ่มปกครองเผด็จการดำเนินรอยตาม ”สำนักเศรษฐศาสตร์ชิคาโก” ที่มีชื่อเสียงเลื่องลือของ  มิลตัน ฟรีดแมน  โดย เฉพาะอย่างยิ่ง นโยบาย ”เปิดประตู”  เพื่อรับการลงทุนจากต่างประเทศ     ....เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ชิลีต้องประสบกับความอัปยศอดสูเมื่อต้องกลายไปเป็นผู้ถูกพิชิต  ที่ถูกกดขี่ถึงสองชั้นจากชนชั้นนายทุนและเจ้าที่ดินชิลีและระบบผูกขาดขนาดมหึมาของสหรัฐอเมริกา

หลังจากกองทัพยึดอำนาจ    ฟรีดแมน ได้ไปยังชิลีและเสนอแนะอย่างเย็นชาว่าให้ตัดงบประมาณรายจ่ายลง 20%  และให้เลิกจ้างพนักงานของรัฐเป็นจำนวนมาก      มีการลดค่าเงิน เอสคูโด เมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์      ด้วยเหตุนี้ในปี 1975 ค่าครองชีพจึงถีบตัวสูงขึ้นเป็น 340%.

แม้นโยบาย “เปิดประตู”  จะเป็นที่ถูกใจและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ  แต่ก็นำไปสู่ความไม่ลงรอยกันกับประเทศอื่นๆที่เป็นสมาชิกของสนธิสัญญาแอนดีส      สนธิสัญญานี้เป็นความพยายามในการป้องกันตนเองของบรรดาประเทศสมาชิกจากการเอารัดเอาเปรียบของประเทศจักรวรรดิ์นิยม      ชิลีได้ลาออกจากกลุ่มสนธิสัญญานี้เมื่อปี 1976.

นโยบาย “ประหยัด” ของเดือนเมษายน 1975 ได้นำไปสู่ความหายนะ    ตามที่สำนักงานสถิติแห่งชาติได้พิมพ์ออกมาเมื่อปี 1976  ผลผลิตมวลรวมประชาชาติลดลง 16.2% ในปี 1975  ผลผลิตทางอุตสา- หกรรมลดลง 25%.  อัตราเงินเฟ้อยังคงอยู่ในระดับ 340.7%   ซึ่งปี 1974 อยู่ที่ 380%     สิ้นปี 1976อัตราเงินเฟ้อลดลงไปอยู่ที่ 174.3%. เหนือสิ่งอื่นใดความต้องการในการบริโภคสินค้าลดลง ส่งผลให้เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ

สถานการณ์ที่ไม่อาจรับได้

ระว่างกลางปี 1976 ตามการประเมินของทางการ   ระดับของการว่างงานมีมากกว่า 23% (ในบางภาคส่วน 50%)    ตัวเลขของการว่างานเพิ่มสูงขึ้นมากแม้ว่า”เศรษฐกิจเริ่มจะฟื้นตัว”   ในระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมา      จากรายงานของวันที่ 6 กรกฎาคม 1978 อัลวาโร  บาร์ดอน  ประธานธนาคารกลางชิลีพยายาม    แสดงให้เห็นว่าภาคส่วนนี้ได้รับการแก้ไขแล้ว    เขาได้แสดงตัวเลขของการว่างงานในระยะเดียวกันใน ซานติอาโก ดังต่อไปนี้

 มิถุนายน  1972:            2.3%

 มิถุนายน  1973:            2.3%

 มิถุนายน  1974:            7.5 %

 มิถุนายน  1975:            12.0%

 มิถุนายน   1976:           13.4%

 มิถุนายน   1977:           10.2%

 มิถุนายน  1978:            9.4%

และยังเพิ่มตารางตัวเลขที่มีการเปลี่ยนแปลงของจำนวนคนว่างงานใน เกรทเตอร์ ซานติอาโก ในปี 1978 ไว้ดังนี้

ตำแหน่งงานในภาคธุรกิจต่างๆ

อุตสาหกรรม  จาก 84,900    เป็น     325,000 คน

ก่อสร้าง             25,900                 77,500

อื่นๆ                    3,500                 20,000

บริการ                61,400              725,000

 อื่นๆ                    8,500               95,300

นักการธนาคารอนุรักษ์นิยมผู้นี้ได้ประกาศถึงความสำเร็จว่า  “เรากำลังก้าวคืบเข้าสู่ระดับปกติเช่นเดียว กับในปี 1969 แล้ว”       จากการสำรวจของของสภามหาวิทยาลัยชิลีที่พิมพ์เผยแพร่  และได้ให้ข้อเปรียบเทียบของปี 1974 และ 1977 นั้น   ระดับของอัตราการว่างงานเพิ่มขึ้นจาก   9.7% เป็น 13.2%และมีการปลดออกจากงานเพิ่มขึ้นจาก 6.l% เป็น  9.9%.     รายงานของทางการได้มีการบิดเบือนความจริงในภารกิจของชาติ        จากรายงานของกลุ่มสมาชิกรัฐสภาสังกัดพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันตะวันตก (SPD) ที่ไปเยือนชิลีก่อนหน้านี้    ชี้ว่าอัตราการว่างงานในขณะนั้นน่าจะสูงถึง 30% ไม่ใช่ตัวเลขแค่ 12-13% ตามที่รัฐบาลแถลง

สิ่งหนึ่งที่นอกเหนือความคาดหมายคือ     ชนชั้นกรรมกรชิลีต้องยอมใช้ชีวิตในสภาพที่ยากจนข้นแค้น  หิวโหย ไม่มีงานทำ  และต้องทนทุกข์ยากต่อไป        การลดลงในส่วนของประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ(กึ่งกรรมาชีพ)แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนคือการเพิ่มขึ้นของจำนวนโสเภณีและขอทานซึ่งมีอยู่ดาษดื่นทั่วไปทั้งในนครและเมืองต่างๆทั่วประเทศ       สภาพของเศรษฐกิจและสังคมที่กำลังจะดีขึ้นโดยพรรคประชาชนสามัคคีนั้นได้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับหลังการรัฐประหารวันที่ 11 กันยายน     อัตราเงินเฟ้อยังเพิ่มสูงขึ้นอย่างสม่ำเสมอ       ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของชนชั้นกรรมกรเลวร้ายเสียจนเหลือที่จะรับได้    

แม้ว่ารัฐบาลจะใช้มาตรการทางเศรษฐกิจทั้งมวลมาแก้ไข    แต่เศรษฐกิจของชิลียังคงอยู่ในทางตัน    ในความเป็นจริงวิธีการของ ”สำนัก ชิคาโก”  นั้นได้ทำให้การว่างงานและความทุกข์ยากเพิ่มมากขึ้น  เป็นการทำลายตลาดภายในประเทศและบ่อนเซาะพื้นฐานด้านอุตสาหกรรมของชาติ    ทัศนะคติต่อระบอบทุนนิยมของชิลี  ณ ปัจจุบันนี้จึงเป็นเรื่องที่สิ้นหวัง     การขาดดุลการค้ายังคงอยู่ที่ 190 ล้านดอลลาร์ในไตรมาสแรกของปี 1978 ด้วยการนำเข้าที่เพิ่มมากขึ้นในขณะที่ส่งออกน้อยลง   ตลาดส่ง ออกที่สำคัญมากของชิลีคือบราซิล   อัฟริกาใต้  และอาร์เจนตินา    ซึ่งในขณะนั้นชิลีมีความขัดแย้งกับประเทศที่กล่าวมานี้ทั้งหมด     ในกรณีกับอาร์เจนตินาความตึงเครียดไม่ว่าด้านความสัมพันธ์ทาง ด้านเศรษฐกิจและการเมืองได้พุ่งสูงขึ้นถึงจุดที่ใกล้จะแตกหักแล้ว     ความไม่มั่นคงของกลุ่มปกครองได้แปรเปลี่ยนไปเป็นวิกฤตศรัทธาของชนชั้นนายทุนชิลี       มีการแสดงออกอย่างชัดเจนคือมูลค่าซื้อขายในตลาดหุ้นตกลงอย่างต่อเนื่องถึง 2% ทั้งอาทิตย์ในเดือนมิถุนายนปีนี้       ประธานตลาดหลัก ทรัพย์ซานติอาโกได้ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ ลา เซกุนดา ยอมรับว่า  ราคาหุ้นที่ตกต่ำลงมันเป็นการ ”สะท้อนภาพของสถานการณ์ทั้งนอกและในประเทศ”   ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นถึงการตื่นกลัวของชนชั้นนายทุนชิลีที่ขาดความมั่นใจและมองโลกในแง่ร้ายเมื่อพิจารณาถึงอนาคต

ระบอบ เอกบุรุษ ของเปรอง*(ฮวน เปรอง นายทหาร อดีตประธานาธิบดีของอาร์เจนตินา)ในอาร์เจนตินาสามารถ    ยืนหยัดอยู่ได้เป็นเวลาหลายๆปี   ด้วยการสร้างฐานมวลชนให้มาสนับสนุนตนเองผ่านสหภาพแรงงาน ของกรรมกรที่สนับสนุนเปรอง(เปรองนิสต์)     ซึ่งต้องขอขอบคุณการพองตัวของเศรษฐกิจหลังสงคราม ที่ส่งเสริมและกระตุ้นความต้องการผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์ของอาร์เจนตินาในตลาดโลก    แต่ กลุ่มปิโนเช โผล่ขึ้นมาในเวลาเดียวกันกับการถดถอยทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และภาวะราคาทองแดงตกต่ำ      ปี 1972 -74 เป็นปีที่ได้มีการจดบันทึกราคาของผลิตภัณฑ์นี้         ราคาทองแดงยังตกต่ำต่อเนื่องไปจนถึงปี 1974-75. ในสองปีสุดท้ายราคาเริ่มฟื้นตัวขึ้นเพียงเล็กน้อย    กระนั้นก็ยังมีมูลค่าไม่ถึงระดับก่อนหน้านี้    หนังสือพิมพ์ ไทมส์ (4/4/78)  ได้แสดงความเห็นไว้ดังนี้

“ในสภาพที่เป็นจริง   การจะทำให้ราคาทองแดงพ้นจากจากระดับราคาต่ำสุดได้    ความชัดเจนแรกสุด จะต้องลดการผลิตลงอย่างขนานใหญ่  นั่นแหละถึงจะพบกับแสงสว่าง”

ประเทศผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ได้ก่อตั้งองค์กร CIPEC (The Intergovernmental Council of Countries Exporters of Copper) เห็นชอบที่จะลดการผลิตทองแดงลง 15% เพื่อตรึงราคา  แต่ชิลี..ซึ่งประเทศที่ส่งออกทองแดงมากที่สุดปฏิเสธที่จะเข้าร่วมใน CIPEC    เป็นที่ชัดเจนว่า กลุ่มปิโนเช กลัวว่าการลดการผลิตอาจมีผลกระทบในทางสังคมอย่างรุนแรง   สหรัฐฯยังคงเป็นตลาดสำคัญของทองแดงจากชิลี      มันขัดกันกับที่สหรัฐฯก็เป็นประเทศที่ส่งออกทองแดงรายใหญ่และยังเป็นผู้ผลิตทองแดงรายใหญ่ที่สุดอีกด้วย     ปัญหาก็คือทองแดงที่สหรัฐฯผลิตนั้นมีราคาสูงและไม่มีคู่แข่ง  พื้น ฐานการผลิตทองแดงสหรัฐฯมีลักษณะผูกขาด       จึงกดดันกลุ่มทุนให้ควบคุมจำกัดการนำเข้าทอง แดงจากประเทศโลกที่สาม      ผู้ปกป้องผลประโยชน์เหล่านี้มีแนวโน้มจะสร้างความหายนะให้แก่ชิลี     การลดค่าเงินดอลลาร์เมื่อไม่นานมานี้แสดงให้เห็นถึงมาตรการกีดกันที่ซ่อนเร้นของนักปกป้องผลประ โยชน์เหล่านี้    ซึ่งเป็นการสะท้อนกลับอย่างรุนแรงต่อการส่งออกของชิลีและสำหรับเศรษฐกิจของชิลีโดยรวม...ในเดือนต่อมา

วิกฤติของกลุ่มปกครอง

กลุ่มปกครองแบบเอกบุรุษทุกกลุ่ม   มีความจำเป็นที่จะแสดงตัวตนโดยผ่านบุคคลผู้ทรงอำนาจคนหนึ่ง ที่เป็น ”ผู้เข้มแข็ง” ซึ่งถือเสมือนว่าเป็นตัวแทน “ชาติ” ที่อยู่เหนือผลประโยชน์ทางชนชั้นหรือพรรค  บทวิจารณ์ของ ลีห์ กุซแมน เกี่ยวกับ “ลัทธิผู้นำ” ของปิโนเช    ประการแรก ทหารส่วนหนึ่งไม่พอใจที่รู้สึกว่าพวกเขาถูกกีดกันจากศูนย์กลางของอำนาจ       ส่วนแบ่งของเค้กที่ได้รับนั้นนั้นไม่ตรงกับความต้องการ      แต่กลุ่มนี้ยังต้องต่อสู้กับกลุ่มแก๊งอื่นๆอีกต่อไปและลามไปไกลถึงบุคคลบางคนในกลุ่มผู้กุมอำนาจ

ความไม่พอใจกลุ่มปกครองได้เกิดขึ้น        ลีห์ได้พยายามแสวงหาการสนับสนุนจากสังคมโดยการใช้ประโยชน์จากความไม่พอใจของประชาชน   โดยพยายามสร้างความประทับใจต่อการเป็นปฏิปักษ์กับสิ่งที่เป็นตัวแทนของปิโนเช    เช่นการพูดถึงความเป็นเสรีนิยม ที่ตรงกันข้ามกับความเป็น เผด็จการของกลุ่มปกครอง        ปิโนเชถูกโดดเดี่ยวมากขึ้น....จากการห้อมล้อมของคณะปรึกษาที่แย่สุดๆซึ่งล้วนแต่มาจากทหารแทบทั้งสิ้น       และได้รับการสนับสนุนจากเยาวชนที่ได้รับการจัดตั้งและดูแลเป็นอย่างดีจำนวนมาก     ทำให้เกิดภาพลวงตาในความสง่างามของลัทธิวีรบุรุษชิลี     ปิโนเช  มีชีวิตอยู่ในอยู่ในโลกแห่งความฝันอย่างสมบูรณ์แบบ         เหมือนกับจักรพรรดิโรมันที่เต็มไปด้วยความฝันถึง ”สถาบันแห่งชาติแบบใหม่”  และผสมผสานด้วยเทคนิคต่างๆ เพื่อป้องกันความเป็นประชาธิปไตยที่   แท้จริง ซึ่งพวกอัตตาธิปไตยมีส่วนร่วม         ตามแนวรัฐธรรมนูญใหม่ของปิโนเชในการคืนความปกติบัญญัติไว้ สามขั้นตอนคือ

1) ขั้นฟื้นฟู (1973-80)    2) ขั้นเปลี่ยนผ่าน (1980-84)    3) ขั้นปกติหรือสร้างความเข้มแข็ง(1985)

ถ้าตามแผนนี้   ก็จะไม่มีการเลือกตั้งทั่วไปรวมถึงการเลือกประธานาธิบดีไปจนถึงปี 1991  ถ้าเป็นตาม นั้นอำนาจที่แท้จริงก็จะอยู่ในอุ้งมือของบรรดานายพลทั้งหลาย      พรรคลัทธิมาร์กซก็ยังคงถูกสั่งห้าม     การเคลื่อนไหวต่างๆก็จะเป็นไปได้ยากยิ่ง

ภยันตรายที่ร้ายแรงของระบอบทุนนิยมชิลี        เป็นการแสดงถึงความฝันที่โง่บัดซบของปิโนเช  ซึ่งเป็นที่เข้าใจได้อย่างชัดเจนโดยตัวแทนที่ฉลาดที่สุดของชนชั้นนายทุน     วิกฤตเศรษฐกิจ   ความตึงเครียดที่เพิ่มมากขึ้นในสังคม    การฟื้นตัวอย่างช้าๆที่มั่นคงของชนชั้นกรรมกร     และฐานมวลชนในสังคมที่สนับสนุนกลุ่มปกครองเผด็จการที่ลดน้อยถอยลง   เป็นสาเหตุให้ปัญญาชนชนชั้นนายทุนเกิดความวิตกกังวลตลอดไปจนถึงวอชิงตัน

บรรดานักยุทธศาสตร์ของจักวรรดิ์นิยมอเมริกาต่างวางแผนอย่างเลือดเย็นถึงความเป็นไปได้ในการอยู่รอดและการล้มคว่ำของรัฐบาลทหารชุดปัจจุบันในซานติอาโก      ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความหมายสำคัญต่อการลงทุนของสหรัฐฯซึ่งเพิ่งจะมีการฟื้นขึ้นตัวภายหลังรัฐประหาร       วอชิงตันมีส่วนเกี่ยวข้องกับสถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในลาตินอเมริกาแทบทุกเรื่อง     จักรวรรดิ์นิยมมีสายลับที่แทรกซึมอยู่ในทุกระดับรวมไปถึงในรัฐบาลอีกด้วย   ซึ่งเป็นการเฝ้าระวังสถานการณ์ในประเทศนั้นๆ     พวกเขา(สหรัฐฯ)รู้ว่า.ในปัจจุบันนี้     สังคมโลกไม่ยอมรับและสนับสนุนพวกเผด็จการ   ที่มันยังดำรงอยู่ได้ก็เพราะความเฉื่อยเนือยของมวลชน     แต่ในระยะยาว..การกดขี่เช่นนี้จะกระตุ้นให้การปฏิวัติประทุขึ้นไม่ว่าในที่หนึ่ง หรือที่อื่นๆ    ซึ่งเป็นเรื่องที่อันตรายมาก..ไม่เพียงแต่ต่อระบอบเผด็จการเท่านั้นยังรวมไปถึงการดำรงอยู่ของระบอบทุนนิยมในชิลีอีกด้วย       ซึ่งจะส่งผลสะท้อนไปในประเทศต่างๆของลาตินอเมริกา นี่คือคำอธิบายที่เป็นสัจธรรมของการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างประเทศของสหรัฐฯที่ไม่เคยคำนึงถึงเรื่อง  ”สิทธิมนุษยชน” แต่อย่างใด

ความหวังอันยิ่งใหญ่ที่จะได้รับการช่วยเหลือจากวอชิงตัน     และจากบางส่วนของอภิสิทธิ์ชนชาวชิลีและนายทหารระดับสูงของกองทัพ    กุซแมน ได้เปิดฉากดิ้นรนเมื่อวันที่ 18 กรกฎาคมในหนังสือพิมพ์ คอร์เรียเร เดอ ลา เซรา     เมื่ออ่านในรายละเอียดของบทความนี้และประกาศอื่น ๆ ของลีห์   ก็พอจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า    ความกลัวของชนชั้นสูงซึ่งเป็นส่วนข้างมากของชนชั้นนายทุนต่อการระเบิดในชิลีเมื่อเขากล่าวเตือนว่า  “นี่คือความเสี่ยงที่ว่าประชาชนจะเลือกการแก้ปัญหาด้วยวิธีรุนแรงในสถาน การณ์ปัจจุบัน”  และยืนยันว่า  “มันสายเกินไป แต่ก็สามารถเสนอนโยบายที่จะกลับไปสู่ภาวะปกติแบบค่อยเป็นค่อยไปได้โดยการกำหนดเวลา  วิธีการ และอื่นๆ”    และลีห์ ได้กำหนดช่วงเวลาการเปลี่ยนผ่านในระยะ 5 ปี  (ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ที่พลเรือนจะได้มอบอำนาจในเวลาอันรวดเร็ว)     และได้ทำการโฆษณาให้มีการตั้งพรรคการเมืองของชนชั้นนายทุนอย่างถูกกฎหมายแบบพรรคคริสเตียน เดโมแครท      และพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมกรโดยให้  “ดำเนินการแบบในสแกนดิเนเวีย”

ความล้มเหลวที่แสนจะขมขื่นในความพยายามที่จะ “ปฏิวัติบนหอคอย” นี้ไม่นานได้ก็ล้มเลิกไป   ลีห์ เรียกร้องต่อปิโนเช   ให้ทำการกวาดล้างความเละเทะในระบบของกองทัพดีกว่าที่จะมาคิดขจัดตัวเขา   ช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาสิ้นดี    ปิโนเช ยืนยันในภายหลัง  “ผมมีความมั่นคง  มั่นคงมากในรัฐบาล”  แต่ขั้นตอนของ ลีห์ ได้มองข้ามการแบ่งฝักแบ่งแบ่งฝ่ายและความตึงเครียดในขบวนแถวของกลุ่มรัฐประ หารไปเสีย    ความกังวลของกองทัพได้แสดงออกถึงความจริงที่มีนโยบายให้กองทหารเตรียมพร้อมอยู่ในค่ายอย่างเข้มงวด  พร้อมกับวางเวรยามอย่างหนาแน่นไว้โดยรอบกองบัญชาการของกองทัพ

หนังสือพิมพ์ปฏิกิริยา(เอล  เมอคิวริโอ และ ลา เทเซอร์รา) เข้าตาจนถึงกับเรียกร้อง “ความสามัคคีในชาติ”   เพื่อยืนยันความปรารถนาใน “แนวทางแห่งการปรองดองกับกลุ่มปกครอง”  ความตื่นตระหนกในแวดวงของพวกปฏิกิริยานั้นได้สะท้อนออกอย่างชัดเจนที่สุดในหน้าหนังสือพิมพ์ ลา เทเซอร์รา ที่ว่า   ”ถ้าไม่ผดุงไว้ซึ่งความสามัคคีที่พวกเขา(ฝ่ายประชาชน)ทุกๆคนต่างก็รู้ดี ...นั่นคือเวลาที่มืดมนของชิลี   ความพยายามที่ได้กระทำเพื่อสร้างความตระหนักเช่นนี้จะสูญเสียไปโดยเปล่าประโยชน์ ”....นั่นเป็นสัญญานบอกเหตุของความหวาดกลัวของกลุ่มรัฐประหาร

จะอย่างไรก็ตาม..ภาพของการต่อสู้แย่งชิงกันในกลุ่มรัฐประหาร    แสดงถึงความไม่มั่นคงของระบอบการปกครองในปัจจุบัน    พรุ่งนี้  ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้.. วิกฤติอย่างใหม่..ความตึงเครียดชนิดใหม่   และการแตกแยกครั้งใหม่จะประทุขึ้น    ภายใต้ความกดดันที่ยากจะรับได้ของความขัดแย้งที่สะสมอยู่ภายในสังคมของชิลี

โฆษกของกลุ่มรัฐประหารพยายามยืนยันอย่างไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อยว่า    “ความสงบเรียบร้อยจะจะต้องกลับคืนมาในบ้านเมือง”  

การกดขี่ได้ให้บทเรียนบางอย่าง    เมื่อเดือนที่ผ่านมา DINA (Dirección de Inteligencia Nacional –  หน่วยสืบราชการลับแห่งชาติชิลี ) ก็ได้เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น CNI (Central Nacional de Informaciones  )  หน่วยข่าวกลางแห่งชาติ    โดยพื้นฐานแล้วไม่มีอะไรแตกต่างกันเลย     และในเวลาไม่นานนัก  สัญลักษณ์อย่างแรกคือการฟื้นตัวของขบวนการมวลชน หลังจาก 5 ปีของประสบการณ์ที่ปวดร้าวจากการทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 11 กันยายน   

 

Monday, August 17, 2015

ประวัติการต่อสู้ของกรรมกรไท 3/1

3/1 . ช่วง พ.ศ. 2488 – 2501  

ยุคนี้เป็นยุคหนึ่งที่กรรมกรมีความตื่นตัวสูง   ได้มีการรวมตัวกันจัดตั้งสมาคมและสหภาพแรงงานกันอย่างกว้างขวาง       ประกอบกับมีความปั่นป่วนทางเศรษฐกิจหลังสง ครามโลกครั้งที่ 2   ทำให้เกิดปัญหาเงินเฟ้อ  ของแพง  ซึ่งมีส่วนในการเคลื่อนไหวของกรรมกรโดยตรง   ประมาณการกันว่าระหว่างปีพ.ศ.2488 – 89 มีการนัดหยุดงานกันถึง 173 ครั้ง  แต่ละครั้งมีลักษณะการต่อสู้ร่วมกันระหว่างกรรมกรไทยกับกรรมกรจีนเช่น

วันที่16 พฤศจิกายน 2488 มีการหยุดงานของกุลีจีนลูกจ้างบริษัทข้าวไทยซึ่งเป็นของรัฐบาล  มีกรรมกรเข้าร่วม 2,000 คนเพื่อเรียกร้องค่าแรงเพิ่มขึ้น      ทางบริษัทฯใช้นโยบายปราบปรามและส่งคนเข้าบ่อนทำลาย   แต่ปรากฏว่าพวกที่เข้ามานี้กลับเห็นใจกรรมกรจึงร่วมต่อสู้กับกรรมกรจีนในวันรุ่งขึ้น    จากนั้นกรรมกรโรงสีจีนและลูกจ้างรัฐบาลก็ทำการสไต๊รค์สนับสนุนมีผู้เข้าร่วมถึง 4,000คน    เมื่อถึงวันที่ 28 พฤศจิกายนได้มีการตกลงกันนระหว่าง กรรมกร   นายทุน  รัฐบาล    กรรมกรประสบความสำเร็จในการต่อสู้และได้ค่าแรงเพิ่ม    มีสิทธิ์ได้เงินล่วงเวลาสำหรับการทำงานวันอาทิตย์และเลิกงานตอนเที่ยงคืน

เดือนกุมภาพันธ์ 2489 กรรมกรแบกหามในโรงไม้ก่อการสไต๊รค์ และในเดือนมิถุนายนปีเดียวกันกรรมกรโรงงานยาสูบ  กรรมกรท่าเรือ และกรรมกรรถไฟก็สไต็รค์ตามมาเป็นระลอก   แต่ที่สำคัญมากก็คือการ สไต๊รค์ของกรรมกรรถไฟมักกะสันที่มีคนเข้าร่วมถึง 2000 คน  กรรมกรรถไฟได้เรียกร้องให้เพิ่มค่าแรง มีวันหยุดปีละ 2 อาทิตย์เป็นต้น   ส่วนการหยุดงานของกรรมกรท่าเรือที่มีผู้เข้าร่วมถึง1500 คนนั้นมุ่งไปที่การถูกลดค่าครองชีพ  และได้เรียกร้องให้นายจ้างจัดบริการทางการแพทย์ฟรี  และชุดทำงานราคาถูก
การหยุดงานครั้งสำคัญอีกครั้งหนึ่งคือการหยุดงานของกรรมกรกุลีจีนซึ่งดำเนินคู่ขนานไปกับการเคลื่อน ไหวในจีนโดยตรง   จึงมีลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการเมืองอย่างชัดเจน     กุลีขนข้าวหยุดงานตั้งแต่เดือนเมษายนถึงเดือนสิงหาคมเป็นเวลา 5 เดือนเต็ม    

การต่อสู้ในเดือนเมษายนนั้น กรรมกรเรียกร้องว่าข้าวไทยที่ขายไปยังจีนนั้นไม่ได้เพื่อทหารของก๊กมินตั๋ง แต่เพื่อแจกจ่ายให้กับประชาชนที่อดอยากโดยตรงแง่มุมทางการเมืองของการต่อสู้ครั้งนี้มีความซับซ้อนขึ้นไปอีก   เพราะรัฐบาลไทยมีการตกลงกับอังกฤษและอเมริกาในเรื่องขนข้าวไปจีนเพื่อช่วยพรรค ก๊กมินตั๋ง จึงทำให้การต่อสู้ยืดเยื้อออกไป   พร้อมกันนั้นก็มีนายทุนฉวยโอกาสลักลอบส่งข้าวไปขายในตลาดมืดเพื่อหากำไร   แต่กรรมกรรู้ทันจึงบีบให้นายทุนสละเงิน”ก้อนใหญ่” เพื่อนำไปช่วยเหลือผู้อดอยากในจีน

ควบคู่กันไปกับการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกรรมกรครั้งแล้วครั้งเล่า  บรรดาพี่น้องกรรมกรได้มีการรวมตัวกันเหนียวแน่นมากยิ่งขึ้น   โดยการจัดตั้งเป็นสมาคมและสหบาลกรรมกรขึ้น   ซึ่งในยุคแรกได้มีการรวมตัวกันในหมู่ลูกจ้างของบริษัทห้างร้านใหญ่ๆเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันก่อน   โดยรวมกันแบบสมาคมลูก จ้างตามบทบัญญัติของกฎหมายแพ่งฯ      แต่สมาคมเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์ในการเจรจาต่อรองแต่อย่างใด
สมาคมลูกจ้างในประเทศไทยนั้นมีมานานแล้วเริ่มตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 1   มีการเก็บเงินค่าบำรุงสมาคมและช่วยเหลือกันและกันในหมู่สมาชิก  ทั้งในด้านการค้า ส่วนตัว และสังคม  แต่ไม่มีสิทธิ์ในการเจรจาต่อรองกับนายจ้างหรือสิทธิในการนัดหยุดงานตามหลักปฏิบัติเหมือนเช่นในนานาประเทศ   สห- ภาพแรงงานได้ถือกำเนิดขึ้นตามหลักสากลจริงๆก็ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2    ซึ่งในสมัยนั้นเรียกว่า สหบาลกรรมกร(Trade Union)      สำหรับประเทศไทยนั้น.. ก็ได้มีการตั้งสหบาลกรรมกรขึ้นประมาณปลายปี 2487 เรียกว่า สหบาลกรรมกรกลาง (Central Union of Labour)   เดือนมกราคม 2489 กรรมกรโรงพิมพ์ประมาณ 200 คนร่วมกันจัดตั้งสมาคม   จากนั้นก็มีการรวมกลุ่มสมาคมคนขับสามล้อ  สมาคมลูกจ้างคนงานในกิจการขนส่ง

ปี 2490 ก็เกิดสมาคมคนงานรถไฟ  สมาคมลากรถ   สมาคมคนงานขนส่ง   และในปีนี้เองที่มียอมรับ สหบาลกรรมกรกลางอย่างเป็นทางการ  ซึ่งสหบาลกรรมกรกลางนี้ก็คือ “สมาคมสหอาชีวะกรรมกรแห่งประเทศไทย” นั่นเอง   สมาคมสหอาชีวะฯ เป็นสมาคมแรกที่รวมเอากรรมกรในหลายสาขาอาชีพ เข้ามาอยู่ในสมาคมเดียวกันตามหลักการและอุดมการณ์ของกรรมกรสากลโดยไม่มีการแบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์ หรือเอาเรื่องเชื้อชาติมาเป็นอุปสรรคของสมาคม  ซึ่งเป็นการรวมมวลชนกรรมกรผู้ใช้แรงงานที่ถูกกดขี่ทั้งหลาย ซึ่งประสบชะตากรรมเช่นเดียวกัน  เพื่อรวมพลังกันต่อสู้กับความอยุติธรรมทั้งปวง  ในระยะนั้นมีสมาชิกจาก  กรรมกรโรงเรือ   โรงสี   รถไฟ  ไฟฟ้า  ซีเมนต์  ไม้ขีดไฟ  และกรรมกรสาขาเกษตร กรรมเข้าร่วมประมาณ  51 สมาคม  มีสมาชิกทั้งหมดราว 75,000 คน  ต่อมาในปี 2492 สหบาลกรรมกรได้เข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์สหบาลกรรมกรโลก (WFTU.)

ชนชั้นกรรมกรไทยไทยกว่าจะผนึกกำลังทำการการเคลื่อนไหวของตนเองทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองกันอย่างจริงจังก็เมื่อประมาณปี 2488-2489   กรรมกรรุ่นแรกๆที่มานะบากบั่นทำการเคลื่อนไหวก่อตั้งสมาคมกรรมกรซึ่งเราไม่อาจละเว้นที่จะกล่าวถึงท่านได้ก็คือ ร.ต.ต.วาส  สุนทรจามร และ มจ. วรรณกร  วรวรรณ     ในวันที่ 1 พฤษภาคม 2488 สมาคมสหอาชีวะฯ    ได้เคลื่อนไหวเรียกร้องและจัดให้มีการชุมนุมเฉลิมฉลองวันกรรมกรสากลขึ้นเป็นครั้งแรกที่วังสราญรมย์  โดยมีกรรมกรเข้าร่วมประมาณ 1000 คนเศษ   แต่ก็ถือว่าประสบความสำเร็จเพราะเป็นการประกาศอย่างเปิดเผยเป็นครั้งแรกของกรรมกรที่ได้เฉลิมฉลองวันของตนซึ่งไม่เคยปรากฏอย่างเป็นทางการมาก่อน

ในปีถ้ดมา สมาคมสหอาชีวะฯ ได้จัดให้มีการเฉลิมฉลองวันกรรมกรฯขึ้นอีกที่ท้องสนามหลวง    ครั้งนี้นับว่าเป็นประวัติศาสตร์ของกรรมกรไทยที่มีมวลชนกรรมกรเข้าร่วมเฉลิมฉลองกว่าแสนคนภายใต้ร่มธงสีเหลืองและคำขวัญ “กรรมกรทั้งหลาย จงสามัคคีกัน” ที่โบกสะบัดไปทั่วบริเวณ    คำขวัญนี้เปรียบ เสมือนจิตวิญญาณของ สหอาชีวะฯ เป็นคำขวัญอมตะของมวลชนกรรมกรตราบชั่วกัลปาวสานต์  ส่วนการเคลื่อนไหวทางเศรษฐกิจ   สหอาชีวะฯเรียกร้องให้รัฐบาลออกกฎหมายชั่วโมงการทำงานให้อย่างสูงไม่เกินสัปดาห์ละ 48 ชั่วโมง    เรียกร้องสิทธิการรวมกลุ่มของกรรมกร  สิทธิในการนัดหยุดงานและการประกันสังคม   ในพ.ศ. 2489 นั้นเอง กรรมกรรถไฟซึ่งเป็นองค์กรของรัฐที่มีกรรมกรมากที่สุดแห่งหนึ่งได้รวมตัวกันจัดตั้งเป็นสมาคมกรรมกรรถไฟแงประเทศไทยขึ้นเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2489  ผู้นำกรรมกรรถไฟใน ช่วงนั้นมีนาย ประกอบ โตลักษณ์ล้ำ  และนาย วิศิษฐ์ ศรีภัทรา  เป็นต้น

การเคลื่อนไหวของกรรมกรสามารดำเนินไปได้อย่างเปิดเผยในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2เพราะเงื่อน ไขทางการเมืองอำนวยให้   ขณะนั้นรัฐบาลที่เข้าบริหารประเทศคือรัฐบาลของพรรคสหชีพ  และพรรคแนวร่วมรัฐธรรมนูญซึ่งอยู่ใต้อิทธิพลของ นาย ปรีดี พนมยงค์  ประกอบกับภายหลังสงครามไทยจะสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ     รัฐบาลต้องยกเลิกกฎหมายคอมมิวนิสต์ ทำให้บรรยากาศทาง การเมืองเป็นประชาธิปไตยมากขึ้น     กรรมกรสามารถรวมตัวกันได้ จึงทำให้การเคลื่อนไหวของกรรมกร ในการรักษาผลประโยชน์ของชนชั้นตนดำเนินไปอย่างกว้างขวาง

ต่อมามีความผันผวนทางการเมืองทำให้รัฐบาลพรรคสหชีพและแนวร่วมรัฐธรรมนูญ รวมทั้งตัวนาย ปรีดี พนมยงค์ ต้องพ้นจากอำนาจไป   เพราะจอมพล ป. พิบูลย์สงครามทำรัฐประหาร  เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2490 และนาย ควง อภัยวงศ์ ถูกเชิญเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีหุ่นเชิดชั่วคราว   ภายหลังการรัฐประหาร  กรรมกรโรงสี 18 โรงได้นัดหยุดงานพร้อมกันเพื่อประท้วงการกดขี่บีบคั้นทางเศรษฐกิจและทางการเมือง   การหยุดงานของกรรมกรโรงสีนอกจากจะเป็นการสร้างแบบอย่างการต่อสู้ให้แก่มวลชนกรรมกรไทยแล้ว  ยังสามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่รัฐบาลทุนนิยมและผู้มีอำนาจทางการเมืองมิใช่น้อย      ซึ่งต่อมาจำต้องก้าวเข้าสู่อำนาจด้วยการจี้บังคับให้นายควงออกจากตำแหน่ง

ปี 2491 จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีนโยบายต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์และได้ตระหนักถึงอิทธิพลของสมาคมสหอาชีวะฯในวงการกรรมกร  และเข้าใจว่า สหอาชีวะฯสนับสนุนนายปรีดีซึ่งเป็นศัตรูสำคัญทางการเมืองของตน  จึงให้บริวารของตนจัดตั้งสมาคมกรรมกรแห่งประเทศไทยขึ้น  บุคคลที่ใกล้ชิดจอมพล ป.ที่เข้ามามีส่วนชี้นำในการก่อตั้งสมาคมกรรมกรไทยคือ พลโท ขุนสวัสดิรณชัย  สวัสดิเกียรติ ซึ่งดำรงตำแหน่งเลขาคณะรัฐมนตรี  และนาย สังข์  พัฒโนทัย  โฆษกคู่บารมีของจอมพล ป.ในยุค  ”เชื่อผู้นำ ชาติพ้นภัย”   สมาคมนี้มีสำนักงานอยู่ที่ถนนราชดำเนินได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลปีละ 200,000 บาทโดยผ่านทางกรมประชาสงเคราะห์

การที่จอมพล ป. จัดตั้งสมาคมกรรมกรไทยขึ้นนั้นมีเหตุผลเพื่อต่อต้านคอมมิวนิสต์  เพื่อทำลายพลังกรรมกร ที่สนับสนุนสหอาชีวะฯ  เพื่อชิงกานนำในวงการกรรมกรทั้งในและต่างประเทศ   นับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมกรรมกรไทยขึ้นแล้ว      การประชุมองค์กรกรรมกรระหว่างประเทศทุกครั้งจะมีแต่เจ้าหน้าที่ของสมาคมฯเท่านั้นที่ได้เป็นตัวแทนกรรมกรไทยไปร่วมประชุม       การก้าวเข้ามาแทรกแซงในขบวนการกรรมกรไทยของจอมพล ป.นี้  ได้สร้างความเสียหาย และบั่นทอนจิตวิญญาณของการต่อสู้ของกรรมกรไทยที่เคยเข้มข้นและมีความเชื่อมั่นในพลังของชนชั้นตนลงต้องตกต่ำลงไป     จอมพล ป. ไม่เพียงแต่จะจัดตั้งสมาคมกรรมกรที่รัฐบาลสามารถบงการได้เท่านั้น     แม้แต่คำว่า สหบาลกรรมกร ก็ยังไม่ใช้เพราะเห็นว่าชื่อแบบนี้เป็นคำที่ฝ่ายนิยมคอมมิวนิสต์ใช้กัน    จึงใช้คำว่า สหภาพแรงงาน แทน   และสมาคมฯ ก็ได้เข้าเป็นสมาชิกองค์กรกรรมกรของอเมริกาคือ  ICFTU  เพราะถือว่า WFTU เป็นองค์กรกรรมกรของฝ่ายคอมมิวนิสต์

พ.ศ. 2492 พลตำรวจเอก หลวงชาติตระการโกศล อธิบดีกรมตำรวจ ได้ประกาศห้ามสามล้อที่ขับขี่โดยแรงคนนำรถเข้าไปรับจ้างในเขตถนนเจริญกรุงและถนนเยาวราช  กรรมกรสามล้อจึงพากันประท้วงและประทะกับตำรวจที่ถนนเจริญกรุงระหว่างโรงหนังเฉลิมกรุงกับสะพานมอญ   ผลของการประทะตำรวจได้จับกุมกรรมกรสามล้อไปหลายสิบคนในข้อหาก่อจราจล     กรรมกรสามล้อจึงพากันแห่ไปหาพลโท ขุนปลดปรปักษ์ ภิบูลย์ภานุวัฒน์ ผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนคร ขุนศึกของจอมพล ป.อีกคนหนึ่ง ซึ่งขณะนั้นเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกลาโหม(จอมพล ป.เป็นรัฐมนตรี)  พลโท ขุนปลดฯ จึงเป็นผู้ประกันกรรมกรสามล้อที่ถูกจับทั้งหมด   และมีการเจรจารอมชอมกันโดยตำรวจเป็นฝ่ายอ่อนข้อให้สามล้อเข้าไปรับจ้างได้ในบางเขต บางเวลา ข้อหาจลาจลเป็นอันยกเลิกไป     กรรมกรสามล้อจึงได้จัดตั้งเป็นสหพันธ์กรรมกรสามล้อขึ้นในปี 2493  โดยมี พลโท ขุนปลดฯเป็นประธาน  นายประเสริฐ ขำปลื้มจิตร กรรมกรสามล้อเป็นรองประธาน  นายแสนนภา บุญราศี(นักร้อง) เป็นเลขาธิการ       จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวของกรรมกรในยุคนี้มักไม่เป็นตัวของตัวเอง  ไม่เชื่อมั่นในตนเองเมื่อเกิดปัญหา   แทนที่จะพึ่งพลังของตน นเองก็ใช้วิธีเชิญนักการเมืองมาช่วยเหลือ

รัฐบาลยังสนับสนุนบุคคลต่างอาชีพจัดตั้งเป็นสหพันธ์ต่างๆเช่น สนับสนุนให้แม่ค้าหาบเร่ แผงลอย ช่างถ่ายรูปที่เขาดินวนา แม่ค้าสะพานหัน สะพานมหาพฤฒารามฯลฯ รวมกันเข้าเป็นสหพันธ์แม่ค้าย่อย  มีนาย สมัย คมกฤช  นายโกศล กิจจานุวัฒน์  นางเสรี บุพการี นายกรานต์ เกิดนพคุณ  เป็นประธานกรรมการ และเลขานุการเป็นต้น   ในปี 2494  รัฐบาลจอมพล ป.ก็สนับสนุนให้มีการจัดตั้ง “สหพันธ์กรรมกรหญิง” ขึ้น    โดยอยู่ในความอุปการะของท่านผู้หญิง ละเอียด พิบูลสงคราม   มีนางจำนงค์  ทิพย์พยอม เป็นประธาน  นาง ไคล ชุณหจันทร์ เป็นเลขาฯ  สหพันธ์นี้สอนเย็บปักถักร้อย  ทำกับข้าว  แม่บ้าน และอื่นๆ  มีกรรมกรหญิงเป็นสมาชิกมาก   เพราะใช้วิธีการเดียวกับสมาคมกรรมกรไทย ที่จอมพล ป.เป็นผู้อุปการะ    กรรมกรที่เป็นสมาชิกจะได้รับการช่วยเหลือสงเคราะห์ยามเจ็บป่วย คลอดบุตร ตาย โดยสมาชิกไม่ต้องเสียเงินค่าบำรุงแต่อย่างใด

พ.ศ. 2497 รัฐบาลจอมพล ป. ได้สนับสนุนให้ตั้ง”สมาคมกรรมกรเสรีแรงงานแห่งประเทศไทย” ขึ้นอีกสมาคมหนึ่ง   เป็นที่รู้กันว่าสมาคมนี้มีพลต.อ เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจเป็นผู้ให้การอุปถัมภ์ เหตุ ผลก็คือเพื่อสามารถควบคุมกรรมกรได้อย่างใกล้ชิดและใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง     นายเลื่อน บัวสุวรรณ พ่อค้าใหญ่คนหนึ่งได้รับการสนับสนุนให้เป็นนายกสมาคมแห่งนี้     มีนายประภาส สุคนธ์ และ นาย เสนอ สว่างพันธ์ เป็นเลขาฯและอุปนายก

เด่นพงษ์ พลละคร ได้เขียนบรรยายสภาพของการก่อตั้งสหภาพแรงงานในสมัยนั้นว่า  “รัฐบาลสมัยนั้นตั้งหน้าตั้งตารวบรวมชนชั้นกรรมาชีพมาไว้ในสมาคมเดียวกัน  มีสำนักงาน  มีเจ้าหน้าที่บริหารให้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์      มีหนังสือพิมพ์เป็นเครื่องมือทั้งภาษาไทย อังกฤษ และจีน  มีเงินอุดหนุนค่าเช่าสถานที่  ค่าจ้างพนักงานเจ้าหน้าที่  ค่าน้ำค่าไฟ   ใครเจ็บป่วยมีค่ารักษาพยาบาล    ใครคลอดลูกมีเงินอุดหนุนให้  ใครว่างงานสมาคมฯหางานให้ทำ   ใครไม่พอใจนายจ้างสมาคมฯช่วยพูดให้   แต่ว่ากันที่จริงแล้วก็คือ  รัฐบาลทำงานสงเคราะห์กรรมกรโดยผ่านสมาคมกรรมกรทั้งสองแห่งและผ่านกรมประชา สงเคราะห์นั่นเอง”

และเขายังชี้ไว้ในข้อเขียนของเขาอีกว่า  “เนื่องจากวัตถุประสงค์ของสมาคมฯทั้งสองนี้มุ่งหนักไปในทางการเมืองและมีนักการเมืองระดับสูงที่มีอิทธิพลในรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องอยู่ด้วยอย่างใกล้ชิด   ประกอบกับสมาชิกของสมาคมเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องเสียค่าบำรุง       ดังนั้นสมาคมเหล่านี้จึงไม่อาจยืนอยู่บนขาของตัวเองได้   และในขณะเดียวกันก็คิดว่าแม้ไม่มีทุนดำเนินงานรัฐบาลก็ช่วยจ่ายค่าแรงหรือซื้อข้าวสาร เนื้อเค็มมาแจกให้กิน   นายจ้างไม่จ่ายค่าแรงในขณะนัดหยุดงาน    รัฐบาลยังแอบมาจ่ายค่าแรงให้ก็มี   ดังนั้นจึงเท่ากับว่าสมาคมแรงงานเหล่านี้ตั้งขึ้นเพราะรัฐบาลเป็นผู้สนับสนุนเพื่อเป็นเครื่องมือของรัฐบาลและทำอะไรๆตามที่คนของรัฐบาลสั่งเท่านั้น”  

เพื่อจะต่อต้านคอมมิวนิสต์ให้ได้ผลนอกจากจะจัดให้สมาคมกรรมกรไทยเข้าเป็นสมาชิกของสหพันธ์กรรมกรโลกเสรี (ICFTU) แล้ว   สมาคมกรรมกรไทยยังอยู่ใต้อิทธิพลของบางองค์กรที่มีวัตถุประสงแนวเดียวกันที่เข้ามาแทรกแซงด้วยเช่น  สันนิบาติเสรีพันธ์ ซึ่งมีนายสังข์ พัฒโนทัยเป็นเลขาธิการ    เอ็ม อาร์ เอ  หรือขบวนการฟื้นฟูศัลธรรม(หลวงวิเชียรแพทยาคม)  เพราะสมาคมฯรับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลคนในสมาคมจึงต้องร่วมมือทำการต่อต้านคอมมิวนิสต์ตามนโยบายรัฐบาลด้วย

ปี 2494 สมาชิกของสมาคมกรรมกรไทยการต่อต้านคอมมิวนิสต์บางส่วนจะถูกเรียกไปอบรมที่สำนักงานใหญ่สันนิบาติเสรีพันธ์   มีการจัดตั้งเป็นหน่วยต่างๆเช่นหน่วย ก. หรือหน่วยกึกก้องกัมปนาท มีนาย ฉาย วิโรจน์ศิริ  เป็นหัวหน้า หน่วย ม. หรือหน่วยมหากาฬ มีนายสังข์ พัฒโนทัย เป็นหัวหน้าเป็นต้น   กรรมกรถูกใช้ไปทำการโฆษณาต่อต้านคอมมิวนิสต์ ตามนโยบายของสันนิบาติเสรีพันธ์และรัฐบาล     เช่นไป ปิดแผ่นปลิวโฆษณาตามที่ต่างๆทั่วประเทศ  มีนาย พัฒน์ นิวาสานนท์ เป็นหัวหน้าฝ่ายโฆษณา   มีการนำพวงหรีดไปวางหน้าสถานทูตรัสเซียในโอกาสคล้ายวันเกิดของ โจเซฟ สตาลิน ผู้นำของรัสเซียสมัยนั้น  รวมตลอดทั้งปลอมแปลงเครื่องแต่งกายและโกนหัวคล้ายพระถูกจับไปไถนา  เพื่อประกอบการโฆษณาว่า  คอมมิวนิสต์ทำลายศาสนา  สึกพระมาไถนาเป็นต้น

แต่การกระทำดังกล่าวต้องประสบกับความล้มเหลวเพราะคำสารภาพของผู้ที่ได้ไปปฏิบัติงานกล่าวว่า ถูกชาวบ้านต่อต้าน คัดค้าน และทำลายแผ่นปลิวรวมทั้งไล่ชกต่อยผู้ที่นำแผ่นปลิวไปปิด   ระยะหลังจึงไม่มีใครกล้าไปทำ  และต่อมา “กรรมกรไทยดูจะรู้ถึงข้อผิดพลาด  จึงมีการเปลี่ยนแปลงท่าทีกันใหม่ในภาย หลัง   โดยพยายามปรับปรุงแก้ไขตนเองเพื่อให้เป็นกรรมกรไทยที่แท้จริง”     อย่างไรก็ตามเจ้าหน้าที่ของสมาคมกรรมกรไทยบางคนได้กล่าวยอมรับว่า...ในระยะหนึ่งสมาคมได้ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนัก การเมือง(จอมพล ป.)จริง     แต่เป็นการแอบแฝงเข้าไปเพื่อใช้อิทธิพลทางการเมืองมาปลุกเร้ากรรมกรให้ตื่นตัว    ไม่ใช่การยอมสยบยอม..      เพราะถ้าไม่อาศัยอำนาจที่ดำรงอยู่ในขณะนั้นก็ไม่สามารถทำการเคลื่อนไหวได้  ซึ่งในระยะหลังกรรมกรได้พยายามยึดอำนาจกลับคืนมาได้เรื่อยๆ  จนกระทั่งสามารถขับนาย ฉาย  วิโรจน์ศิริ ออกไปจากสมาคมกรรมกรได้ในที่สุด

ในช่วงนี้ถึงแม้รัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซงขบวนกรรมกรอย่างเป็นระบบก็ตาม   แต่กรรมกรไทยไม่เคยละทิ้งการเคลื่อนไหวอันชอบธรรมดังจะเห็นได้จาก การเคลื่อนไหวต่อสู้ของกรรมกรรถไฟ (กบฏมักกะสัน)กล่าวคือนอกจากการหยุดงานต่อสู้เรียกร้องค่าแรงและสวัสดิการที่ดีกว่าของกรรมกรโรงสี 18 โรงแล้ว   การต่อสู้ที่ต้องเอาเสรีภาพไปแลกกับปากท้องผลประโยชน์ของคนงานรถไฟแห่งประเทศไทยก็เป็นประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งของกรรมกรไทย      การต่อสู้เริ่มต้นขึ้นเมื่อคนงานได้เสนอให้มีการปรับปรุงรายได้และสวัสดิการต่อการรถไฟซึ่งขณะนั้นยังเป็นของราชการอยู่ ไม่ได้แยกออกมาเป็นอิสระอย่างเช่นทุกวันนี้  เพราะขณะนั้นไทยยังไม่ได้กู้เงินจากธนาคารโลกเพราะไม่ยอมรับเงื่อนไขว่าเมื่อกู้แล้วต้องแยกออกมาเป็นองค์กรที่เป็นอิสระจากรัฐ

การต่อสู้ของกรรมกรรถไฟเริ่มตั้งแต่ปี 2493 โดยฝ่ายกรรมกรได้ยื่นข้อเรียกร้องในเรื่องสวัสดิการของคนงานในปัญหาสำคัญๆเช่น  การเจ็บป่วยให้ลาได้ 60 วัน  ลาบวชได้ 120 วัน   ให้จ่ายบำเหน็จปีละ 1 เดือนของค่าจ้าง สำหรับกรรมกรหญิงให้ลาคลอดลูกได้ 60 วันเป็นต้น  ข้อเรียกร้องเหล่านี้ทางการรถไฟได้ยอมให้ตามข้อเรียกร้อง  ในปีต่อมาทางการรถไฟได้ออกระเบียบใหม่ให้กรรมกรต้องแต่งเครื่องแบบมาทำงาน   ฝ่ายกรรมกรจึงได้ยื่นข้อเรียกร้องห้ระงับการใช้ระเบียบนี้   ถ้าหากการรถไฟจะให้แต่งเครื่องแบบจริงก็ขอให้จ่ายเครื่องแบบให้ปีละสองชุดเป็นต้น   

การพิจารณาข้อเรียกร้องของฝ่ายกรรมกรในเรื่องนี้ได้ยืดเยื้อต่อมาและเกิดปัญหาขัดแย้งเพิ่มมากขึ้น  เพราะต่อมาฝ่ายกรรมกรได้ยื่นข้อเรียกร้องให้มีการปลดย้ายพนักงานของการรถไฟบางคนที่กรรมกรเห็นว่าไม่เหมาะสมที่จะเป็นฝ่ายบริหาร  ซึ่งทางการรถไฟไม่สามารถตกลงตามคำเรียกร้องได้  เมื่อตกลงกันไม่ได้จึงพร้อมใจกันนัดหยุดงานสนับสนุนข้อเรียกร้องของตนโดยเริ่มหยุดงานในวันที่ 21 มันาคม 2495  ทางการได้ตอบโต้การนัดหยุดงานโดยให้เจ้าพนักงานตำรวจเข้าทำการจับกุมผู้นำกรรมกร 7 คน คือนายประกอบ โตลักษณ์ล้ำ นายพล เพิ่มพาณิชย์  นายเสริม  ทรากกลิ่นหอม  นายนิมิต   มุติภัย  นายสุพจน์ ฟองสินธุ์  นายวีระ  ถนอมเลี้ยง และนายสุวิทย์ เนียมสา  แม้พวกผู้นำการเรียกร้องจะถูกจับกุมตัวไปก็ตามการเรียกร้องก็มิได้ สลายลง     กรรมกรยังหยุดงานต่อมาอีก 2 วัน จึงกลับเข้าทำงานโดยทางการรถไฟยินยอมตามข้อเรียกร้อง

ส่วนผู้นำกรรมกรทั้ง 7 คนนั้นถูกควบคุมตัวอยู่ 43 วันจึงได้รับการประกันตัว  แต่ได้ถูกส่งฟ้องศาลในข้อ หา”กบฏ” ที่รู้จักกันในนาม ”กบฏมักกะสัน”  เพราะกรรมกรที่ทำการต่อสู้ครั้งนั้นส่วนใหญ่ทำงานประจำอยู่ที่โรงงานของการรถไฟที่มักกะสันนั่นเอง   สำหรับการพิจารณาคดีกบฏเพราะเรียกร้องความเป็นธรรม  ปรากฏว่าศาลพิจารณายกฟ้องและปล่อยตัวจำเลยทั้งหมด      แต่ทั้งๆที่ศาลยุติธรรมยกฟ้องไปแล้วเมื่อผู้นำทั้ง 7 ยื่นคำร้องขอกลับเข้าทำงานอีก   ทางการรถไฟกลับปฏิเสธไม่ยอมรับผู้บริสุทธิ์ทั้ง 7 เข้าทำงานโดยไม่มีเหตุผลที่ชอบธรรม        การต่อสู้ของกรรมกรรถไฟมักกะสันครั้งนี้สรุปได้ว่า  ชัยชนะจะได้มาด้วยการต่อสู้  และการต่อสู้ที่ได้ผลนั้นต้องรวมพลังให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน      มวลชนกรรมกรนั้นเป็นผู้รักสันติ     ในการเรียกร้องต่างๆมักจะทำไปด้วยความสงบ ไม่นิยมความรุนแรงแต่มักจะถูกบีบบังคับให้กระทำในด้านตรงกันข้ามอย่างไม่มีทางอื่นให้เลือก   อีกทั้งถูกจับกุม คุมขัง และยัดเยียดข้อหาร้ายแรงให้อีกด้วย 





Wednesday, August 12, 2015

ประวัติการต่อสู้ของชนชั้นกรรมกรไทย 1 , 2

ประวัติการต่อสู้ของชนชั้นกรรมกรไทย 1

หมายเหตุ:   เรื่องประวัติการต่อสู้ของกรรมกรไทยนี้คัดมาจากจุลสารเรื่อง ”พัฒนาการของขบวนกรรม กรไทย”  ที่พิมพ์เผยแพร่เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2523 เนื่องในวันกรรมกรสากล หรือที่ทางการไทยในยุคนั้นเรียกให้เพี้ยนไปว่า “วันแรงงานแห่งชาติ”   โดยคณะผู้ดำเนินงานมูลนิธิ อารมณ์  พงศ์พงัน   เราเห็นว่าบทบาทและจิตวิญญาณในการต่อสู้ที่เต็มไปด้วยความวีระอาจหาญของผู้ใช้แรงงานไทยรุ่นก่อนนั้น..น่าจะได้รับการสืบทอดและพัฒนาให้เข้มแข็ง       เพราะในเวลาที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนี้..พลังของชนชั้นกรรมกรไทยด้านหนึ่ง..ได้ถูกกัดกร่อนบ่อนเซาะทำลายและแยกสลายไปแทบจะหมดสิ้นโดยชนชั้นผู้กดขี่โดยผ่านผู้นำกรรมกรบางคนที่ยอมทรยศต่อพี่น้องของตนเองเพื่อประโยชน์ส่วนตน    จนขบวนกรรมกรไทยกลายเป็นซากร่างทียังมีลมหายใจในการสร้างกำไรและความสุขให้แก่ชนชั้นผู้กดขี่เท่านั้น      อีกด้านหนึ่งก็เนื่องมาจากสาเหตุต่างๆทั้งที่เป็นเงื่อนไขภายในของชนชั้นกรรมกรเองและปัจจัยแวดล้อมของสังคมทุนนิยมที่ได้แปรเปลี่ยนจิตสำนึกทางชนชั้นให้เสื่อมสลายไป     ในขณะนี้จะมีกรรมกรสักกี่คนที่ยังคงระลึกถึงรากเหง้าประวัติการต่อสู้ของชนชั้นตน    รู้ถึงการดิ้นรนต่อสู้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น     มีแต่จะถูกชักจูงจากผู้นำแรงงานขุนนาง    นักไต่เต้า   และนักฉวยโอกาส  ให้ละทิ้งอุดมการณ์   ความมุ่งมั่นที่จะต่อสู้และจิตสำนึกที่ดีงามไปเสียสิ้น    ดังนั้นเราจึงใคร่ขอนำประวัติการเคลื่อนไหวต่อสู้ของชนชั้นกรรม กรไทยในอดีตมาเสนอ   เพื่อให้กรรมกรไทยในปัจจุบันได้เรียนรู้เรื่องราวของอดีต   เรียนรู้ถึงจิตใจที่วีระอาจหาญของคนรุ่นก่อน......ว่าต้องต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคมาด้วยความเหนื่อยยากเพียงใด      ทั้งเป็นการยกระดับจิตสำนึก และเป็นพลังที่จะสร้างสรรค์และบุกเบิกหนทางไปสู่อนาคตที่รุ่งโรจน์ของชนชั้นตน

เกริ่น....กำเนิดและพัฒนาการของพลังกรรมกรไทย

พ.ศ.2365 จักรวรรดินิยมอังกฤษได้ส่งทูต เซอร์ จอห์น เบาริ่ง เข้ามาเจรจาทำสัญญาค้าขายกับไทย  หลังจากนั้นอีก 10 ปี  จักรวรรดินิยมอเมริกาก็ได้ส่ง เอ็ดมัน โรเบิร์ตเข้ามาทำสัญญาค้าขายกับไทยบ้าง  ผู้แทนของจักรวรรดินิยมทั้งสองชาติได้แสดงอำนาจและเอารัดเอาเปรียบไทยด้วยประการต่างๆ   แต่ไทยก็มิได้ยินยอมตาม  แต่จักรวรรดินิยมอังกฤษก็ไม่ได้ลดละความพยายาม   ได้ส่ง เซอร์ จอห์น เบาริ่ง เข้ามาอีกครั้งหนึ่ง   ด้วยเล่ห์เหลี่ยมและอำนาจอิทธิพลทำให้การเจรจาประสบความสำเร็จได้มีการทำสัญญาแห่งความไม่เสมอภาคขึ้นระหว่างไทยกับอังกฤษเรียกว่า “สัญญาเบาริ่ง” ลงนามกันในวันที่ 5 เมษายน 2398    สัญญาฉบับนี้ส่งผลให้ฐานะและสังคมไทยเปลี่ยนไป   กล่าวคือ..ผลของสัญ ญานี้    ทำให้ศาลไทยไม่มีอำนาจในการพิพากษาคดีความของคนในบังคับอังกฤษ(British Subjects)ที่กระทำความผิดในดินแดนไทย       คนอังกฤษและคนในบังคับของอังกฤษที่ทำผิดในประเทศไทยจะต้องให้ศาลกงสุลอังกฤษพิจารณาพิพากษา   ไทยจะกำหนดอัตราภาษีเองไม่ได้   และจะต้องเก็บภาษีขาเข้าได้ไม่เกินร้อยละ 3   ไทยต้องยกเลิกพระคลังสินค้าซึ่งเป็นสำนักงานดำเนินการค้าขายกับต่างประเทศ   การทำสัญญาฉบับนี้ไทยจำต้องยอมเพราะจักรวรรดิ์นิยมอังกฤษนำเรือปืน 4 ลำเข้ามาบีบบังคับ

หลังจากเพรี่ยงพล้ำต่ออังกฤษแล้ว  ไทยก็ถูกรุมกินโต๊ะจากประเทศจักรวรรดินิยมอื่นๆเช่น สหรัฐอเมริกา  ในพ.ศ. 2399  ฝรั่งเศส พ.ศ.2400  เด็นมาร์ก พ.ศ.2402  โปรตุเกส 2403 และฮอลันดาเมื่อ 2404 ฯลฯสนธิสัญญาดังกล่าวล้วนแล้วแต่ดำเนินรอยตามสัญญาเบาริ่ง   ประเทศไทยได้กลายไปเป็นตลาดรับสิน ค้าที่ประเทศจักรวรรดินิยมเหล่านั้นระบายเข้ามา    พร้อมกันนี้ก็เป็นแหล่งวัตถุดิบราคาถูกส่งไปป้อนอุต   -สาหกรรมในประเทศของตน     ในขณะเดียวกันก็มีการลงทุนในประเทศไทยด้วยการมาตั้งโรงสี    โรง เลื่อย  และโรงงานอื่นๆอีกหลายสาขา     สังคมไทยแต่เดิมเป็นสังคมเกษตรกรรมต้องเปิดทางให้แก่ วิสาหกิจอุตสาหกรรมไปด้วย   กำลังแรงงานในภาคเกษตรกรรมที่ล้าหลังได้จึงเริ่มหลั่งไหลเข้าสู่วงจรอุตสาหกรรมของระบอบทุนนิยมอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

เมื่อมีโรงงานก็ย่อมมีกรรมกรหรือผู้ใช้แรงงานเกิดขึ้น     ในประวัติศาสตร์แรงงานไทยกรรมกรสมัยใหม่ได้ถือกำเนิดขึ้นในราวๆพ.ศ.2401    เป็นกรรมกรโรงสีที่ตั้งขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทยโดยนายทุนชาวอเมริกัน      ด้วยสาเหตุนี้จึงสามารถกล่าวได้ว่า...การถือกำเนิดของชนชั้นกรรมกรไทยและประวัติของชนชั้นนี้มีความสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับการคุกคามของประเทศจักรวรรดินิยมตะวันตก  
จำนวนกรรมกรโรงสีรุ่นแรกจึงถือได้ว่าเกิดขึ้นในปีพ.ศ.2401  มีจำนวนเพียงเล็กน้อย  จนอีกประมาณ 31 ปีต่อมาในพ.ศ. 2402 จำนวนกรรมกรโรงสีจึงทวีขึ้นกว่าพันคน   ทั้งนี้เพราะอุตสาหกรรมโรงสีมีวัตถุดิบคือข้าวที่ส่งเป็นจำนวนมากบรรดานายทุนจึงลงทุนด้านโรงสีมากกว่าอุตสาหกรรมอื่นๆ   กิจการค้าข้าวจึงเป็นสินค้าส่งออกที่สร้างความร่ำรวยให้แก่นายทุน พ่อค้าข้าว เป็นจำนวนมหาศาล   เฉพาะในช่วงเวลาดังกล่าวนี้..เฉพาะในกรุงเทพมีจำนวนโรงสีถึง 23 โรง

ในช่วงเวลาประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาพอจะลำดับการถือกำเนิดของชนชั้นกรรมกรไทยได้ดังต่อไปนี้
พ.ศ. 2401 เริ่มมีอุตสาหกรรมโรงสีข้าว  กรรมกรโรงสีได้ถือกำเนิดขึ้น
พ.ศ. 2415  กรรมกรโรงพิมพ์
พ.ศ. 2427  กรรมกรเหมืองแร่
พ.ศ. 2430  มีการก่อตั้งอุตสาหกรรมไฟฟ้า เกิดกรรมกรไฟฟ้าและรถราง
พ.ศ. 2431  กรรมกรป่าไม้
พ.ศ. 2433  เกิดการรถไฟไทย มีทางรถไฟยาว 264 กม. เกิดกรรมกรรถไฟ
ในช่วงที่กล่าวมานี้กรรมกรในแต่ละกิจการมีไม่มากนัก  อยู่กันกระจัดกระจายจึงตกอยู่ในภาวะถูกเอารัดเอาเปรียบอย่างมาก    ในระยะต่อมาเริ่มมีอุตสาหกรรมขนาดใหญ่  กรรมกรจึงมีจำนวนมากขึ้นเช่น
พ.ศ. 2456  เกิดกรรมกรโรงงานปูนซีเมนต์
พ.ศ. 2462  เกิดกรรมกรโรงงานยาสูบ
พ.ศ. 2463  เกิดกรรมกรสวนยาง
พ.ศ. 2469  เกิดกรรมกรโรงงานไม้ขีดไฟ
พ.ศ. 2472  เกิดกรรมกรโรงกลั่นสุรา
พ.ศ. 2476  เกิดกรรมกรโรงงานทอผ้า
พ.ศ. 2480  เกิดกรรมกรโรงงานน้ำตาล
พ.ศ. 2493  เกิดกรรมกรโรงงานปั่นด้าย

โรงงานที่เกิดขึ้นช่วงแรกมีไม่มากนักและตั้งอยู่กระจัดกระจาย  ชนชั้นกรรมกรก็ยังมีจำนวนไม่มากนักจึงไม่สามารถรวมตัวกันให้เป็นปึกแผ่นได้ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อชนชั้นกรรมกรเลย

ในระยะต่อมาเป็นที่น่าสังเกตว่าแม้ผลิตผลทางการเกษตรของประเทศจะเพิ่มมากขึ้น   แต่อัตราส่วนแรงแรงงานนอกภาคเกษตรกรรม     โดยเฉพาะด้านอุตสาหกรรมก็เพิ่มสูงขึ้นจำนวนโรงงานในภาคอุตสาห- กรรมเพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าตัว   จำนวนโรงงานจาก 16,007 โรงในปีพ.ศ. 2503  เพิ่มขึ้นเป็น 44,258 โรงในปีพ.ศ.2511      ซึ่งทางรัฐบาลได้พยายามเร่งส่งเสริมการลงทุนมากขึ้นเท่าใดจำนวนโรงงานก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น   ซึ่งจะส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของจำนวนกรรมกรซึ่งเปรียบเสมือนเงาตามตัว   ในขณะเดียวกันก็จะส่งผลต่อการขยายตัวของเศรษฐกิจของชาติอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้      เมื่อพิจารณาถึงการเพิ่มขึ้นของชนชั้นกรรมกรในช่วง 20 ปืที่ผ่านมาจะเห็นได้ว่า ในปี 2503มีผู้อยู่ในวัยทำงาน 17,310,993 คน เป็นผู้มีงานทำ 13,836,795 คน   เป็นแรงงานในภาคเกษตรกรรม 11,334,383คน  อยู่ในภาคอุตสาห - กรรม 16,32,248 คน   ปี 2520      ผู้ที่อยู่ในวัยทำงานมีจำนวน  16,180,200 คนเป็นผู้มีงานทำ 15,967,700 คน  เป็นแรงงานที่เป็นลูกจ้างของรัฐและเอกชนจำนวน 4,283,800 คน

จากตัวเลขที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่าการขยายตัวของอุตสาหกรรมทำให้กำลังของชนชั้นกรรมกรขยายตัวในอัตราที่สูง  และจะมีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของพลังการผลิตเป็นอย่างมาก   เมื่อพลังของกรรม กรก่อรูปขึ้นท่ามกลางการขยายตัวของเศรษฐกิจแห่งชาติจึงมีความจำเป็นต่อการทำความ เข้าใจถึงประ สบการณ์และบทบาทที่ผ่านมาของชนชั้นกรรมกรไทย

2.  ช่วงก่อน พ.ศ. 2488

แม้ว่ากรรมกรไทยได้ถือกำเนิดมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2401 แล้วก็ตาม  แต่ปรากฏว่ามวลกรรมกรหาได้รับความคุ้มครองหรือได้รับการดูแลจากรัฐแต่อย่างใดไม่        รัฐไม่ได้ออกกฎหมายรับรู้หรือรับรองสิทธิ์หรือให้ความคุ้มครองใดๆต่อกรรมกรเลย      เพียงแต่พยายามเข้ามามีบทบาทในการควบคุมการเกณฑ์แรงงานเท่านั้น   ดังนั้นในปลายปี พ.ศ. 2440 กรรมกรรถรางได้รวมตัวกันก่อตั้งสมาคมแรงงานขึ้นโดยมีสมาชิกราวๆ 300 คน   มีวัตถุประสงค์ที่สมาคมแถลงต่อรัฐบาลคือ  ส่งเสริมการประหยัก  สงเคราะห์ผู้ชราและคนพิการ  ส่งเสริมความสามัคคี ฯลฯ รัฐบาลจึงไม่อาจปฏิเสธการจดทะเบียนสมาคมฯนี้ได้  และพยายามดัดแปลงให้สมาคม จำกัดขอบเขตและบทบาทให้อยู่แต่เพียงด้านสังคมสงเคราะห์เท่านั้น   แต่ไม่สำเร็จ     เพราะกรรมกรรถรางเคยมีปัญหากับฝ่ายเจ้าของคือบริษัทไฟฟ้าสยามมาก่อนหน้านี้   เมื่อกรรมกรก่อตั้งสมาคมขึ้นมา   ทางบริษัทไม่ยอมรับคณะกรรมการของสมาคมในการเจรจาไกล่เกลี่ยข้อพิพาท   ในที่     สุดรัฐบาลต้องเข้ามาจัดการประนีประนอม       และจากนั้นมาสมาคมกรรมกรรถรางก็ได้มีบทบาททางการเมืองมากขึ้น

ปี 2444 ได้มีกฎหมายเกี่ยวกับคนงานฉบับแรกของประเทศไทยคือ “ข้อบังคับของกรมตำรวจ” เกี่ยวกับการควบคุมคนใช้ที่ทำงานอยู่ในบ้านของชาวต่างชาติ     แต่กฎหมายฉบับนี้ก็มิได้ให้ความคุ้มครองคนของตนแต่อย่างใด   ตรงกันข้ามกลับมีวัตถุประสงค์เป็นการควบคุมลูกจ้างมากกว่าดูแล    และเพื่อคุ้ม ครองหรือเป็นประโยชน์ต่อชาวต่างชาติผู้เป็นนายจ้างโดยตรง    ต่อจากข้อบังคับของกรมตำรวจแล้วก็มีประกาสให้มีการ“จดทะเบียนรถลาก” ประกาศนี้ก็มีวัตถุประสงค์มุ่งคุ้มครองความปลอดภัยของผู้โดยสาร
หลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ไทยเข้าเป็นสมาชิดขององค์กรแรงงานระหว่างประเทศ(ไอ.แอล.โอ) ในพ.ศ. 2462 ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่เริ่มต้นขององค์กร     และได้เข้าร่วมประชุมครั้งแรกที่กรุงวอชิงตัน ประเทศสหรัฐอเมริกา   และถูกสันนิบาติชาติถามเกี่ยวกับกฎหมายแรงงานตัวแทนรัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ตอบไปว่า ประเทศไทยเป็นประเทศกสิกรรม อุตสาหกรรมยังมีน้อย  ปัญหากรรมกรยังไม่มีและยังไม่มีความจำเป็นที่จะมีกฎหมายกรรมกร   ดังนั้นกรรมกรไทยจึงยังไม่ได้รับความคุ้มครองจากรัฐเรื่อยมา     ในปี พ.ศ.2470  รัฐได้มีการตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับอุตสาหกรรมและคุ้มครองคนงาน   ซึ่งคณะกรรมการเห็นสมควรให้มีกฎหมายดังกล่าวแต่ก็หาได้มีการร่างหรือประกาศใช้กฎหมายดังกล่าวไม่

ดังนั้นเมื่อสำรวจสภาพการใช้แรงงานของกรรมกรไทยในช่วงก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2 จะเห็นถึงการ เอารัดเอาเปรียบกรรมกรว่ามีระดับความรุนแรงมากเพียงใด   โดยดูจากค่าจ้างแรงงาน   ชั่วโมงการทำ งาน   และสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของบรรดากรรมกร       ประการสำคัญที่สุดก็คือภาพสะท้อนจากการต่อสู้ของกรรมกรเอง        ก็น่าจะชี้ให้เห็นได้ว่ากรรมกรไทยในยุคนั้นมีลักษณะและสภาพความเป็นอยู่อย่างไร    พ.ศ. 2476-2482 กรรมกรกุลีได้รับค่าแรงเฉลี่ยวันละ 75-80 สตางค์สำหรับผู้ชายและ 60 สตางค์สำหรับผู้หญิง     โดยใช้เวลาทำงานวันละ 9-10 ชั่วโมง     สำหรับช่างฝีมือนั้นจะได้รับสูงสุดไม่เกินวันละ 2 .47 สตางค์    ในขณะที่คนเฝ้ายามได้รับค่าจ้างเดือนละ 25.26 บาท    หัวหน้าคนงานได้ รับเดือนละ 71 บาท  สำหรับคนงานไร้ฝีมือนอกเขตเมืองหลวงจะลดลง   กรรมกรชายได้วันละ 65 สตางค์   กรรมกรหญิงได้วันละ 50 สตางค์เท่ากับแรงงานของกรรมกรรถไฟ

เฉลี่ยแล้วประมาณว่ากรรมกรไร้ฝีมือชายจะได้รับค่าจ้างวันละ 21 บาท     ส่วนกรรมกรหญิงได้เดือนละ  16.50 บาท   ในขณะที่รัฐสภายุคแรกหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองได้กำหนดค่าแรงขั้นต่ำของข้า ราชการไว้ที่ 30 บาทต่อเดือน        ความแตกต่างในรายได้ขั้นพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิตนำไปสู่การเรียกร้องของกรรมกรรถไฟให้เพิ่มค่าแรงจากวันละ 50 สตางค์ไปเป็น 1 บาทต่อวัน     แต่รัฐบาลปฏิเสธโดยอ้างว่าเพื่อต้องการให้กรรมกรรู้จักประหยัด   และอ้างว่าถ้าเพิ่มค่าแรงให้กรรมกรไทยก็จะเอาไปเล่นการพนันหมดทั้งยังข่มขู่กรรมกรอีกด้วยว่า  รัฐสามารถหาแรงงานได้มากมายหรือไม่ก็ใช้เครื่องจักรแทน
สำหรับชั่วโมงการทำงานนั้น  ในปี พ.ศ.2479-2481กรรมกรกรุงเทพต้องทำงานเฉลี่ยอาทิตย์ละ 50 ชั่ว     เมือโมงและเพิ่มเป็น 54 ชั่วโมงในปี 2482   ระยะการทำงานไม่มีกฎเกณฑ์แน่นอนขึ้นอยู่กับนายจ้างเป็นส่วนใหญ่   ในด้านที่พักอาศัยก็ไม่ได้รับการเหลียวแลไม่ว่าจากรัฐหรือนายจ้าง    กรรมกรส่วนมากจึงเช่าห้องแถวอยู่   ที่พักฟรีเท่าที่มีคือโรงยาฝิ่นนั่นหมายความว่าเขาต้องเป็นผู้ติดฝิ่นด้วยจึงจะไปใช้สถานที่ได้เมื่อห้องแถวที่กรรมกรอาศัยเกิดความแออัดและแปรสภาพไปเป็นสลัมที่ไม่น่าดูในสายตาของรัฐแล้ว  การแก้ไขสภาพดังกล่าวก็คือเกิดเพลิงไหม้ไล่ที่   และการสร้างอาคารขึ้นใหม่เพื่อผลประโยชน์ในกิจการอื่นๆของเจ้าของต่อไป

พ.ศ. 2472 เมื่อมีการประกาศใช้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์แล้ว   ก็ได้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับคน งานรวมอยู่ด้วย  ในบรรพที่ 3 ลักษณะ 6 อันว่าด้วย “การจ้างแรงงาน” เกี่ยวกับการจ่ายสินจ้าง   หลัก เกณฑ์วิธีการเลิกจ้างแรงงาน  ซึ่งบทบัญญัตินี้มีส่วยในการคุ้มครองลูกจ้างอยู่บ้าง   แต่ต้องเข้าใจด้วยว่า  บทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้  มิใช่กฎหมายที่ออกมาคุ้มครองแรงงานโดยรงแต่เป็นเรื่องที่ว่าด้วยการจ้างแรงงานโดยทั่วไปซึ่งบทบัญญัติดังกล่าวยังมีผลบังคับใช้อยู่จนทุกวันนี้

ส่วนสิทธิในการรวมตัวกันของกรรมกรไม่มีกฎหมายโดยตรง  หากกรรมกรมีความประสงค์ในการรวมตัวกันก็ทำได้เพียงการตั้ง”สมาคม”เท่านั้น   ซึ่งเป็นแบบเดียวกันกับสมาคมทั่วๆไป   และตามบทบัญญัติของประมวลกฎหมายแพ่งฯ ลักษณะ 3 เรื่องสมาคมนี้     ในการรวมตัวกันเป็นสมาคมดังกล่าวย่อมไม่เหมาะสำหรับกรรมกร       โดยเฉพาะในการยื่นคำขอและต้องได้รับอนุญาตจากทางการเสียก่อนจึงจะก่อตั้งได้  การยื่นขออนุญาตนั้นก็มีความยุ่งยากมาก   ในทางปฏิบัติ..การให้อนุญาตขึ้นอยู่กับอิทธิพลทางการเมืองหรือนโยบายของฝ่ายปกครองในเวลานั้น   ทำให้กรรมกรต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ นักการเมืองไม่เป็นตัวของตัวเอง

นอกจากกฎหมายแพ่งฯที่กล่าวมาแล้ว  ในการจัดการกับกรรมกรรัฐยังใช้กฎหมายลักษณะอาญามาใช้บังคับอีกด้วย   โดยเฉพาะอย่างยิ่งบทบัญญัติที่ห้ามกรรมกรนัดหยุดงาน       ฝ่ายปกครองมักจะใช้กฎ หมายว่าด้วย”กบฏ” เข้ามาจัดการกับกรรมกรคือบทบัญญัติในมาตรา 104 (2) (ประมวลกฎหมายอาญาฉบับที่ยังไม่มีการปรับปรุงแก้ไข)  ที่ว่า..”ผู้ใดยุยง เสี้ยมสอน  หรือแนะนำให้เกิดการนัดหยุดงานเพื่อความประสงค์ที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือประเพณีของบ้านเมือง  หรือจะบังคับรัฐบาลหรือจะข่มขู่ประชาชน      ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 7 ปี และให้ปรับไม่เกินกว่าสองพันบาทอีกด้วยโสดหนึ่ง

ผู้ใดทราบความประสงค์ดังกล่าวแล้วข้างต้นนี้  และเข้ามีส่วนด้วยในการนัดหยุดงาน...ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินกว่า 5 ปี และปรับไม่เกิดนกว่า หนึ่งพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง
(3) ผู้ใดบังคับหรือพยายามบังคับด้วยทำให้เกิดความกลัว    หรือขู่ว่าจะทำร้าย หรือใช้กำลังทำร้ายด้วยประการใดๆให้บุคคลผู้หนึ่งผู้ใดเข้ามีส่วนในการนัดหยุดงาน  ผู้นั้นมีความผิดต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปีและให้ปรับไม่เกินสองพันบาทด้วยอีกโสดหนึ่ง”

ตามบทบัญญัตินี้ ดร.หยุด แสงอุทัย  นักกฎหมายได้อธิบายว่า  ที่จะเป็นความผิดตามมาตรานี้ต้องเป็นการนัดหยุดงานเพื่อเป็นการเปลี่ยนแปลงในรัฐบาลหรือกฎหมายบ้านเมืองเท่านั้น      ถ้ามีเจตนาให้ขึ้นค่าจ้าง หรือลดค่าจ้างก็ไม่ผิดตามอนุมาตรานี้     ในปีพ.ศ. 2475 ได้มีการประกาศ้กฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานรวม 2 ฉบับคือ  พรบ.สำนักงานจัดหางาน  และพรบ.จัดหางานประจำท้องถิ่น   สาเหตุที่ทีการตรากฎหมายทั้ง 2 ฉบับนี้ขึ้นก็เพื่อจัดหางานให้แก่ประชาชน   ซึ่งในระยะเวลานั้นเกิดปัญหาการว่างงานขึ้นเป็นจำนวนมากสืบเนื่องมาจากเศรษฐกิจตกต่ำ

ในปีพ.ศ.2479 รัฐได้ออก”กฎหมายการสอบวนภาวะกรรมกร”  เพื่อสอบสวนและรวบรวมข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความเป็นอยู่ของกรรมกรเพื่อนำมาวางนโยบายและตรากฎหมายแรงงาน   ระหว่างพ.ศ.2480-2484ได้มีการเคลื่อนไหวในหมู่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและคณะรัฐบาลที่จะออกกฎหมายฉบับนี้หลายครั้ง   ปี 2482 ได้มีการเสนอร่างพระราชบัญญัติแรงงานเข้าสู่สภาฯซึ่งร่างกฎหมายฉบับนี้กำหนดชั่วโมงการทำงาน  ค่าจ้าง  การคุ้มครองดูแลคนงานหญิงและเด็ก     การจ่ายเงินค่าทดแทนในกรณีประสบอุ บัติเหตุในขณะทำงาน    แต่ปรากฏว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ต้องตกไปโดยสภาไม่รับหลักการ  พ.ศ.2484 ได้มีการเสนอกฎหมายทำนองเดียวกันนี้เข้าสภาฯอีก   แต่ก็ตกไปโดยปริยายเพราะสภาฯถูกยุบไปในปี 2485   อย่างไรก็ตามรัฐบาลได้ประกาศใช้กฎหมายโรงงานในปี 2482  วางข้อกำหนดเกี่ยวกับการตั้งโรงงาน  ละความปลอดภัยในโรงงาน (กฎหมายได้มีการปรับปรุงแก้ไขหลายครั้ง  ครั้งสุดท้ายประกาศ ใช้พรบ.โรงงานพ.ศ.2512)

การตื่นตัวของชนชั้นกรรมกรไทยในการเรียกร้องให้มีกฎหมายแรงงานที่ครอบคลุมถึงเรื่องที่จำเป็นต่างๆเช่น การปรับปรุงสวัสดิภาพลารทำงาน  โดยเฉพาะสิทธิ์ในการก่อตั้งสหภาพแรงงานได้แพร่กระจายไปในหมู่กรรมกร     การนัดหยุดงานเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมในปัญหาค่าจ้าง  สวัสดิการได้เพิ่มมากขึ้น  นับตั้งแต่หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองพ.ศ.2475 เป็นต้นมากล่าวคือ
เริ่มตั้งแต่ปีพ.ศ.2440   มีการนัดหยุดงานของกรรมกรรถลาก   กรรมกรรถราง หลังจากก่อตั้งเป็นสมาคมแล้ว   เป็นการเรียกร้องเพื่อให้นายจ้างลดค่าเช่าลงจากวันละ 40 สตางค์  ซึ่งเป็นอัตราที่สูงมาก    การต่อสู้ครั้งนี้กรรมกรต้องตกเป็นฝ่ายแพ้ด้วยการยอมประนีประนอมตามข้อเสนอของนายทุนเนื่องจากไม่อาจต่อสู้กับความหิวได้      ในปี 2475 การนัดหยุดงานของกรรมกรหญิงโรงงานย้อมผ้าสามารถเอาชนะการตัดค่าแรงจากวันละ 40 สตางค์เป็น 30 สตางค์ได้    และการนัดหยุดงานของกรรมกรรถลากในกรุงเทพฯ 6,000 คน  เมื่อ 4 สิงหาคม 2475 เป็นเวลา 5 วันเพื่อขอลดค่าเช่าจากวันละ 75 สตางค์เป็น 60 สตางค์ ได้รับผลสำเร็จอย่างงดงาม    จากนั้นการนัดหยุดงานได้กระจายไปตามต่างจังหวัด   ในปี 2478  พนักงานขับรถโดยสารสายเชียงราย-ลำปางได้รับค่าแรงเพิ่มขึ้นภายหลังการนัดหยุดงาน
ปี 2477 กรรมกรขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯประท้วงให้เพิ่มค่าแรงและกฎจราจร  

เดือนสิงหาคม 2479กรรมกรเหมืองแร่ที่ยะลากว่า 200 คน นัดหยุดงานประท้วงการตัดค่าแรงที่ลดลงไป 10 เปอร์เซ็นต์   การประท้วงดังที่กล่าวมานี้มีลักษณะที่โดดเดี่ยว  ไม่มีความเป็นเอกภาพ   การประท้วงครั้งสำคัญที่เปลี่ยนแปลงไปจากลักษณะเดิมได้แก่การประท้วงของกรรมกรโรงสีเมื่อต้นปี 2477  ซึ่งเคยหยุดงานประท้วงมาก่อนหน้านี้       แต่ครั้งนี้เป็นการประท้วงที่มีขนาดใหญ่โดยมีการร่วมมือจากกรรมกรอื่นๆด้วย      กรรมกรโรงสีประท้วงการงดจ่ายเงินพิเศษในวันตรุษจีน(แต๊ะเอีย)ซึ่งเคยมีการปฏิบัติกันอยู่เป็นประจำ   ทางโรงสีข้าวอ้างว่าปีนี้ราคาข้าวตกต่ำ   จึงไม่อาจจ่ายเงินให้ได้ตามปกติ   แต่กรรมกรอ้างว่าไม่เป็นความจริง   จากนั้นกรรมกรโรงสีได้มีการติดต่อกับสมาคมกรรมกรรถรางซึ่งเป็นสมาคมที่จดทะ เบียนถูกต้องตามกฎหมายให้เป็นตัวแทนในการเจรจาข้อพิพาท     พร้อมกันนั้นได้ยื่นข้อเสนอให้รัฐบาลเข้ามาทำการไกล่เกลี่ย  และให้รัฐบาลยึดโรงสีเสียเลยหากจำเป็น   จากนั้นกลุ่มกรรมกรได้แถลงต่อประประชาชนว่าการประท้วงครั้งนี้เป็นการต่อสู้เพื่อสวัสดิการลุความอยู่รอดของชาวสยามทั้งมวล    ในที่สุดรัฐบาลก็เข้ามาประนีประนอมหลังจากที่นายจ้างได้ใช้มาตรการขั้นรุนแรงทำร้ายกรรมกร   ทุนส่วนหนึ่งที่ใช้ในการประท้วงมาจากการขายรูปถ่ายของพระยาพหลฯและหลวงประดิษฐ์ฯ

ก่อนที่การประท้วงของกรรมกรโรงสีจะยุติลง      ทางด้านกรรมกรรถไฟก็ได้มีการหยุดงานประท้วงอีกเช่นกัน  กรรมกรได้เข้ายึดขบวนรถและที่ทำงานในกรุงเทพฯพร้อมกับแถลงต่อประชาชนว่า  ผู้บริหารการรถไฟไม่มีความยุติธรรมและขอให้รัฐบาลเปลี่ยนผู้บริหารเสียใหม่   การประท้วงยุติลงได้เมื่อนายก รัฐมนตรีขึ้นมากล่าวยอมรับข้อเสนอดังกล่าว   หลังจากนั้นรัฐบาลได้ตั่งคณะกรรมการชุดหนึ่งเพื่อศึกษาและแก้ไขปัญหาแรงงานซึ่งก็จำกัดอยู่เฉพาะในกรุงเทพฯเสียเป็นส่วนใหญ่   ในขณะที่ปัญหาการเอารัดเอาเปรียบแรงงานในต่างจังหวัดก็ทวีมากขึ้นเช่นเดียวกัน   เช่นในปี 2484 มีกรรมกรสามล้อนัดหยุดงานเพื่อยื่นคำร้องต่อข้าหลวงประจำจังหวัดให้ตำรวจเพลามือในการจับกุมในกรณีความผิดเล็กๆน้อยๆ   ข้าหลวงไม่ยอมทำตาม   กรรมกรสามล้อจึงนัดหยุดงาน  จึงถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏและยื่นฟ้องศาล   เมื่อคดีถึงศาลฎีกาและถูกยกฟ้องในที่สุด   ต่อิประเด็นนี้จะเห็นได้ว่าในทางปฏิบัติ   ฝ่ายปกครองมักจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายที่ให้อำนาจไว้อย่างกว้างขวางเข้าจัดการกับกรรมกรที่นัดหยุดงานในข้อหากบฎ

สรุป....จะเห็นได้ว่าการเคลื่อนไหวต่อสู้ของกรรมกรไทยในช่วงที่ผ่านมาก่อนพ.ศ. 2488 นั้นกล่าวได้ว่าเป็นการต่อสู้ที่ไม่มีองค์กรจัดตั้งของกรรมกร   การเคลื่อนไหวต่อสู้จึงเป็นไปเองตามธรรมชาติ  เป็นการต่อสู้ที่โดดเดี่ยว   เพื่อเรียกร้องค่าจ้างและความเป็นธรรม   ยังไม่ค่อยจะมีสีสันและการแทรกแซงทางการเมือง   แต่ก็เริ่มมีการพัฒนาในลักษณะที่หนุนเสริมกันอยู่บ้างในบางกรณีที่การอาศัยอำนาจรัฐเข้ามาไกล่เกลี่ย     เมื่อเวลาผ่านไปกรรมกรเริ่มมีความตื่นตัวทางการเมืองมากขึ้น   จนกระทั่งมีการรวมตัวกันอย่างเป็นเอกภาพโดยเริ่มมีการจัดตั้งองค์กรของตนขึ้น