Thursday, April 16, 2015

เลนิน บนเส้นทางปฏิวัติ (13)

19.เกษียณและมรณกรรม



ระหว่างที่เลนินป่วย(1922–23) สตาลินได้ใช้ภาพที่แก้ไขตัดแต่งนี้อ้างว่าเป็นภาพจริงเพื่อประโชน์ในการก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำพรรค
มีความพยายามที่จะกุเรื่องว่าการอสัญกรรมของเลนินมีสาเหตุมาจากโรค ”ซิฟิลิส” ซึ่งอ้างว่าเป็นการทำวิจัยย้อนหลังและลงตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยาของยุโรปเมื่อปี 2004 ทำให้เกิดความสงสัยกันมาก  ท่ามกลางจิตใจที่จดจ่อเคร่งเครียดอยู่กับกับการปฏิวัติต้องควบคุมดูแล  ต้องต่อสู้ในสงครามกลางเมือง และผลต่อเนื่องจากอาการบาดเจ็บในคราวที่ถูกลอบสังหาร ได้รบกวนสุขภาพให้ร่างกายอ่อนแอลงอย่างมากเลนินยังมีหัวกระสุนฝังอยู่ในลำคอจนกระทั่งศัลยแพทย์ชาวเยอรมันได้ผ่าออกเมื่อ 24 เมษายน 1922 
บรรดามิตรสหายผู้ร่วมงานทุกคนต่างยอมรับว่าเลนินทำงานเป็นเวลา14 ถึง 16 ชั่วโมงในแต่ละวันจนแทบจะไม่มีเวลาพักผ่อน สาละวนอยู่กับงานไม่ว่าจะเล็ก ใหญ่อยู่เป็นประจำ เขาทำงานจนกระทั่งวาระสุดท้ายของชีวิต โวลโคโกนอฟ กล่าว

เลนินให้ความสำคัญต่อการขนส่งน้ำมันใน อิวานโนโว-โวสเนสเซงสค์.... การจัดหาชุดทำงานให้แก่กรรม กรเหมือง   สอบถามและติดตามแก้ปัญหาในการผลิตเครื่องกำเนิดไฟฟ้า   ร่างเอกสารมากมายเป็นประจำ  สั่งการ  ตกลงทางการค้า  เป็นธุระในการปันส่วนอาหาร  พิมพ์หนังสือ จุลสาร และบทความต่างๆตามคำเรียกร้องของสหาย   พิจารณาเรื่องการใช้ประโยชน์จากถ่านพีท(ถ่านหินที่เกิดจากการทับถมของพืชในแอ่งเลน....ผู้เรียบเรียง)  ช่วยปรับปรุงการทำงานในโรงงาน โนวิอี     อธิบายความเห็นต่างของวิศวกร พี เอ คอซมิน  ถึงความเป็นไปได้ในการใช้กังหันลมในการผลิตกระแสไฟฟ้าในชนบท       ทั้งหมดนี้เลนินได้ทุ่มเทรับใช้งานเฉพาะหน้าของพรรคอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง

เลนินจำได้ว่าเขาได้พักผ่อนจริงๆเพียงสองครั้งเท่านั้น   ครั้งแรกก็ตอนที่หลบซ่อนตัวจากการไล่ล่าของ รัฐบาลชั่วคราวที่มีเคเรนสกีเป็นผู้นำ(ช่วงเวลานี้ได้นิพนธ์เรื่อง รัฐและการปฏิวัติ)   และตอนที่ถูก ธัญญา คลัปปาน  ลอบสังหาร    เดือนมีนาคมเมื่อคณะแพทย์ที่ตรวจอาการของท่านไม่พบสมุหฐานของโรคไม่ว่าทางประสาทหรือทางพยาธิวิทยาแต่ประการใดนอกจากความอ่อนล้าและอาการปวดศีรษะเล็กน้อยเท่านั้นและได้แนะนำให้พักผ่อน       เมื่อกลับไปเซนต์ปีเตอร์สเบิร์กในเดือนพฤษภาคมเลนินมีอาการทางหัวใจ  ถึงสามครั้งเป็นเหตุให้พูดไม่ได้ไปหลายสัปดาห์     ร่างกายซีกขวาเกิดอาการชาอย่างรุนแรงจนกระทั่งเดือนพฤษภาคมจึงฟื้นกลับมาจากนั้นก็ทำงานได้อย่างจำกัด    ในเดือนพฤศจิกายนได้แสดงปฐกถาขนาดยาวสามครั้ง     เดือนธันวาคม 1922  อาการทางหัวใจได้กำเริบขึ้นอีกร่างกายซีกขวาเป็นอัมพาตทำให้ต้องเลิกภารกิจทางการเมืองทั้งหมด     มีนาคม 1923 อาการกำเริบเป็นตรั้งที่สามครั้งนี้ส่งผลอย่างรุนแรงต้องนอนรักษาอยู่บนเตียงโดยไม่รู้สึกตัวจนกระทั่งวาระสุดท้าย

เลนิน 1923

หลังจากมีอาการหัวใจล้มเหลวครั้งแรก เลนินได้เสนอรายงานของตนต่อรัฐบาลโดยให้ นาเดซดา ภรรยาเขียนตามคำบอกของเขาโดยเนื้อหาทั้งหมดเป็นข้อเสนอแนะของเลนิน(การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของโซเวียต) เช่นกรณีจอร์เจียซึ่งเป็นความขัดแย้งในเรื่องวิธีเปลี่ยนแปลงสังคมและการเมืองภายใต้รัฐ ธรรมนูญของสาธารณรัฐให้เสร็จสิ้นไป(ตามเอกสารของพรรค) วิจารณ์ผู้ปฏิงานพรรคระดับนำรวมไปถึง โจเซฟ สตาลิน  กริกอรี ซิโนเวียฟ  เลฟ คาเมเนฟ  นิโคไล บุคฮาริน และลีออน ทร้อตสกีเกี่ยวกับการดำรงตำแหน่งเลขาธิการใหญ่ของพรรคคอมมิวนิสต์(ตั้งแต่1922)ของสตาลิน เลนินรายงานเกี่ยวกับ “อำนาจที่ไม่จำกัดขอบเขต” ในการรวมศูนย์ ที่เขาไม่สามารถยอมรับได้และได้แนะนำบรรดาสหายให้คิดหาทางกีดกันสตาลินออกจากตำแหน่งเลขาธิการใหญ่โดยใช้ถ้อยคำสื่อถึง”บุคลิกภาพ ที่หยาบกร้าน” “ดึงดันโดยไม่จำเป็น” “ขาดทักษะในการแก้ไขสนถานการณ์” และ “มีข้อบกพร่องมากเกินไป” ซึ่งไม่เหมาะสมกับตำแหน่งเลขาธิการใหญ่  

เมื่อเลนินถึงแก่อสัญกรรม, นาเดซดา ได้ส่งคำชี้แนะของเลนินไปยังคณะกรรมการกลางทางไปรษณีย์   และได้อ่านดังๆในการประชุมสมัชชาพรรคครั้งที่ 13 พฤษภาคม 1924   อย่างไรก็ตามอำนาจการนำสูงสุดยังคงอยู่ที่ระบบ ทรอยกา(การลากรถศึกแบบรัสเซียที่ใช้ม้าเทียมสามตัวเรียงกัน)ซึ่งประกอบ ด้วย สตาลิน  คาเมเนฟ  ซิโนเวียฟ  ซึ่งเมินเฉยต่อคำชี้แนะของเลนินจนถึงปี 1925 จึงได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในสหรัฐอเมริกาโดย แม๊กซ์  อีสแมน ปัญญาชนชาวอเมริกัน  และในปีนั้นเองทร้อตสกีก็ได้พิมพ์คำชี้แนะของเลนินโดยย่อเอาแต่สาระสำคัญๆ โดยกล่าวว่าความปรารถนาของเลนินในบันทึกไม่ได้รับความใส่ใจปฏิบัติเท่าที่ควรถูกปกปิดหรือทำลายภายหลังเขาใช้เรื่องนี้ตอบโต้เรียกร้องความสนใจในการต่อต้านสตาลิน

เลนินเสียชีวิตที่กรุงมอสโคว์  เมื่อวันที่ 2  มกราคม 1924 เวลา 18.50 น. สิริอายุได้ 53 ปี  ณ.ที่พำนักของท่านที่อยู่ในอนุสรณ์สถานกอร์กีซึ่งภายหลังได้ชื่อใหม่ว่า กอร์กี เลนินสกีเย   เพียงสี่วัน...ในห้องโถงที่ตั้งศพของ วลาดิมีร์ อิลยิช เลนิน  ผู้นำของบอลเชวิคได้มีประชาชนผู้โศกเศร้าเข้าเยี่ยมคารวะร่างที่ไร้วิญญาณของเขากว่า  999,000 คน   ผู้นำรัฐบุรุษหลายชาติต่างได้ส่งสานส์แสดงความเสียใจ  ซุนยัตเซน  ผู้นำการปฏิวัติจีนได้กล่าวสดุดีว่า

“ตลอดช่วงระยะเวลาของประวัติศาสตร์ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญนับหมื่นต่างใช้คำพูดได้อย่างสละสลวยและคำเหล่านั้นยังคงเป็นเพียงคำพูดอยู่ดี  ยกเว้นท่าน..เลนิน  ท่านไม่เพียงแต่พูดแต่ยังสอนเรา ท่านได้ทำให้คำพูดของท่านเป็นจริงขึ้นมา ท่านได้สร้างประเทศนี้ขึ้นใหม่  ท่านได้ชี้นำให้พวกเราได้เห็นถึงเส้นทางของการต่อสู้ ท่านช่างยิ่งใหญ่กระไรเช่นนั้น ท่านจะไม่ตายไปจากความทรงจำของประชาชนผู้ถูกกดขี่ในทุกๆประเทศ”
วินสตัน  เชอร์ชิล  ผู้สนับสนุนให้สหราชอาณาจักรเข้าแทรกแซงและต่อต้านการปฏิวัติรัสเซีย เป็นพันธมิตรกับขบวนการฝ่ายขาวในการเคลื่อนไหวทำลายชาวบอลเชวิคและลัทธิบอลเชวิคกล่าวว่า
“เขาน่าจะเป็นผู้ที่ค้นพบวิธีกลับสู่เส้นทางสายหลัก...ประชาชนชาวรัสเซียถูกทอดทิ้งให้จมปลักแห่งความทุกข์ทรมาน    การถือกำเนิดของเขาคือความโชคร้าย   แต่การเสียชีวิตของเขาเป็นความเลวร้ายยิ่งกว่า”

พิธีศพ



ผู้เคลื่อนย้ายโลงศพของเลนินจากสถานีรถไฟไปยังหอแรงงาน  เฟลิกซ์  ดเซอร์ซินสกี้ อยู่ด้านหน้าถัดไปคือ ทิโมไฟร ซาโปรนอฟ และเลฟ คาเมเนฟ  อยู่ด้านซ้าย  
ในวันถัดมารัฐบาลโซเวียต ได้ประการกาศการมรณกรรมของเลนินต่อสาธารณชนโดย มิคฮาอิล คาลินิน  ประธานแห่งรัฐอ่านแถลงการณ์อย่างเป็นทางการต่อตัวแทนสมาชิกสภาโซเวียตทั่วทั้งรัสเซียด้วยน้ำตานองหน้าเมื่อเวลา 11 นาฬิกา พร้อมไปกับคณะแพทย์ที่เริ่มชัณสูตรศพ  วันที่ 23 มกราคคณะกรรมการกลางของพรรค  องค์กรพรรคประจำมอสโคว์  บรรดาสหภาพแรงงาน และสภาโซเวียตคนงาน   ได้มาชุมนุมกันหน้าบ้านพักของท่านเพื่อแบกโลงสีแดงที่บรรจุศพ  มีคาเมเนฟ  ซิโนเวียฟ   สตาลิน  บุคฮาริน  บุบโฮฟ และคราซิน  เป็นผู้แบกโลง ฝูงชนที่โศกเศร้าพากันหลั่งไหลมายังสถานีรถไฟตลอดทางเข้าเมืองซึ่งมีระยะทางยาวกว่าห้าไมล์จากสถานีรถไฟปาเวลเลทสกี (Paveletsky)ไปยังหอแรงงานซึ่งเป็นที่ตั้งศพก็หนาแน่นไปด้วยผู้คนประชาชนนับล้านต่างเดินทางมาจากทั่วทั้งสหภาพโซเวียตยืนเข้าแถวหลายๆชั่วโมงท่ามกลางหิมะและอากาศที่หนาวเย็นเพื่อเคารพศพด้วยความอาลัยรัก   หลังการมรณกรรมได้ใม่นาน...เมืองเปโตรกราดก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น”เลนินกราด” เพื่อเป็นเกียรติ์แก่เลนินเรื่อยมาจนถึงปี 1991 เมื่อสหภาพโซเวียตล่มสลายลงจึงเปลี่ยนกลับไปใช้ชื่อเดิมอีกแต่ยังคงไว้ซึ่งชื่อของ  “เขตปกครองเลนินกราด”  เอาไว้  ร่างของเลนินถูกตั้งแสดงไว้ที่สุสานเลนินในมอสโคว์เมื่อวันที่ 27  มกราคม 1924  มาจนกระทั่งทุกวันนี้

 20. การเมืองและการปฏิวัติ
เลนินคือนักปฏิวัติแห่งลัทธิมาร์กซอย่างแท้จริง     ทฤษฏีปฏิวัติของเขาเชื่อถึงความจำเป็นในการโค่นล้มระบอบทุนนิยมด้วยการใช้กำลังก้วยการปฏิวัติเพื่อสถาปนาเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพซึ่งเป็นคนส่วนข้างมากเพื่อก้าวไปสู่สังคมคอมมิวนิสต์ในที่สุด      และจะต้องมีพรรคการเมืองของชนชั้นกรรมาชีพที่มีลักษณะสู้รบเป็นกองหน้าชี้นำ  เป็นการพัฒนาไปสู่ลัทธิมาร์กซ-เลนิน     อันเป็นอุดมการ์ณ์ที่ทรงอิทธิพล  โรเบิร์ต  เซอร์วิส  นักเขียนชีวประวัติของเลนินให้ข้อสังเกตว่า   เลนินคัดค้านแนวคิดของลัทธิอุดมธรรม,พิจารณาว่าสำนึกทางศีลธรรมไม่สามารถตอบปัญหาของสังคมได้อย่างถูกต้องเที่ยงธรรม     ท่านวินิจฉัยว่าการปฏิบัติเป็นปัจจัยพื้นฐานในการตัดสินชี้ขาดถึงความสำเร็จของการปฏิวัติ
ข้อสรุปของเลนินที่ว่า “จักรพรรดินิยมคือขั้นตอนสูงสุดของระบอบทมุนนิยม”  การปฏิวัติของเลนินไม่ใช่แต่เฉพาะในรัสเซียเท่านั้นหากทั้งโลก       เพื่อการปฏิวัติโลก “สากลที่สาม”  หรือองค์กรคอมมิวนิสต์สากลได้ประชุมก่อตั้งขึ้นในรัสเซียเมื่อปี 1919 เพื่อแทนที่สากลที่สองซึ่งเต็มไปด้วยอิทธิพลของแนวคิดอื่นที่ไม่ใช่ลัทธิมาร์กซ     เลนินมีอิทธิพลมากในการประชุมสภาของสากลครั้งแรก    ครั้งที่สอง(1920) และครั้งที่สาม(1921)  เขาหวังที่จะใช้องค์กรนี้เป็นตัวแทนของการปฏิวัติสังคมนิยมในระดับสากล   แต่หลังจากความล้มเหลวของการปฏิวัติในโปแลนด์อันเป็นชนวนให้เกิดสงคราม โซเวียต-โปแลนด์ขึ้นในปี1919–21     อีกทั้งการปฏิวัติในเยอรมันนีและใรยุโรปตะวันออกหลายๆแห่งถูกบดขยี้ลง    เลนินได้เห็นถึงการต่อต้านอาณานิคมในประเทศเมืองขึ้นเพิ่มมากขึ้น   จึงให้ความสนใจที่จะขยายการต่อสู้ปฏิวัติไปสู่        ปเหล่าประเทศอาณานิคม    เขามีความเชื่อว่าการปฏิวัติในประเทศอาณานิคมเหล่านี้จะมีความเป็นไปได้โดยการเป็นพันธมิตรระหว่างชนชั้นกรรมาชีพและชนชั้นชาวนาในชนบท   

ปี 1923 เลนินกล่าวว่า ผลสะเทือนของการต่อสู้ไม่ได้ถูกกำหนดขึ้นแค่ในรัสเซีย  อินเดีย  จีน ฯลฯ หากแต่รวมไปถึงประชาชนส่วนใหญ่ของโลกด้วย     ภายในเพียงเวลาไม่กี่ปีที่ผ่านไปการต่อสู้เพื่อปลดปล่อยยิ่งจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว    ดังนั้นจึงไม่เป็นที่สงสัยเลยว่าผลของการต่อสู้ในโลกจะเป็นเช่นไร    เช่นนี้แล้วชัยชนะของสังคมนิยมจะต้องเกิดขึ้นอย่างแน่นอน         เลนินได้กล่าวชื่นชมต่ออุดมการณ์พื้นฐานของการปฎิวัติสังคมนิยมในจีนที่นำโดยซุนยัตเซ็นและพรรคกว๋อหมินตั่ง  เลนินได้ยกย่องซุนในความตั้งใจที่จะปฏิรูปสังคมและแสดงความยินดีต่อการต่อสู้กับจักรพรรดินิยมต่างชาติ   และซุนเองก็ชื่นชมต่อเลนินในฐานะ “บุรุษผู้ยิ่งใหญ่”  และได้ส่งสาส์นแสดงความยินดีกับความสำเร็จในการปฏิวัติรัสเซีย   พรรคกว๋อหมินตั่งเป็นพรรคปฏิวัติของนักชาตินิยมที่ ใช้ลัทธิเลนินในการจัดตั้งโดยการช่วยเหลือจากสหภาพโซเวียต

21.  งานนิพนธิ์
เลนินเป็นนักทฤษฎีการเมืองและนักปรัชญาที่มีผลงานมากมายและได้นำเสนอมุมมองทางการเมืองเพื่อการปฏิวัติของชนชั้นกรรมาชีพ  เขาเขียน จุลสาร  บทความ และหนังสือโดยไม่ต้องมีนักจดเชาวเลขหรือเลขานุการยกเว้นตอนล้มเจ็บ  เขาประพฤติ ปฏิบัติไม่ว่าต่อสหาย  พันมิตร และเพื่อน  ทั้งในรัสเซียและทั้งโลกเป็นแบบเดียวกันทั้งหมด    งานนิพนธิ์ของเขาที่มีการรวบรวมไว้ประกอบด้วย 54  ชุด   แต่ละชุดมี 650 หน้า   แปลเป็นภาษาอังกฤษ 45 ชุด โดยสำนักพิมพ์ก้าวหน้ามอสโคว์และเป็นหนังสือที่นับว่าทรงอิทธิพลมาก คือ

-      จะทำอะไรดี? (What is to be Done? 1902)  กล่าวถึงการปฏิวัติต้องมีพรรคที่ปฏิวัติเป็นกองหน้า
-      จักรพรรดินิยม ขั้นสูงสุดของทุนนิยม (Imperialism, the Highest Stage of Capitalism 1916)  ได้อรรถาธิบายถึงว่า  ทำไมระบอบทุนนิยมจึงต้องพังทลายอย่างที่มาร์กซได้คาดการไว้   และกล่าวถึงสงครามโลกครั้งที่หนึ่งว่าเป็นสงครามของระบอบทุนนิยมก่อขึ้นเพื่อแย่งชิง  ดินแดน  แหล่งทรัพยากร   และแรงงานราคาถูก
-      รัฐและการปฏิวัติ (The State and the Revolution 1917) ได้อธิบายแนวคิดของมาร์กซและเองเกลส์   ถือว่าเป็นพื้นฐานทางทฤษฎีของการปฏิวัติเดือนตุลาคมและโต้แย้งพรรคสังคม-ประชาธิปไตยที่มีแนวโน้มลังเลในการปฏิวัติ
-      บทนิพนธิ์เดือนเมษายน (April Theses  1917) เสนอเนื้อหาทางวิทยาศาสตร์สังคมที่มีความจำเป็นในการปฏิวัติสังคมนิยม
-      คอมมิวนิสต์ปีกซ้าย โรคไร้เดียงสา (Left-Wing" Communism: An Infantile Disorder 1920) เป็นข้อวิจารณ์พวกซ้ายจัดในพรรคอย่างแหลมคม  

หลังอสัญกรรมของเลนิน   ทางการสหภาพโซเวียตได้ตรวจสอบบทนิพนธิ์บางส่วนให้เป็นหลักการของ เลนิน  สตาลินและคณะกรรมการกลาง     ดังนั้นการพิมพ์ครั้งที่ 5 (55 ชุด /1958-65) จึงได้ลบเรื่องราวความขัดแย้งระหว่างเลนิน-สตาลิน  และเรื่องที่ไม่เหมาะสมของผู้ก่อตั้งสหภาพโซเวียตออกไป    ริชาร์ด ไปป์ส  นักประวัติศาสตร์ได้ตีพิมพ์ เอกสาร จดหมาย โทรเลข  ที่ถูกลบออกจากฉบับพิมพ์ครั้งที่ 5  ขึ้นและให้ความเห็นว่าการพิมพ์ครั้งที่ 5 นี้ไม่มีความสมบูรณ์

 ชีวิตส่วนตัวและบุคลิกภาพ
“รวมบทนิพนธ์ของเลนิน  เปิดเผยให้เห็นถึงรายละเอียดของคนที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า  เป็นตัวของตัวเอง   ไม่กลัวศัตรูและอุปสรรคทั้งปวง    มีการตัดสินใจที่แน่วแน่และกระตือรือล้น   มีพลวัตรอย่างไม่รู้จักจบสิ้น   มีพลังในการโน้มน้าวผู้อื่น   มีความจริงจังและบุคลิกที่น่าประทับใจและอยากใกล้ชิด   อุทิศตน   มีไหวพริบ,เฉลียวฉลาดและมีทักษะเป็นเลิศในทางการเมือง    กล้าที่จะนำเสนอสิ่งที่เป็นสัจธรรม   ชีวิตของเขาได้กลายไปเป็นประวัติศาสตร์การเคลื่อนไหวของบอลเชวิค”     หลุยส์  ฟิชเชอร์ 1964

ทร้อตสกีที่รู้จักเลนินดีบรรยายว่า:    ลักษณะภายนอกของเลนินคือความเรียบง่ายแต่เข้มแข็ง   รูปร่างไม่สูงนักใบหน้ามีลักษณะแบบชาวสลาฟทั่วๆไป ดวงตาสุกใสลุ่มลึก    ลักษณะเด่นเป็นพิเศษคือหน้าผากโหนกใหญ่และทรงพลัง   ทรอทสกีประเมินบทบาทของเลนินในเดือนเมษายน 1917ว่า เมื่อเขา(เลนิน)ได้ติดอาวุธใก้แก่พรรคบอลเชวิคอีกครั้งด้วย”บทนิพนธิ์เดือนเมษายน” อันลือลั่น   ทรอทสกี้กล่าวถึงลักษณะเฉพาะด้วยนัยทางทฤฎีวัตถุนิยมประวัติศาสตร์
“ทันทีที่เลนินกลับจากต่างประเทศหลังจากลี้ภัยไปนาน  สื่อต่างๆได้ยกประเด็นนี้ขึ้นมาโจมตีเขาอย่างบ้าคลั่ง    การต่อสู้ทางความคิดกับบรรดาสหายสมาชิกพรรครุ่นเก่าที่ได้วิพากษ์วิจารณ์ยุทธวิธีของเขาจบลงด้วยชัยชนะถือได้ว่าเป็นปัญหาของการต่อสู้ในวงกว้าง  ในกรณีนี้กล่าวง่ายๆก็คือเป็นความเห็นต่างที่เต็มไปด้วยลักษณะกลไก  ลัทธิปัจเจก  ลัทธิวีรชน  ลัทธิอัจฉริยภาพ   ที่คัดค้านเงื่อนไขทางภววิสัยของมวลชนและพรรค    ในความเป็นจริง...ความแตกต่างนี้ได้จบลงเพียงด้านเดียว   เลนินไม่ใช่องค์ประกอบที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญในการพัฒนาทางประวัติศาสตร์  แต่เป็นผลผลิต  เป็นรากก้ำวที่ได้หยั่งลึกที่สุดในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาทั้งหมดของรัสเซีย    พร้อมทั้งเป็นกองหน้าของมวลชนคนงานที่อุทิศชีวิตตลอดยี่สิบห้าปีบนเส้นทางของการต่อสู้ปฏิวัติ”   

เบอร์ทรัล รัสเซลล์  ที่ใช้เวลาสนทนากับเลนินเป็นชั่วโมงกล่าวว่า:  “มีท่าทีที่เป็นมิตรมาก  ข้อเด่นคือเป็นคนง่ายๆไม่มีเค้ารอยของความหยิ่งยะโสแม้แต่น้อย    ถ้ามีใครสักคนหนึ่งพบเขาโดยที่ไม่เคยรู้จักมาก่อนคงไม่คิดว่าจะเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดหรือแม้แต่จะคิดว่าเป็นคนที่มีชื่อเสียงแต่อย่างใด    ผมไม่เคยพบบุคคลสำคัญที่ไม่เคยให้ความสำคัญกับตัวเองถึงเพียงนี้    เขามองผู้เป็นแขกด้วยความสนิทสนมใกล้ชิด   จ้องลึกเข้าไปในดวงตาซึ่งทำให้เพิ่มความหวั่นเกรงขึ้นมาอีก   ครั้งแรกดูเหมือนว่ารื่นเริงเป็นกันเองเขาหัวเราะด้วยอารมณ์เบิกบาน    หลังจากนั้นทำให้ผมรู้สึกว่าค่อนข้างจะน่ากลัวเขามีลักษณะผู้นำที่เข้มงวด    สงบนิ่ง   ไม่มีความกลัว   ที่พิเศษคือการไม่แสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว      ทฤษฎี,แนวคิดเกี่ยวกับวัตถุนิยมประวัติศาสตร์นั้นรู้สึกว่าจะซึมซ่านอยู่ในจิตวิญญาณและสายเลือด      รักที่จะอธิบายชี้แจงอยู่เสมอเหมือนศาสตราจารย์ที่ฉุนเฉียวเพราะไม่ต้องการให้ความรู้ความเข้าใจในทฤษฎีผิดไป      ผมมีความประทับใจที่เขาไม่ชื่นชมต่อปัญญาชนขุนนางผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลาย”
จากที่กล่าวมาทั้งหมดเกี่ยวกับบุคลิกภาพส่วนตัวของเลนินคือแบบอย่างของผู้ที่อ่อนน้อมถ่อมตน  เป็นคนรักเด็กและแมว     โปรดปรานการปั่นจักรยานเป็นอย่างมาก    ชอบถ่ายรูป    เล่นหมากรุก   เล่นเสก๊ต    ว่ายน้ำ    ดนตรี    และการปีนเขา   ในขณะที่ลี้ภัยในสวิตเซอร์แลนด์เลนินและภรรยาชอบการเดินขึ้นเขา      ชีวิตส่วนตัวและรายละเอียดปลีกย่อยของเลนินได้ถูกเล่าไว้ในหนังสือ      ”ความทรงจำถึงเลนิน” (Memories of Lenin.) ที่บันทึกโดย นาเดซดา  ครุฟสกายา  ภรรยาคู่ชีวิตและมิตรร่วมรบของท่าน

-----------------------------------------------------------------------------------------

Monday, April 6, 2015

เลนิน บนเส้นทางปฏิวัติ (12)

เอเชียกลาง ปี 1918

เดือนกุมภาพันธ์ 1918 กองทัพแดงได้พิชิตเมืองโคลานในเขตปกครองตนเองเติร์กกิสสถานที่สนับสนุนพวกรัสเซียขาว    แม้การเคลื่อนไหวครั้งนี้ดูเหมือนว่าจะทำให้อำนาจของบอลเชวิคเป็นปึกแผ่นขึ้นในแถบเอเซียกลาง   แต่ความยุ่งยากที่ตามมาก็คือการแทรกแซงของกองกำลังฝ่ายสัมพันธมิตร   อังกฤษให้การสนับสนุนกองทัพขาวซึ่งเป็นการคุกคามกองทัพแดงเป็นอย่างมากในแถบภูมิภาคนี้ระหว่างปี 1918     สหราชอาณาจักรได้ส่งผู้แทนถาวรทางการทหารสามคนเข้ามาประจำในที่นี้ประกอบด้วยพันโท เบลลีย์  ซึ่งมีบันทึกว่าเป็นตัวแทนผู้ถูกกองทัพแดงขับไล่และหลบหนีไปยังทาชเคนท์     อีกคนหนึ่งคือนายพล มอลลิสัน  ในนามคณะผู้แทนมอลลิสันมาพร้อมกับกำลังทหารอังกฤษ-อินเดีย  ไปเป็นที่ปรึกษาของเมนเชวิคในเมือง อัชคาบาด (ซึ่งปัจขจุบันคือเมืองหลวงของประเทศเติร์กเมนนิสสถาน)   อย่างไรก็ตามเขาประสบกับความล้มเหลวในการควบคุม ทาชเคนท์  บุคคารา  และคีวา  คนที่สามก็คือพลตรี ดันสเตอร์สวิลล์ ผู้ซึ่งถูกบอลเชวิคขับไล่ออกจากเอเชียกลางในเดือนสิงหาคมเพียงเดือนเดียวที่เขาไปถึง  

โดยไม่สนใจการรุกรานของอังกฤษในระหว่างปี1918     พรรคบอลเชวิคเริ่มทำให้ประชาชนในแถบเอเซียกลางกลับเข้ามาอยู่ภายใต้ความควบคุมของตนได้อย่างต่อเนื่อง   พรรคคอมมิวนิสต์ได้เปิดการประชุมสาขาพรรคระดับภูมิภาคในเมืองทาชเคนท์ในเดือนมิถุนายน 1918 เพื่อสร้างฐานสนับสนุนพรรคบอลเชวิคในส่วนภูมิภาค
ในเดือนกรกฏาคม สมาชิกพรรคสังคมนิยมปฎิวัติปีกซ้ายและคนขององค์กรตำรวจลับ เชกา สองคนชื่อ บลียุมคิน และอังเดรเยฟ ได้ลอบสังหาร เค้าท์ เมียร์บัค เอกอัครราชทูตเยอรมัน     กลุ่มปีกซ้ายของพรรคสังคมนิยมปฏิวัติที่ลุกขึ้นสู้ในมอสโคว์ถูกปราบลงโดยบอลเชวิคและกองกำลังพิเศษของ เชกา    เลนินแสดงความเสียใจและกล่าวขอโทษเยอรมันเป็นส่วนตัวในกรณีลอบสังหารครั้งนี้และตามมาด้วยการจับกุมสมาชิกพรรคสังคมนิยมปฏิวัติปีกซ้าย

เอสโทเนีย  ลัตเวีย และเปโตรกราด
เอสโทเนียได้ทำข้อตกลงกับกองทัพแดงในเดือนกุมภาพันธ์        กองกำลังเยอรมันอาสาสมัครในบอลติคยึดเมือง ริกา ได้จากหน่วยพลปืนลัตเวียแดงเมื่อ 22 พฤษภาคม     แต่กองพลที่3เอสโทเนียก็ยึดกลับมาได้ในอีกหนึ่งเดือนต่อมาเป็นการสนับสนุนการสถาปนาสาธารณรัฐลัตเวีย   ในขณะนั้นกองทัพแดงต้องหันมาสนใจต่อการคุกคามครั้งใหม่จากนายพล ยูเดนิช  ซึ่งใช้เวลาตลอดฤดูร้อนจัดระเบียบกองทัพภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ในเอสโทเนีย  (ทหารเอสโทเนียน 11,500 คน)  โดยมีคนท้องถิ่นและสหราชอาณาจักรให้การสนับสนุน  (เฉพาะที่เมืองท่าอาร์คานเกลสค์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือมีกำลังทหารอังกฤษ  30,000  , เชิร์บ 4,000 , โรมาเนียน4,000  อิตาเลียน 2,000 คน)  เดือนตุลาคม 1919   ได้พยายามยึดเมืองเปโตรกราดด้วยการเข้าโจมตีอย่างฉับพลันด้วยกำลังพลประมาณ 20,000 คน   ใช้กำลังทหารราบเข้าปฏิบัติการจู่โจมแบบสายฟ้าแลบในเวลากลางคืนเพื่อทำลายแนวป้องกันด้านปีกของกองทัพแดง  พร้อมกับใช้รถถังของอังกฤษหกคันเข้าร่วมโจมตีเพื่อข่มขวัญทหารกองทัพแดง    แม้ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ทุ่มเทให้ความช่วยเหลือแก่ยูเดนิชเป็นอย่างมหาศาล   กระนั้นเขาก็ยังโอดครวญว่าไม่ได้รับการสนับสนุนอย่างพอเพียง(เมื่อแพ้กองทัพแดง)
วันที่ 19 ตุลาคมกองกำลังของยูเดนิชยึดได้แค่บริเวณรอบนอกของเมือง  สมาชิกกรรมการกลางบอลเชวิคบางคนมีแนวคิดที่จะทิ้งเปโตรกราด  แต่ทร้อตสกีปฏิเสธไม่ยอมรับที่จะต้องเสียเมืองเปโตรกราดไป   จึง จัดระบบการป้องกันเสียใหม่    เขาประกาศว่า “เป็นไปไม่ได้ที่หน่วยทัพเล็กๆของอดีตทหารของพระเจ้าซาร์เพียง15,000 คน จะกลับมาเป็นนายของชนชั้นกรรมกรที่มีจำนวนถึง 700,000 คนอีก ”  เขาได้กำ หนดยุทธศาสตร์การป้องกันเมืองขึ้นโดยกล่าวว่า  “ป้องกันบนขาของตนเอง”  กองทัพขาวจะต้องเข้าสู่กับดักที่วกวนและเผชิญกับป้อมค่ายบนท้องถนน.....และนั่นพวกมันจะพบกับหลุมฝังศพของตัวเอง

ทร้อตสกีติดอาวุธให้แก่คนงานเท่าที่สามารถทำได้ทั้งชายและหญิง   ออกคำสั่งให้เคลื่อนกำลังจากมอสโคว์มาเสริม   ภายในไม่กี่สัปดาห์กำลังของกองทัพแดงที่ป้องกันเปโตรกราดก็มีกำลังพลมากกว่ายูเดนิชถึงสามเท่า   เมื่อถึงจุดนี้กำลังสนับสนุนของยูเดนิชก็ลดน้อยลงเขาจึงตัดสินใจยกเลิกการปิดล้อมเมืองและถอนกำลังออกไป  ทั้งยังขออนุมัติถอยทัพข้ามพรมแดนไปยังเอสโทเนียอีกด้วย   ดังนั้นการถอยทัพข้ามพรมแดนจึงต้องถูกปลดอาวุธและกักตัวไว้โดยคำสั่งของรัฐบาลเอสโทเนียซึ่งกำลังทำการเจรจากับรัฐบาลโซเวียต      ในวันที่ 16 พฤศจิกายนซึ่งรัฐบาลโซเวียตได้รับทราบถึงการตัดสินใจของรัฐบาลเอสโทเนียแล้วที่อนุญาตให้กองทัพแดงข้ามพรมแดนเพื่อไล่ติดตามกองทัพขาวที่ถอยเข้าไปในเอสโท โทเนียได้    ในความเป็นจริงกองทัพแดงได้สู้รบกับกองทัพเอสโทเนียจนกระทั่งบรรลุผลของการเจรจาหยุดยิงเมื่อวันที่ 3 มกราคม 1920    จากผลของสนธิสัญญา ตาร์ตู ทหารส่วนมากของยูเดนิชต้องตกอยู่ในฐานะของผู้ลี้ภัย

นายพลชาวฟินน์  มานเนอร์ไฮม์  มีแผนที่เข้าแทรกแซงโดยส่งทหารฟินน์เข้าไปให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพขาวในรัสเซียเข้ายึดเมืองเปโตรกราดก็ไม่ได้ดำเนินการ   แต่ก็พยายามให้การช่วยเหลือสนับสนุนเท่าที่จำเป็น    เลนินพิจารณาว่า  “แน่นอนที่สุด...ความช่วยเหลือเพียงเล็กน้อยจากฟินแลนด์นั้นเป็นการตัดสินโชคชะตาของเปโตรกราด”   ในรัสเซียเหนือ ปี 1919   สัมพันธมิตรเข้าแทรกแซงรัสเซียเหนือโดยสหราชอาณาจักรเข้ายึดครองเมืองเมอร์มันสค์(Murmansk)  สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯยึดครองเมืองท่าอาร์คานเกลสค์ (Arkhangelsk)  เมื่อโคลชัค ถอยออกจากไซบีเรีย สหราชอาณาจักรและสหรัฐฯก็ได้ถอนกำลังของตนออกไปจากเมืองด้วยก่อนที่จะติดกับฤดูหนาว
ไซบีเรีย 1919  ต้นเดือนมีนาคม  กองทัพขาวเริ่มรุกในแนวรบภาคตะวันออกเมืองยูฟาถูกยึดไปกลับอีก   กลางเดือนเมษายนกองทัพขาวได้ตรึง  แนวกลาซอฟ - คริสโตโปล - บูกุลมา - บูกูรุสลัน – ชาร์ลีก   กองทัพแดงเริ่มต้นรุกกลับต้านทัพของโคลซัคจนกระทั่งสิ้นเมษายน   กองทัพแดงซึ่งนำโดยผู้บัญชาการชั้นเยี่ยม ทูคาเชฟสกี[1]  ยึดได้เมืองเอลาบูกา(Elabuga)ในวันที่ 26 พฤษภาคม   2 มิถุนายน  ได้ซาราปูล(Sarapul)  และ7 มิถุนายนได้อิซเซฟสค์(Izevsk)ตามลำดับและยังรุกหน้าต่อไป
มิคาอิล  ทูคาเชฟสกี  นายพลแห่งกองทัพแดง

ความล้มเหลวในการรุกที่เชลียาบินสค์ของกองทัพขาวทำให้ต้องถอยไปจนถึงโทโบล   เดือนกันยายน 1919 กองทัพขาวเริ่มปฏิบัติการรุกต่อแนวโทโบล     เป็นความพยายามในครั้งสุดท้ายที่เพื่อจะพลิกสถานการณ์     วันที่14 ตุลาคมกองทัพแดงรุกกลับและเริ่มทำให้การถอยของกองทัพขาวไปทางตะวัน ออกเป็นไปอย่างขลุกขลักไม่ต่อเนื่อง 
14 พฤศจิกายน กองทัพแดงสามารถยึดเมืองออมสค์(Omsk)ไว้ได้   พลเรือเอกโคลซัคต้องเสียการควบคุมรัฐบาลที่พึ่งตั้งของตนไปในความพ่ายแพ้ครั้งนี้    การถอยออกจากแนวรบด้านตะวันออกของกองทัพขาวใช้เวลาถึงสามเดือนจวบจนถึงกลางเดือนกุมภาพันธ์ 1920  เมื่อข้ามเขตไบคาล(Baikal)ไปจนถึงเมืองซิตาแล้วผู้ที่เหลือรอดจึงเข้าสมทบกับกองกำลังของ อตามาน  เซมินอฟ (พลโท และผู้นำสูงสุดของชาวคอแซคแถบทรานส์ไบคาล)
  
กองทัพรัสเซียใต้
กองทัพรัสเซียใต้(Armed Forces of South Russia ,AFSR ) ก่อตั้งเมื่อวันที่ 8 มกราคม 1919   จากการรวมตัวของกองกำลังติดอาวุธกองเล็กกองน้อยมากมายหลายกลุ่มในท้องถิ่นเรียกตนเองว่ากองทัพขาวที่ต่อต้านพรรคบอลเชวิค  รวมถึงกองทัพอาสาสมัคร(ที่เรียกตามกองทัพอาสาสมัครชาวคอเคซัส)   นอกจากนี้ AFSR ยังรวมถึงกองทัพแห่งลุ่มน้ำดอน   กองทัพไครเมียน-อะซอฟ   กองกำลังคอเคซัสเหนือ  และกองทัพเตร์กเมนิสถาน
ในเดือนมกราคมมีจำนวนพลประกอบด้วย  ทหารราบ 51,000 นาย  ทหารม้า 34,000นาย  ปืนใหญ่สนาม204 กระบอก  ปืนกล 682 กระบอก รถไฟหุ้มเกราะ6  คัน    ในเดือนมิถุนายน1919 จำนวนเพิ่มขึ้นเป็น   ทหารราบ 104,000 นาย  ทหารม้า 56,000นาย  ปืนใหญ่สนาม  600 กระบอก   ปืนกล1,500 กระบอก  อากาศยาน19 ลำ  รถไฟหุ้มเกราะ 34 ตู้   เรือลาดตระเวน 1 ลำ   เรือพิฆาต 5 ลำ  เรือดำน้ำ 4 ลำ  เรือปืน 20 ลำ    ในเดือนตุลาคมหลังจากสูญเสียอย่างหนักและการสับเปลี่ยนหน้าที่ของแต่ละหน่วยทัพทำให้ความเข้มแข็งของแต่ละทัพอ่อนลงอย่างมาก


การจัดกำลังของ ASFR ก่อนปี 1919  
กองทัพอาสาสมัคร(ตั้งชื่อใหม่ว่ากองทัพอาสาสมัครคอเคเซียน)ประกอบด้วย
กองทัพน้อยที่ 1   มีนายพล คูเตปอฟ เป็นผู้บัญชาการ
กองทัพน้อยที่ 2   มีนายพล พรอมตอฟเป็นผู้บัญชาการ
กองพลน้อยทหารราบที่ 5 มีนายพล ยูเซโฟวิช เป็นผู้บัญชาการ
กองทัพน้อยทหารม้าคูบานที่ 3 มีนายพล  ชกูโร  เป็นผู้บัญชาการ
กลุ่มทัพเคียฟ  มีนายพล เบรดอฟ เป็นผู้นำ  ประกอบด้วย
กองทัพแห่งลุ่มน้ำดอน
กลุ่มทัพด้านเหนือ มีนายพล สตาร์ชินา เซมิเลตอฟ เป็นผู้บัญชาการ
กลุ่มทัพด้านใต้ มีนายพล เดนิซอฟ เป็นผู้บัญชาการ
กลุ่มทัพ ทรานส์-ดอน มีพันเอก บีคาโดรอฟ เป็นผู้บัญชาการ
ทัพคอเคซัสประกอบด้วย
กองทัพน้อยคูบานที่ 1  มีนายพล โปรคอฟสกี เป็นผู้บัญชาการ
กองทัพน้อยคูบานที่ 2  มีนายพล  อูลากี ภายหลังเปลี่ยนเป็นนายพล นาฮูเมนโก เป็นผู้บัญชาการ
กองทัพน้อยคูบานที่ 4  มีนายพล  ชาติลอฟ ภายหลังเปลี่ยนเป็นนายพล โตปอร์คอฟ เป็นผู้บัญชาการ
กองทัพเตอร์กีสถานประกอบด้วย
กองพลทหารราบผสม ซาคาสปึยสกายา มีพลตรี ราซาเรฟ เป็นผู้บังคับการ
กองพลแม่นปืน เตอรกีสถานสกายา มีพลตรี ลิตวินอฟ เป็นผู้บังคับการ
กองพลทหารม้า  มีพลตรี โอราซ ข่าน เซดาร์ เป็นผู้บังคับการ
Foreign forces throughout Russia
the positions of the Allied expeditionary forces and of the White Armies in European Russia, 1919
Numbers of foreign soldiers who occupied the indicated regions of Russia:
50,000 Czechoslovaks (along the Trans-Siberian railway)[9]
28,000 Japanese, later increased to 70,000 (in the Vladivostok region and north) [10][11]
40,000 British (in the Arkhangelsk and Vladivostok regions)[10]
17,000 Poles - mostly 5th Rifle Division (almost 12,000 men) in Siberia and 4th Rifle Division (ca. 4000 men) in "Southern Russia", also a single 400-men-strong battalion in Murmansk within the Anglo-Slavic Legion
13,000 Americans (in the Arkhangelsk and Vladivostok regions)
12,000 French and French colonial (mostly in the Arkhangelsk and Odessa regions)
11,500 Estonians in northwestern Russia[4]
4,192 Canadians (in the Vladivostok region)
1,100 Canadians (in the Murmansk and Arkhangelsk regions)
41 Canadians (in the Baku Region)
4,000 Serbs (in the Arkhangelsk region)
4,000 Romanians (in the Arkhangelsk region)
2,500 Italians (in the Arkhangelsk region and Siberia)[10]
2,300 Chinese (in the Vladivostok region)[12]
23,351 Greeks (part of I Army Corps under Maj. Gen. Konstantinos Nider, comprising 2ndand 13th Infantry Divisions, in the Crimea, and around Odessa and Kherson)[13]
150 Australians (mostly in the Arkhangelsk regions)

เมษายน  1920 อันตอน เดนิกิน ผู้บัญชาการสูงสุด   ได้ส่งมอบอำนาจบัญชาการให้แก่ ปยอร์ท  นิโคเลเยวิช แวรงเกิล  เป็นผู้นำ  ”กองทัพรัสเซีย”   ซึ่งรวบรวมจากกำลังพลที่กระจัดกระจายของ ASFR หลังความพ่ายแพ้

กองทัพคอสแซคไม่สามารถรวบรวมกำลังคนและจัดการเรื่องทุนทรัพย์ได้เลยตลอดปี 1918   ปีต่อมาก็เริ่มเกิดความขาดแคลน    สิ่งที่ตามมาก็คือเมื่อกองกำลังโซเวียตภายใต้การนำของสมาชิกบอลพรรคเชวิค  อันโตนอฟ  ออฟซีนโก เริ่มรุกตอบโต้  กองทหารคอสแซคก็ถูกตีพ่ายไปอย่างรวดเร็วทำให้กองทัพแดงเข้ายึดเมืองเคียฟ(Kiev)ได้เมื่อ 3 กุมภาพันธ์1919
กำลังทหารของนายพลเดนิกินเข้มแข็งขึ้นในฤดูใบไม้ผลิ   ในหลายๆเดือนของฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาวเกิดการประทะกันอย่างหนักหน่วงในแถบที่ราบต่ำโดเนท   เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงว่าบอลเชวิคจะเป็นฝ่ายรุกจู่โจมต่อกองทัพขาว     และในเวลาเดียวกันกองทัพรัสเซียใต้ของนายพลเดนิกินกำลังเป็นต่อในแถบคอเคซัสเหนือ   สามารถผลักดันกองทัพแดงให้ทิ้งเมือง ซาริทซีน (Tsaritsyn  ต่อมาเปลี่ยนเป็น สตาลินกราด และ โวโกกราด ในปัจจุบัน)    ปลายเดือนเมษายนถึงต้นพฤษภาคมกองทัพรัสเซียใต้ AFSR เข้าโจมตีตลอดแนวรบตั้งแต่แม่น้ำดไนเปอร์จนถึงแม่น้ำโวลกาและพิชิตชัยได้ในหลายๆสมรภูมิ    
  
กองทหารฝรั่งเศสยกพลขึ้นบกที่เมืองโอเดสสา(Odessa)แต่ก็ไม่ได้ทำการรบแต่อย่างใด   ภายหลังได้ถอนออกไปเมื่อ 8 เมษายน 1919        กลางเดือนมิถุนายนกองทัพแดงได้รุกจากไครเมียและโอเดสสา      กองทัพของเดนิกินยึดได้เมือง คาร์คอฟ (Kharkov) และเบลกอรอด(Belgorod)   ในขณะที่กองทัพขาวภายใต้การนำของนายพล แวรงเกิลก็ยึดเมืองซาริทซีนได้   สามารถยึดครองคอเคซัสเหนือได้ทั้งหมด    วันที่ 20 มิถุนายนนายพลเดนิกินได้ประกาศและออกคำสั่งระดมทั้งกองทัพ  วางกำลังเข้าโอบล้อมเตรียมรุกและยึดเมืองมอสโคว์โดยวางแผนให้นายพล วลาดิมีร์ มาเยฟสกี นำทหาร 40,000 คน บุกเข้ายึดเมือง

แม้ว่าสหราชอาณาจักรจะถอนกำลังทหารของตนออกไปแล้ว   แต่ก็ยังให้ความช่วยเหลือสนับสนุนทางทางด้านยุทธสัมภาระและยุทธปัจจัย (เช่น เงิน  อาวุธ  อาหาร  กระสุนปืน  วัตถุระเบิด  และที่ปรึกษาด้านการทหาร )แก่กองทัพขาวตลอดปี 1919
ด้านนายพลแวรงเกิลหลังจากยึดเมือง ซาริทซีน ได้แล้วก็มุ่งไปยังเมือง ซาราตอฟ    ทร้อตสกี้เล็งเห็นถึงอันตรายใหญ่หลวงถ้าหาก แวรงเกิล สามารถบรรจบทัพเข้ากับพลเรือเอกโคลชัคได้   กองทัพขาวก็จะมีกำลังเพิ่มขึ้นอีกมากบอลเชวิคจะต้องรับศึกหนักซึ่งไม่เป็นผลดีนัก      จึงสั่งรวมศูนย์ทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าโจมตีกองทัพของพลเรือเอกโคลซัคเสียก่อนแม้จะต้องสูญเสียอย่างหนักก็ตาม    กองทัพภาคตะวันออกของโคลซัคได้ถูกตีถอยร่นไปในเดือนมิถุนายน-กรกฏาคม      กองทัพแดงจึงไม่ต้องหวั่นเกรงอันตรายใดๆจากทางไซบีเรียอีกสามารถเผชิญหน้ากับกองทัพของนายพลเดนิกินเพียงทัพเดียว

แผนการบุกยึดมอสโคว์ของนายพลเดนิกินเป็นภัยที่คุกคามที่แท้จริง     แนวรับของกองทัพแดงที่ขยายกว้างมากนั้นทำให้มีความเปราะบางเป็นอย่างยิ่ง      ทำให้กองทัพแดงต้องถูกบีบให้ถอยออกจากเคียฟ เมืองคุคสค์และโอเรลถูกยึดในวันที่30 สิงหาคม     กองทัพคอสแซคแห่งลุ่มน้ำดอนของนายพล คอนสแตนติน มามอนตอฟ รุกคืบขึ้นเหนือสู่เมือง โวโรเนทซ์     แต่ถูกทัพของนายพล ทูคาเชฟสกี แห่งกอง ทัพแดงตีแตกในเดือนตุลาคม    ทูคาเชฟสกี  ต้องหันมาเผชิญหน้ากับกองทัพอาสาสมัครที่ตั้งขึ้นใหม่ของนายพลเดนิกิน

การเคลื่อนไหวต่อต้านโซเวียตของกองทัพขาวขึ้นสู่กระแสสูงจนถึงเดือนกันยายน 1919    ในระยะนั้นทัพของเดนิกินยังคงเป็นอันตรายในระยะยาว    แต่แนวหน้าของฝ่ายขาวไม่ค่อยมีความมั่นคงนักบางครั้งกลายสภาพเป็นทั้งแนวรบและชุดลาดตระเวนไปพร้อมๆกัน  ไม่มีกำลังสำรอง   ขาดกระสุนดินดำ   ปืนใหญ่   และกองหนุน    ดังนั้นกองทัพของเดนิกินจึงถูกพิชิตครั้งแล้วครั้งเล่าในสมรภูมิเริ่มแต่เดือนตุลา คมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายน     วันที่17 ธันวาคมกองทัพแดงก็ยึดเมืองเคียฟคืนและได้รับชัยชนะทำให้กองทัพคอสแซคต้องถอยหนีกลับไปยังแถบทะเลดำ     กองทัพขาวที่มุ่งหน้าไปยังภาคกลางและตะวัน ออกนั้นประสบความสำเร็จในการขับไล่ ”กองทัพดำ” (ที่รู้จักกันโดยทั่วไปในชื่อ “กองทัพปฏิวัติแห่งยูเครน”)ของกลุ่มอนาธิปไตยที่นำโดย  เนสตอร์  มาคโน ออกจากพื้นที่ยูเครนใต้และไครเมีย    การพ่ายแพ้ครั้งนี้ มอสโคว์ เกิดความลังเลที่จะช่วยเหลือ มาคโน และกองทัพดำเพราะการส่งอาวุธไปให้แก่กองกำลังอนาธิปไตยในยูเครนนั้นเสี่ยงต่อการตกไปอยู่ในมือของกองทัพขาวเป็นอย่างมาก    ในช่วงฤดูหนาวปี 1919-1920  กำลังส่วนใหญ่ของกองทัพฝ่ายขาวได้แก่กองทัพอาสาสมัครและกองทัพแห่งลุ่มน้ำดอน   ถูกตีโต้จนต้องถอยออกจากแถบลุ่มน้ำดอนกลับไปยังเมืองรอสตอฟ (Rostov)   กำลังเพียงเล็กน้อย(กองทหารเคียฟและโอเดสสา)ที่เหลือป้องกันเมืองโอเดสสาและไครเมียจำต้องถอย  บอลเชวิคจึงเข้ายึดครองอย่างง่ายดาย 

เอเชียกลาง 1919    กุมภาพันธ์ 1919  รัฐบาลสหราชอาณาจักรได้ถอนทหารออกจากเอเชียกลางเนื่องมาจากความสำเร็จของกองทัพแดง    กองทัพฝ่ายขาวสู้รบควบคุมรัสเซียภาคพื้นยุโรปและอาณาบริเวณที่มีเคือข่ายสื่อสารโทรคมนาคมติดต่อได้ระหว่างมอสโคว์และทาชเคนท์ไว้    ทำให้กองทัพแดงในไซบีเรียถูกตัดขาดโดยสิ้นเชิงจากเอเซียกลาง    แม้ว่าปัญหาการสื่อสารจะเป็นข้อด้อยของกองทัพแดงแต่บอลเชวิคก็พยายามให้การสนับสนุนสาขาพรรคในเอเซียกลางโดยเปิดการประชุมพรรคในระดับภูมิภาคครั้งที่สองขึ้นในเดือนมีนาคม   ในการประชุมครั้งนี้ได้ก่อตั้งสำนักงานองค์กรมุสลิมสังกัดพรรคบอลเชวิคขึ้นประจำภูมิภาค   พรรคบอลเชวิคได้มีความพยายามอย่างต่อเนื่องในการแสวงหาการสนับสนุนจากชนชาติต่างๆในท้องถิ่นโดยสร้างความประทับใจให้แก่พลเมืองท้องถิ่นในภูมิภาค      ใช้เวลาตลอดปีเพื่อสร้างและผดุงไว้ซึ่งความสมานฉันท์กับประชาชนในแถบนี้
ความยากลำบากในการติดต่อสื่อสารกับกองทัพแดงในไซบีเรียและรัสเซียในภาคพื้นยุโรปได้สิ้นสุดลงในราวกลางเดือนพฤศจิกายน      สืบเนื่องมาจากความสำเร็จของกองทัพแดงในตอนเหนือของแถบเอเซียกลาง     การติดต่อกับมอสโคว์ได้ถูกรื้อฟื้นขึ้นใหม่และบอลเชวิคสามารถครอบครองชัยชนะเหนือกองทัพขาวในเตอรกีสถานได้สำเร็จ

รัสเซียใต้ ยูเครน   1920-21   แนวรบด้านใต้นั้นมีลักษณะปฏิบัติการกว้างใหญ่และเป็นอันตรายคุกคามต่อรัฐบาลบอลเชวิคมาก   เบื้องแรกนั้นเป็นแค่กองอาสาสมัครของชาวคอสแซคเสียเป็นส่วนมาก ที่ต่อต้านบอลเชวิคมาตั้งแต่แรกๆในปี 1919  แต่หลังจากนายพล เดนิกิน ประสบความล้มเหลวในการบุกยึดมอสโคว์  กองทัพรัสเซียใต้ต้องล่าถอย   ต้นปี 1920 กำลังหลักของเดนิกินต้องถอยร่นจากดอนไปยังรอสตอฟด้วยการข้ามแม่น้ำดอน    หลังจากนี้เดนิกินหวังว่าทหารจะได้มีเวลาพักผ่อนและปรับปรุงกองทัพเสียใหม่แต่ก็ไม่สามารถยึดครองภูมิภาคดอนไว้ได้ ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 1920 เริ่มล่าถอยข้ามเขตคูบานเพื่อไปยังเมืองท่า โนโวรอสสิยาสค์บนฝั่งทะเลดำ  ความหละหลวมในการเคลื่อนย้ายที่ โนโวรอสสิยาสค์ ส่อให้เห็นถึงอนาคตที่มืดมนของกองทัพขาว กำลังพล 40,000 นายถูกเคลื่อนย้ายโดยเรือของรัสเซียและพันธมิตรจากโนโวรอสสิยาสค์ไปยังไครเมียโดยทิ้งม้าพาหนะยุทธสัมภาระและอาวุธหนักไว้  ในขณะที่ทหารอีก 20,000 คนถูกทิ้งไว้เบื้องหลังและต้องหลบหนีหัวซุกหัวซุนจากการไล่ล่าจับกุมของกองทัพแดงจากหายนะที่โนโวรอสสิยาสค์ ทำให้เดนิกินต้องสละอำนาจจึงได้ส่งมอบอำนาจบัญชาการให้แก่นายพล  ปยอร์ท  นิโคเลเยวิช  แวรงเกิล  เป็นผู้นำ”กองทัพรัสเซีย”  ในเมษายน 1920   กำลังพลเหล่านี้ล้วนต่รวบรวมมาจากทหารของ ASFR ที่แตกกระจัดกระจายหลังความพ่ายแพ้   ...คณะกรรมการกองทัพจึงได้เลือกนายพล แวรงเกิล ขึ้นเป็นผู้บัญชาการสูงสุดคนใหม่ของกองทัพขาว    แวรงเกิลพยายามฟื้นฟูกองทัพที่ท้อแท้หมดหวังให้กลับมาทำการสู้รบได้ใหม่อีกและสามารถรักษากำลังในไครเมียไว้ได้ตลอดปี 1920

หลังจากรัฐบาลบอลเชวิคที่มอสโคว์ได้ลงนามในสัญญาความร่วมมือทั้งทางการทหารและการเมืองกับ เนสตอร์  มาคโน และกลุ่มอนาธิปไตยยูเครน    กองทัพดำของชาวอนาธิปไตยได้เข้าโจมตีและได้รับชัยชนะเหนือกองกำลังในกองทัพของแวรงเกิลหลายต่อหลายครั้งในยูเครนใต้     บีบให้เขาต้องล่าถอยก่อนที่เขาจะเก็บเกี่ยวเอาผลผลิตสะสมไว้เป็นเสบียง  แวรงเกิลจึงรุกขึ้นเหนือเพื่อแสวงหาความได้เปรียบ ต่อกองทัพแดงที่กำลังสู้รบอยู่ในสงครามโปแลนด์- โซเวียต ปี 1919-1920 และกำลังจะได้รับชัยชนะ แต่การรุกครั้งนี้ถูกสกัดโดยกองทัพแดงทำให้เขาต้องถอยกลับไปยังไครเมียโดยมีกองทหารราบและทหารม้าของทั้งกองทัพแดงและกองทัพดำไล่ติดตาม     นายพลแวรงเกิลและกองกำลังที่เหลือได้หนีจากไครเมียไปยังคอนสแตนติโนเปิลในวันที่14 พฤศจิกายน1920  เป็นการปิดฉากการสู้รบของทั้งสองฝ่าย

ไซบีเรียและตะวันออกไกล  1920-21   ในไซบีเรีย กองทัพของพลเรือเอก โคลชัค ล่มสลายลง   ตัวเขาเองลาออกหลังจากเสียเมืองออมสค์และแต่งตั้งนายพล กริกอรี  เซมีโยนอฟ เป็นผู้นำคนใหม่ของกองทัพขาวในไซบีเรีย   หลังจากนั้นไม่นาย โคลชัดก็ถูกจับโดยกองทหารเชคโกสวัคในระหว่างที่เดินทางไปยังอีร์คุคสค์โดยไม่มีกำลังคุ้มกันเพื่อไปพบกับศูนย์กลางสำนักงานการเมืองสังคมนิยมในเมืองนี้       ซึ่งหกวันต่อมาคณะผู้แทนทั้งหมดได้เปลี่ยนไปเป็นคณะกรรมการแห่งกองทัพปฏิวัติบอลเชวิค   วันที่ 6-7 กุมภาพันธ์โคลซัคและ วิคเตอร์ เปเปลีเยฟ  นายกรัฐมนตรี ก็ถูกยิงเป้า  ก่อนที่กองทัพขาวจะมาถึง     กองทัพที่แตกกระจัดกระจายของโคลชัคได้มาถึงไซบีเรียและเข้าร่วมกับกองกำลังของ  กริกอรี  เซมีโยนอฟ    ตั้งเป็นกองทัพตะวันออกไกลซึ่งมีกองทัพญี่ปุ่นให้การสนับสนุนและยึดเมืองชิตาไว้  หลังจากญี่ปุ่นถอนออกไปจากทรานสไบคาลเลีย    เซมีโยนอฟไม่สามารถรักษาฐานะผู้นำของตนไว้ได้  ถูกกองทัพแดงขับออกไปจากทรานสไบคาลเลียและลี้ภัยไปยังประเทศจีน    ญี่ปุ่นซึ่งมีแผนจะผนวกเขตปกครองอามูร์ (Amur Krai) ได้ถอนกำลังทหารออกไปเมื่อบอลเชวิคอ้างสิทธิ์ในการควบคุมดินแดนตะวันออกไกลของรัสเซีย         วันที่ 25 ตุลาคม 1922  เมื่อกองทัพแดงเดินทัพเข้าสู่เมืองท่าวลาดิวอสต๊อค รัฐบาลชั่วคราว พรีอามูร์ ก็เป็นอันต้องสิ้นสุดลง

หลังจากนั้นก็ยังมีการก่อการจลาจลขึ้นอีกในหลายๆแห่งเช่นในพื้นที่เอเชียกลางกองทัพแดงยังคงถูกต่อต้านจนถึงปี 1923 ซึ่งกลุ่ม “บาสมาชิ” (นักรบกองโจรอิสลาม) ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อต่อต้านบอลเชวิคหลังได้อำนาจ    โซเวียตได้ให้การสนับสนุนประชาชนที่ไม่ใช่รัสเซียในเอเซียกลางเช่น  มากาซา มาซันชิ  ผู้นำกองกำลังทหารม้าต่อสู้กับกลุ่ม บาสมาชิ ที่พรรคคอมมิวนิสต์ไม่สามารถขจัดได้หมดสิ้นจนกระทั่งถึงปี 1934   นายพล อนาโตลี  เปเปลียาเยฟ   ยังทำการต่อสู้ในเขต อยาโน ไมสกี จนถึงปี 1923  ภูมิภาคคัมชัตกาและสะขะลินเหนือยังอยู่ภายใต้การยึดครองของญี่ปุ่นและได้ถอนกำลังออกไปเมื่อปี1925 ตามสนธิสัญญาที่ทำกับสหภาพโซเวียต



[1] หนึ่งในห้าจอมพลของสหภาพโซเวียต     ถูกจับกุมเมื่อคราวกวาดล้างครั้งใหญ่ (The great purge 1936-37) ในสมัยของสตาลินในข้อหาทรยศต่อชาติและถูกตัดสินประหารชีวิต    ภายหลังรัฐบาลโซเวียตได้คืนเกียรติยศให้ในฐานะวีรบุรุษของชาติ

เลนิน บนเส้นทางปฏิวัติ (11)

16.  การลอบสังหาร

เลนิน และสหาย ฟริทซ  พลาทเทน ที่ถูกลอบยิงเมื่อปี 1919  

  เลนินรอดจากการลอบสังหารถึงสองครั้งสองครา  ครั้งแรกเมื่อ 14 มกราคม 1918 ในเปโตรกราด   ผู้ลอบสังหารได้ซุ่มคอยลงมือในขณะที่เลนินนั่งอยู่ด้านหลังรถกับ ฟริทซ์ พลาทเทน  (Fritz Platten)หลังจากจบการปราศรัย  พลาทเทน กดศีรษะเลนินให้หมอบต่ำลงใช้ตัวกำบังกระสุนให้  กระสุนพลาดเป้าถากมือ พลาทเทนไป    ครั้งที่สองเกิดเหตุเมื่อ30 สิงหาคม 1918 ฟานญา  คาปลัน[1](Fanya  Kaplan) อดีตนักนักอนาธิปไตย  ภายหลังเป็นสมาชิกพรรคสังคมนิยม-ปฏิวัติ   บุกเข้าประชิดตัวขณะที่เลนินหยุดสนทนากับหญิงคนหนึ่งในขณะที่เดินมาขึ้นรถหลังจากจบการปราศรัย  คาปปลัน  เรียกชื่อเลนินและเมื่อเขาหันไปเธอก็ลั่นกระสุนเข้าใส่ทันที  นัดแรกถูกที่แขนนัดที่สองเข้าที่กรามทะลุคอ   นัดที่สามพลาดเป้าไปถูกหญิง คนที่เลนินหยุดคุยด้วย     อาการบาดเจ็บทำให้เขาหมดสติไป    เพราะกลัวว่าเลนินจะถูกดักสังหารอีกในระหว่างทางไปโรงพยาบาลจึงถูกนำตัวไปยังที่พักในเครมลิน     แพทย์ตัดสินใจไม่ผ่าเอาหัวกระสุนออกเนื่องจากเกรงว่าการผ่าตัดนั้นอันตรายเกินไปอาจทำให้เสียชีวิตได้      คอยให้เขาฟื้นฟูสุขภาพเสียก่อนจะเป็นการดีกว่า

ฟานญา  คาปลาน

หนังสือพิมพ์ ปร๊าฟดา รายงานข่าวเกี่ยวกับการลอบสังหารที่ล้มเหลวครั้งนี้เพื่อให้ความมั่นใจแก่ผู้อ่านว่า
“เลนินรอดชีวิตจากการถูกลอบสังหารโดยกระสุนเจาะทะลุปอด    วันรุ่งขึ้นแม้จะยังบาดเจ็บสาหัสอยู่ท่านยังอ่านและฟังรายงานต่างๆ   ท่านคือหัวขบวนรถจักรที่จะนำพาเราไปสู่การปฏิวัตินั้นยังคงเดินหน้าต่อไป”    แผนลอบสังหารทำให้เลนินยิ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างกว้างขวางมากขึ้นกว่าเดิม    มวลชนส่วนใหญ่ที่ไม่ค่อยจะสนใจพรรคบอลเชวิคกลับมาให้ความเห็นใจมากขึ้น    พวกเขากล่าวได้ถูกต้องว่าถ้าเลนินเสียชีวิตย่อมเป็นความหายนะอย่างไม่มีอะไรเทียบได้    ทุกสิ่งทุกอย่างจะชะงักงันโดยสิ้นเชิง  ท่ามกลางความสับสน ยุ่งเหยิงนี้เลนินเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังขององคาพยพในระบอบการเมืองใหม่      

17.ยุคสงครามกลางเมือง   (25 October 1917 – October 1922)

สงครามกลางเมืองรัสเซียเป็นการสู้รบช่วงชิงอำนาจกันระหว่าง   ”กองทัพแดง” ของพรรคบอลเชวิคกับ “กองทัพขาว” ที่เกิดจากการรวมตัวกันของกลุ่มต่อต้านบอลเชวิค   ได้แก่พวกขุนศึกนิยมกษัตริย์  ปัญญา ชนอนุรักษ์นิยม   เมนเชวิค   พรรคสังคมนิยม-ปฏิวัติ   พรรคคาเด็ท   กลุ่มอนาธิปไตย  และกลุ่มชาตินิยมต่างๆ รวมไปถึงกองกำลังต่างชาติที่เข้าแทรกแซงและสนับสนุนกองทัพอาสาสมัครหรือกองทัพขาว(White army)     หลังจากกองทัพแดงมีชัยต่อกองทัพรัสเซียขาวฝ่ายใต้  (Armed Forces of South Russia)ในยูเครนและกองทัพปฏิปักษ์ปฏิวัติด้านไซบีเรียที่นำโดยพลเรือเอกโคลชัคแล้ว   จึงหันไปสู้รบกับกองทัพขาวอาสาสมัครที่นายพล  ปยอทร์  นิโคไลเยวิช  แวรงเกล  ควบคุมบัญชาการอยู่ในไครเมีย  เมื่อพิชิตกองทัพขาวกองสุดท้ายจึงเป็นการสิ้นสุดสงครามกลางเมือง

เมื่อการปฏิวัติเดือนตุลาคมผ่านพ้นไป     ทหารของกองทัพพระเจ้าซาร์แห่งจักรวรรดิรัสเซียถูกปลดประจำการและถูกแทนที่ด้วยกำลังหลักของพรรคบอลเชวิคที่ส่วนใหญ่เป็นอาสาสมัครจากกองกำลังพิทักษ์แดง(เรดการ์ด)และกำลังกึ่งทหารขององค์กรตำรวจลับหรือเชคา(Cheka)ซึ่งเป็นหน่วยงานด้านความมั่นคงแห่งชาติที่ตั้งขึ้นภายหลังที่เลนินถูกลอบสังหาร      กองกำลังนี้ได้ถูกคณะกรรมการกิจการสงสงครามที่มี  ลีออน ทร๊อตสกี  เป็นประธานปรับสภาพกำลังพลในกองทัพแดงของกรรมกร-ชาวนาให้มีลักษณะของทหารอาชีพมากขึ้น      มีการแต่งตั้งที่ปรึกษาทางการเมืองเข้าประจำอยู่ในทุกๆหน่วยเพื่อประกันถึงความภักดีต่อการปฏิวัติ

การต่อต้านหน่วยพิทักษ์แดง(เรดการ์ด)นั้นเกิดขึ้นตั้งแต่วันแรกๆที่พรรคบอลเชวิคลุกขึ้นสู้แล้ว เนื่องจากเงื่อนไขที่เสียเปรียบในสนธิสัญญาสงบศึก เบรสท์-ลิตอฟสค์ ได้สร้างความไม่พอใจแก่บรรดานักลัทธิชาตินิยมและกลุ่มการเมืองฝ่ายปฏิปักษ์ปฏิวัติทั้งหลายที่ถูกรัฐบาลบอลเชวิคห้ามเคลื่อนไหว   สนธิสัญ  ญานี้เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาผลักดันให้เกิดการคัดค้านบอลเชวิคขึ้นทั้งในและนอกรัสเซีย   ผู้คัดค้านได้ประ            สานงานกันอย่างหลวมๆเพื่อต่อต้านรัฐบาลคอมมิวนิสต์   มีทั้งชนชั้นเจ้าที่ดิน   พวกนิยมสาธารณรัฐที่ ต้องการให้ยกเลิกสถาบันกษัตริย์    พวกที่ต้องการให้มีระบอบกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ   กลุ่มชนชั้นกลางอนุรักษ์นิยม   พวกปฏิกิริยา    พวกเสรีนิยม    อดีตนายพลของระบอบซาร์     นักสังคมนิยมที่ไม่ใช่บอลเชวิค  และบรรดานักปฏิรูปทั้งหลาย     ต่างเข้ามาร่วมมือกันก็เนื่องจากไม่เห็นด้วยกับกับระบอบการปกครองของบอลเชวิคทั้งสิ้น    ส่วนกำลังทหารที่สนับสนุนพวกเขาก็ได้มาจากการเกณฑ์ด้วยวิธีโหดร้าย       นำโดยนายพลยูเดนิช    พลเรือเอกโคลชัค   และนายพลเดนิกินเป็นรู้จักกันทั่วไปว่า เดอะ ไวท์ มูฟเมนท์ (the White movement) หรือขบวนการสีขาว     ซึ่งบางครั้งก็หมายถึง ”กองทัพขาว” และยังได้รับการช่วยเหลือสนับสนุนจากต่างชาติซึ่งยึดครองพื้นที่สำคัญๆของจักรวรรดิ์รัสเซียมาก่อนจะเกิดสงคราม

นายพล นิโคไล นิโคเลวิช ยูเดนิช

และยังมีกองกำลังของขบวนการชาตินิยมยูเครนที่รู้จักในนาม “กองทัพเขียว”( Green Army) ซึ่งเคลื่อน ไหวอยู่ในยูเครนในช่วงต้นสงครามอีก        ที่สำคัญคือเป็นการปรากฏตัวของขบวนการทางการเมืองและการทหารของกลุ่มอนาธิปไตยที่เรียกขบวนการของตนว่า  กองทัพลุกขึ้นสู้เพื่อการปฏิวัติแห่งยูเครนหรือ   ”กองทัพดำของชาวอนาธิปไตย”( the Anarchist Black Army) ที่นำโดย  เนสทอร์  มาคโน   กองทัพนี้มีชาวยิวและชาวนายูเครนเข้าร่วมด้วยเป็นจำนวนมากและได้แสดงบทบาทสำคัญในการขัดขวางการรุกเข้าตีมอสโคว์ของนายพลเดนิกินแห่งกองทัพขาวในช่วงปี  1919    ภายหลังได้ขับไล่กองกำลังของชาวคอสแซคออกจากภูมิภาคไครเมีย      

ส่วนในภูมิภาคที่ห่างไกลเช่นเขต โวลกา  อูราล  ไซบีเรีย และภาคตะวันออกไกลได้กลายเป็นฐานที่มั่นอย่างดีของขบวนการสีขาวในการซ่องสุมกำลังเพื่อต่อต้านบอลเชวิค      พวกขาวได้ตั้งองค์กรขึ้นบริหารควบคุมเมืองต่างๆในภูมิภาคเหล่านี้และยังใช้บางพื้นที่ๆตนมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติกับเจ้าหน้าที่ปกครองท้องถิ่นเป็นที่ตั้งของกำลังทหาร

กองกำลังที่มีบทบาทต่อต้านบอลเชวิคอีกหน่วยหนึ่งได้แก่หน่วยทหารเชคโกสโลวัค     ซึ่งก็คือส่วนหนึ่งของกองทัพรัสเซียเก่าที่มีกำลังพลประมาณ 30,000 คน พวกเขาได้ทำความตกลงกับรัฐบาลใหม่(บอลเชวิค) ในการถอนตัวออกจากแนวรบด้านตะวันออกโดยใช้เส้นทางจากเมืองท่า วลาดิวอสสต๊อคไปยังฝรั่งเศส     เพราะการขนส่งจากแนวรบด้านตะวันออกไปยังเมืองท่าวลาดิวอสสตอคนั้นล่าช้าและเต็มไปด้วยความยุ่ง ยากสับสน       ทั้งยังมีกองทหารหนีทัพที่ควบคุมไม่ได้กระจัดกระจายอยู่ตามเส้นทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย       และภายใต้การกดดันจากกลุ่มอำนาจกลาง(เยอรมัน, ออสเตรีย-ฮังการี)ทำให้ให้ทร๊อตสกี ประธานกรรมการฝ่ายทหารจำต้องสั่งปลดอาวุธทหารท้องถิ่น     ยิ่งทำให้เกิดความตึงเครียดมากขึ้นระหว่างทหารเหล่านั้นกับบอลเชวิค

กลุ่มพันธมิตรตะวันตก(อังกฤษ,ฝรั่งเศส)เองก็เกิดความวิตกถึงความยากลำบากที่จะเกิดขึ้นในสถาน การณ์สงครามที่กำลังดำรงอยู่ หากรัฐบาลบอลเชวิคได้นำรัสเซียออกจากสงคราม     และเป็นกังวลว่าอาจมีความเป็นไปได้ที่รัสเซียกับเยอรมันจะทำสนธิสัญญาร่วมมือกัน      อีกอย่างหนึ่งคือกลัวว่ารัฐบาลบอลเชวิคจะปฏิเสธความรับผิดชอบในการจ่ายคืนหนี้ซึ่งผูกพันมาตั้งแต่รัฐบาลก่อน     เนื่องจากหนี้เหล่า นี้ยังไม่ได้มีการตกลงกันอย่างถูกต้องตามกฏหมาย(กับรัฐบาลบอลเชวิค)       พรรคบอลเชวิคยังมีความผูกพันกับนักปฏิวัติสังคมนิยมในประเทศฝ่ายอำนาจกลางและของพวกตนด้วย    อีกทั้งอุดมการณ์สังคมนิยมได้แพร่กระจายไปสู่ประเทศตะวันตกอีกหลายประเทศ       ดังนั้นประเทศเหล่านี้จึงมีจุดยืนร่วมกันที่จะให้ความช่วยเหลือแก่กองทัพฝ่ายขาวที่เป็นปฏิปักษ์กับบอลเชวิครวมไปถึงให้การสนับสนุนทั้งกำลังทหารและยุทธปัจจัยอีกด้วย   

วินสตัน   เชอร์ชิล  ถึงกับประกาศว่า  “ลัทธิบอลเชวิคจะต้องถูกตรึงให้หยุดอยู่กับที่”   สหราชอาณาจักรลและฝรั่งเศสได้ให้ความช่วยเหลือด้านยุทธปัจจัยแก่กองทัพของจักรวรรดิ์รัสเซียเดิมเป็นจำนวนมาก   ดูเหมือนว่ายุทธปัจจัยส่วนมากตกจะอยู่ในมือของเยอรมันภายหลังสนธิสัญญาเบรสท์-ลิตอฟสค์   ภายใต้ข้ออ้างนี้กลุ่มพันธมิตรจึงถือโอกาสเข้าแทรกแซงสงครามกลางเมืองในรัสเซีย      ทั้งสหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสได้ส่งกำลังทหารของตนเข้าควบคุมเมืองท่าสำคัญๆของรัสเซีย   โดยสหราชอาณาจักรส่งทหาร 40,000 คนร่วมกับทหารสหรัฐอเมริกา 12,000 คนเข้าควบคุมเมือง อาร์คานเกลสต์  เมืองท่าทางตอนเหนือบนฝั่งทะเลขาว (White sea)   และวลาดิวอสส๊ตอค เมืองท่าทางตะวันออกไกลของรัสเซีย     ฝรั่งเศสส่งทหารฝรั่งเศสและทหารจากอาณานิคมของตน 12,000 ไปยังเมืองท่าอาร์คานเกลสต์และ เมืองโอเดสสาเมืองท่าตอนใต้      ทหารคานาดา 4,192 คนยกเข้าวลาดิวอสส๊ตอคและอีก 1,100 คนไปสมทบกับสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกาที่เมือง เมอร์มันสก์และ อาร์คาเกลสก์    อีก 41 คนไปยังเมืองบากูชายฝั่งทะเลสาบคัสเปียน    เป็นการใช้กำลังเผชิญหน้ากับกองทัพแดงของกรรมกรชาวนาที่สนับสนุนพรรคบอลเชวิค

ทางด้านเยอรมันก็ได้สถาปนาประเทศและรัฐอิสระในเขตยึดครองของตนขึ้นมาเพื่อเป็นแนวกันชน       และเป็นข้อต่อรองทางการเมืองของตนภายหลังสนธิสัญญา  เบรสท์-ลิตอฟสต์คือ ”สหพันธรัฐดัชชีแห่งบอลติค”[2]  ดัชชีแห่งเคอร์แลนด์และเซมิกาเลีย   ราชอาณาจักรลิธัวเนีย    ราชอาณาจักรโปแลนด์     สาธารณรัฐประชาชนเบลารุส    รัฐอิสระยูเครน    ภายหลังที่เยอรมันแพ้สงครามประเทศเหล่านี้ก็ถูกปลดปล่อย      ฟินแลนด์เป็นประเทศแรกที่ประกาศอิสรภาพจากรัสเซียเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1917     ท่ามกลางสงครามกลางเมืองในระหว่างเดือนมกราคม-พฤษภาคมปี 1918     โปแลนด์ได้ประกาศเอกราชเป็นสาธารณรัฐที่สองแห่งโปแลนด์   ลิธัวเนีย   ลัทเวีย   เอสโทเนีย   ต่างก็ได้เร่งสร้างกองทัพแห่งชาติของตนขึ้นภายหลังสนธิสัญญาเบรสท์-ลิตอฟสท์

สงครามสามระยะ    
ในช่วงแรกของสงคราม    พรรคบอลเชวิคได้ช่วงชิงและควบคุมพื้นที่ในภาคเอเชียกลางไว้ทั้งหมดจากรัฐบาลชั่วคราว   ได้วางรากฐานของพรรคคอมมิวนิสต์ขึ้นในเขตที่ราบสเตปป์และเตอรกีสถาน ที่มีชนชาติรัสเซียเข้าไปตั้งรกรากอยู่เกือบสองล้านคน       การสู้รบในระยะนี้ส่วนใหญ่จะเกิดจากผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานรวมไปถึงการปะทะกันในระหว่างการเคลื่อนย้ายกำลังทางยุทธวิธีและความเกลียดชังกันทางเชื้อชาติอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างกองทหารเชคโกสดลวัคหรือพวก ”เชคขาว” กับกองพลปืนเล็กที่ 5 ของโปแลนด์    และหน่วยพลปืนลัทเวียแดงที่สนับสนุนบอลเชวิค 

ระยะที่สองของสงครามต่อเนื่องมาตั้งแต่มกราคม ถึง พฤศจิกายน 1919    ช่วงต้นกองทัพขาวเป็นฝ่ายได้เปรียบไม่ว่าจะเป็นแนวรบด้านใต้ภายใต้การบัญชาการของนายพล เดนิกิน  ทางตะวันออกโดยพลเรือเอกโคลซัค และแนวตะวันตกเฉียงเหนือโดย นายพลยูเดนิช    ต่างประสบความสำเร็จในการผลักดันกอง ทัพแดงและพันธมิตรฝ่ายซ้ายให้ถอยร่นได้ทั้งสามแนวรบ      เดือนกรกฏากองทัพแดงต้องถอยร่นอีกหลังจากมวลชนเปลี่ยนไปสนับสนุน”กองทัพดำ”[3]ภายใต้การนำของ เนสตอร์ มาคโน   กองทัพแดงต้องถอนตัวเพื่อให้แก่กองทัพดำของชาวอนาธิปไตยที่แข็งแกร่งกว่าเข้าควบคุมยูเครน

นายพล อันตอน  อิวานโนวิช  เดนิกิน 

ลีออน ทร๊อทสกี  ต้องเร่งรับปรุงกองทัพแดงโดยด่วน       ตัดสินใจให้กองทัพแดงส่วนหนึ่งเข้าไปเป็นพันธมิตรกับกองกำลังอนาธิปไตย(กองทัพดำ)    หลังจากการสู้รบที่ยืดเยื้อมานานเมื่อได้รับความช่วย เหลือจากกองทัพดำที่รุกโจมตีแนวต้านของกองทัพขาวทำให้กองทัพแดงสามารถเอาชนะต่อทัพของนายพลเดนิกินและทัพของนายพลยูเดนิชได้ในเดือนตุลาคมและพฤศจิกายนตามลำดับ   
ในช่วงที่สามของสงครามคือการขยายวงล้อมกองทัพขาวที่ยังเหลืออยู่ในแถบไครเมีย      นายพลแวรงเกิลได้รวบรวมไพร่พลที่กระจัดกระจายของนายพลเดนิกินโดยเข้ายึดครองไครเมียเอาไว้   พยายามรุกเข้าไปในยูเครนแต่ถูกกองทัพอนาธิปไตยของ เนสตอร์ มาคโน ต้านทานเอาไว้และตีกลับไปยังไครเมีย      ทำให้แวรงเกลต้องเปลี่ยนแผนด้วยการตั้งรับในไครเมียแทน      หลังจากการรุกขึ้นเหนือเพื่อขับไล่กอง ทัพแดงประสบความล้มเหลวและถูกกองทัพดำบีบให้ถอยกลับลงใต้ทำให้เกิดความระส่ำระสายขึ้นในกองทัพของเขา      มีทหารหนีทัพมากขึ้นในที่สุดนายพล แวรงเกิล  จึงทิ้งกองทัพหนีไปยังคอนสแตนติโนเปิล(อิสตันบุล)ในเดือนพฤศจิกายน 1920

เหตุการณ์ในแนวรบต่างๆ   

นายพล  อเล็กไซ  มักซิโมวิช คาเลดิน (Алексе́й Макси́мович Каледи́н )


ในภาคพื้นยุโรปของรัสเซียสงครามและการสู้รบเกิดขึ้นสามแนวดังได้เกริ่นมาแล้วในเบื้องต้น    ที่สำคัญได้แก่แนวรบด้านตะวันออก   ด้านใต้   และด้านตะวันตกเฉียงเหนือ  จำแนกออกเป็นช่วงต่างๆดังต่อไปนี้      ช่วงแรกหลังจากการปฏิวัติจนถึงสัญญาหยุดยิง   เมื่อการการปฏิวัติจบสิ้นลงนายพลชาวคอสแซค   อเล็กไซ  มักซิโมวิช  คาเลดิน (Alexei Maximovich  Kaledin) ปฏิเสธไม่ยอมรับอำนาจการปกครองของคณะกรรมการโซเวียตประจำภูมิภาคลุ่มแม่น้ำดอน(Don region)  ผู้ที่คัดค้านบอลเชวิคได้อาสาสมัครเข้า ไปเป็นทหารในกองทัพของฝ่ายขาวที่หลายฝ่ายเริ่มให้การสนับสนุน   สนธิสัญญาเบรสท์-ลิตอฟสท์ เองก็ส่งผลโดยตรงต่อการแทรกแซงรัสเซียจากต่างชาติด้วยการติดอาวุธให้แก่กองกำลังที่ต่อต้านบอลเชวิค      หนึ่งเดือนหลังจากพรรคบอลเชวิคได้อำนาจรัฐ   ฝ่ายต่อต้านรัฐบาลใหม่(บอลเชวิค)ต่างเคลื่อนไหวและไปซ่องสุมกำลังในบริเวณตะเข็บรอยต่อของจักรวรรดิรัสเซียเก่าซึ่งขณะนั้นอยู่ภายใต้การยึดครองของกองทัพเยอรมัน    

ที่เมืองโนโวเชอร์กาสค์(Novocherkassk)บนฝั่งขวาของแม่น้ำดอน     ชาวคอสแซคได้เลือก นายพล อเล็กไซ  มักซิโมวิช คาเดลิน ขึ้นเป็นอตามัน(Ataman)  หรือผู้นำของชาวคอสแซคทั้งหมดและยังเป็นผู้บัญชาการสูงสุดของกองทัพคอสแซคอีกด้วย       วันที่ 20 พฤศจิกายน ชาวคอสแซคแถบลุ่มแม่น้ำดอนหรือ ดอนคอสแซค (Don  Cossacks)  ก็ประกาศอิสระภาพ    เมืองโนโวเชอร์กาสค์จึงเป็นที่พักพิงหลบภัยของพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติทั้งหลายและภายหลังได้กลายเป็นกองบัญชาการของกองทัพอาสาสมัคร(กองทัพขาว)    ซึ่งส่วนใหญ่ประกอบไปด้วยอดีตนายทหารของพระเจ้าซาร์ภายใต้การนำของนายพล มิคาอิล อเล็กเซเยฟ และนายพล ลาร์ฟ คอร์นิลอฟ

ความมุ่งหมายหลักของชาวคอสแซคคือการปกป้องรัฐใหม่ของพวกเขา       แต่กองทัพขาวอาสาสมัครได้โน้มน้าวว่าหากต้องการให้ความปรารถนานี้เป็นจริงขึ้นมา    ก็มีแต่เพียงหนทางเดียวเท่านั้นคือต้องร่วมมือกันต่อต้านพวกบอลเชวิคซึ่งขณะนี้กำลังได้รับการสนับสนุนจากประชาชนเป็นจำนวนมากยกเว้นชาวคอสแซคในภูมิภาคดอน      ประกอบกับคาเลดินให้การสนับสนุนฝ่ายขาวใช้กำลังเพียง 500 คน ก็สามารถยึดเมือง รอสตอฟ(Rostov)ได้จากหน่วยพิทักษ์แดง(เรดการ์ด)ท้องถิ่นได้ในต้นเดือนธันวาคม 1917       

เมื่อเริ่มขึ้นปี 1918  กองทัพแดงที่มีการจัดตั้งที่ดีเริ่มมีความเข้มแข็งขึ้นตามลำดับกลับเป็นฝ่ายได้เปรียบในสมรภูมิทางด้านเหนือสามารถยึดเมือง ทากันรอก(Taganrog)ได้ในเดือนกุมภาพันธ์  นายพลคอร์นิ ลอฟพร้อมกำลัง 4,000 คนที่ตั้งมั่นอยู่ที่เมืองรอสตอฟเห็นว่าการป้องกันเมืองโดยต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่เหนือกว่านั้นไม่มีประโยชน์แต่อย่างใดจึงตัดสินใจถอนทัพลงใต้     แม้ในขณะนั้นกำลังอยู่ในช่วงที่อา กาศกำลังหนาวจัด      แต่เพื่อจะเข้าไปตั้งมั่นในภูมิภาคคูบานพร้อมกับความหวังว่าจะได้รับการสนับสนุน จากชาวคอสแซคในคูบาน(Kuban Cossacks)    จึงเป็นการเริ่มยุทธการของการเดินทัพฝ่าน้ำแข็ง (Ice March) ซึ่งเป็นตำนานเล่าลือกันไปทั่วถึงการกำหนดยุทธวิธีที่ผิดพลาด     

กล่าวถึงนายพล คาเลดิน    เมื่อขาดแนวร่วมต้านบอลเชวิค    รัฐบาลที่พึ่งตั้งขึ้นใหม่ของเขาจึงถึงกาลอวสานลงและได้ตัดสินใจปลิดชีวิตตนเอง
วันที่ 23 กุมภาพันธ์เมื่อกองทัพแดงกรีฑาทัพเข้ายึดเมืองรอสต๊อฟ     คอร์นิลอฟเริ่มเดินทัพลงใต้โดยตัดผ่านทุ่งหญ้าเสต็ปป์ที่หิมะจับตัวเป็นน้ำแข็ง    ทหารแต่ละคนมีอาวุธประจำกายคนละกระบอกและยังต้องช่วยกันลากปืนใหญ่สนามอีกด้วย      มีพลเรือนชนชั้นกลางชาวรอสสต๊อฟที่กลัวการแก้แค้นของบอลเชวิค(ตามคำโฆษณาชวนเชื่อ)ได้ติดตามขบวนไปด้วยเป็นจำนวนมาก  นายพล อังตอน  เดนิกิน  ที่ขึ้นมาแทนตำแหน่งของคอร์ลินอฟกล่าวในภายหลังว่า “เราเดินจากคืนแห่งความมืดมนที่น่าสะพรึงกลัวของความเป็นทาส    ด้นดั้นเพื่อเสาะแสวงหานกสีน้ำเงิน “   (นกสีน้ำเงิน เป็นสัญลักษณ์แห่งความหวังในเทพนิยายของรัสเซียและดินแดนใกล้เคียง)      การเดินทัพเป็นไปทั้งกลางวันและกลางคืนบางครั้งต้องเดินลุยไปในดงหิมะเพื่อเลี่ยงให้ห่างจากทางรถไฟหรือชุมชนที่เป็นปฏิปักษ์    คนจำนวนมากไม่สามารถทนต่อการทดสอบที่หนักหน่วงเช่นนี้ได้ (โดยเฉพาะพลเรือน ชนชั้นกลาง....ผู้แปล)   ต่างล้มป่วยและบาดเจ็บและถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง      หลายคนฆ่าตัวตายเพื่อหนีการถูกจับเป็นเชลย 

หลังจากเดินทางระหกระเหินมาเป็นเวลาหลายสัปดาห์   หลายครั้งได้ประทะกับศัตรูที่ไล่ติดตามมา นายพลคอร์นิลอฟจึงตัดสินใจรวมพลเข้าตีเมือง  เยคัธรินโอดาร์ (Yekaterinodar) เมืองหลวงของสาธารณรัฐโซเวียตแห่งคอเคเซียเหนือที่พึงตั้งขึ้น     การจู่โจมเริ่มเมื่อ 10 เมษายนและต้องพบกับการต่อต้านอย่างเหนียวแน่นจากกำลังพลของกองทัพแดงทีมากกว่าถึงสองเท่า      นายพลคอร์นิลอฟเสียชีวิตจากกระสุนปืนใหญ่ในโรงนาที่เขาใช้เป็นกองบัญชาการ   นายพล เดนิกิน เข้ารับตำแหน่งผู้บัญชาการแทนได้ตัดสิน ใจยกเลิกการโจมตีและถอนกำลังมุ่งกลับขึ้นเหนืออีก       เมื่อได้ทราบข่าวการเสียชีวิตของนายพลคอร์นิลอฟ  เลนินกล่าวว่า  “พอจะพูดด้วยความมั่นใจได้ว่า ด้านหลักของสงครามกลางเมืองได้จบลงแล้ว  คือมันค่อนข้างดีที่จบในขณะกำลังเริ่มต้น”

เส้นทาง Ice March

1 8. การลุกขึ้นสู้ของชาวคอสแซค
หลังปฏิบัติการ ”เดินทัพฝ่าน้ำแข็ง” (Ice March) เมื่อเดือนกุมภาพันธ์  การเกะกะระรานและกระทำตามอำเภอใจของทหารกองทัพแดงโซเวียตแห่งด็อน      ได้สร้างความไม่พอใจและเกิดปฏิกิริยาขึ้นในหมู่ประชาชนชาวคอสแซคเป็นจำนวนมากแม้ว่าพวกเขาจะต่อต้านกองทัพขาวก็ตามที      จากผู้ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่มีไม่มากนักเริ่มขยายตัวมากขึ้นโดยเฉพาะบริเวณรอบๆเมืองโนโวเชอร์คาสต์    ระหว่างเดือนเมษายนมีคนจากหลายแห่งมาอาสาเป็นทหารในกองทัพต่อต้านบอลเชวิคซึ่งรวมพลอยู่ที่เมือง ซาปลาฟสกายา ร่วมหมื่นคน   ด้วยเหตุนี้กองทัพขาวจึงสามามรถยึดเมืองหลวงของภูมิภาคดอนกลับคืนมาได้     ชาวคอสแซคได้เลือก  ปยอทร์ คราสนอฟ  ขึ้นเป็นอตามาน[4] คนใหม่ จนกระทั่งเดือนมิถุนายน คราสนอฟ  มีกำลังไพร่พลภายใต้การบังคับบัญชาถึง40,000 คน    ในสถานการณ์เช่นนี้ทำให้นายพล เดนิกินและกองทัพอาสาสมัครของเขาสามารถฟื้นฟูกำลังขึ้นมาสู้รบได้อีกหลัง      จากผ่านการทดสอบที่ยากลำบากจากการเดินทัพฝ่าน้ำแข็งในครั้งนั้นและสามารถกลับเข้าสู่ดุลกำลังใหม่อีกครั้ง    ในฤดูร้อนปีนั้น การได้กำลังเสริมจากหน่วยรบชาวคอสแซคและการสนับสนุนด้านอาวุธจากกองทัพเยอรมัน    เดนิกินก็สามารถยกระดับการรุกเข้าไปในภูมิภาคคูบานอีกเป็นครั้งที่สอง     ทำให้เขาสามารถควบคุมภาคใต้ส่วนใหญ่ไว้ได้   เป็นการยกระดับการท้าทายต่อรัฐบาลบอลเชวิคในมอสโคว์อย่างมีพลัง

นายพล ปยอร์ท  นิโคลาเยวิช  คราสนอฟ

ยูเครน,  รัสเซียใต้,  และคอเคซัส  1918    
บากูโซเวียตคอมมูน (เมืองบากูปัจจุบันเป็นเมืองหลวงของสาธารณรัฐอาเซอร์ไบจันบนฝั่งทะเลสาบคัสเปียน)   เมื่อ 13 เมษายน  เยอรมันยกพลขึ้นบกที่เมืองโปติ(ปัจจุบันอยู่ในสาธารณรัฐจอร์เจียบนฝั่งทะเลดำ)ในวันที่8 มิถุนายน    กองทัพของอาณาจักรอิสลามออตโตมัน(ตุรกีในปัจจุบัน)ที่ร่วมมือกับอาเซอร์ไบจันถอยออกจากบากูในวันที่ 26  กรกฏาคม1918    หลังจากนั้นพรรค ดาชนัคส์  ซึ่งเป็นพรรคการเมืองปฏิวัติปีกซ้ายของอาร์เมเนีย  พรรคสังคมนิยมปฏิวัติ  และเมนเชวิคก็เริ่มเปิดการเจรจากับ นายพล ดันสเตอร์วิลล์  ผู้บัญชาการทหารของสหราชอาณาจักรในเปอร์เซีย    พรรคบอลเชวิคและพันธมิตรของตนที่เป็นสมาชิกปีกซ้ายของพรรคสังคมนิยมปฏิวัติไม่เห็นด้วย    วันที่ 25 กรกฏาคมสภาโซเวียตมีมติด้วยเสียงส่วนใหญ่ให้บอลเชวิคถอนออกจากบากู   ทำให้โซเวียตแห่งบากูที่พึ่งจะตั้งต้องถูกยกเลิก    อำนาจการปกครองโซเวียตในภูมิภาคคัสเปียนตอนกลางถูกแทนที่ด้วยเผด็จการ
เดือนมิถุนายนกองทัพอาสาสมัครนำกำลัง 9,000 นายได้เริ่มยุทธการคูบานอีกครั้งโดยเข้าล้อมเมืองเยคัธรินโอดาร์เป็นครั้งที่สามในวันที่ 1 สิงหาคม      ระหว่างเดือนกันยายนถึงตุลาคมมีการรบอย่างรุนแรงที่เมืองอาร์มาวีร์และสตราโฟรโปล       กองพลทหารราบของนายพล คาซาโนวิช ก็ยึดเมืองอาร์มาวีร์ได้     วันที่ 1 พฤศจิกายน  นายพล ปยอทร์  แวรงเกล   ได้เสริมความมั่นคงด้วยการพิชิตเมืองสตราโฟรโปล  ให้ปลอดจากการโจมตีของกองทัพแดงด้วยการรบที่พวกบอลเชวิคไม่อาจหนีรอดไปได้เลย   ตั้งแต่ต้นปี1919 ตอนเหนือของคอเคซัสทั้งหมดก็ไม่มีพวกบอลเชวิคอีก

นายพล  บารอน ปยอร์ท นิโคไลเยวิช แวรงเกิล

เดือนตุลาคม  นายพลอเล็กเซเยฟ  ผู้นำของกลุ่มทัพขาวในภาคใต้เสียชีวิตลง   จึงมีการเจรจาตกลงกันระหว่างนายพลเดนิกินผู้นำกองทัพขาวอาสาสมัครกับนายพลคราสนอฟผู้นำของชาวคอสแซคแห่งลุ่มแม่น้ำดอนและได้ผนวกกำลังเข้าด้วยกัน โดย นายพลเดนิกินเป็นผู้นำ  ตั้งเป็นกองทัพแห่งรัสเซียใต้ (The Armed Forces of South Russia หรือ AFSA ขึ้นมา

รัสเซียตะวันออกและไซบีเรีย
การก่อกบฏของหน่วยทหารเชคโกสโลวัค เกิดขึ้นในเดือนพฤษภาคม 1918 และเข้ายึดเมืองเชลียาบินสต์ ในเดือนมิถุนายนพร้อมกันนั้นนายทหารรัสเซียก็ได้โค่นพวกบอลเชวิคใน เปโตรพาฟลอฟสต์ และออมสต์ลงไป   ภายในหนึ่งเดือนฝ่ายขาวได้เข้าควบคุมทางรถไฟสายทรานส์ไซบีเรียจากทะเลสาบไบคาลไปจนถึงภูมิภาคอูราล       ตลอดช่วงฤดูร้อนอำนาจการปกครองของพรรคบอลเชวิคในไซบีเรียถูกขจัดไปจนหมดสิ้น     รัฐบาลชั่วคราวของเขตปกครองตนเองแห่งไซบีเรียได้รับการสถาปนาขึ้นที่เมืองออมสค์  26กรกฏาคม1918 ฝ่ายขาวยังได้ขยายชัยชนะไปอีกโดยการเข้ายึดเมือง เยคัธรินสบวร์ก (Yekaterinburg )      ก่อนหน้านี้เพียงเล็กน้อยครอบครัวของพระเจ้าซาร์ได้ถูกสังหารโดยโซเวียตแห่งอูราล    เพื่อป้องกันมิให้ตกไปอยู่ในมือของพวกขาวในการโฆษณาชวนเชื่อซึ่งจะไม่เป็นผลดีต่อรัฐบาลบอลเชวิค

ในช่วงสงครามกลางเมืองได้เกิดภัยแล้งขึ้นในเขตเกษตรกรรมของรัสเซีย       ยูเครนซึ่งเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของประเทศตกอยู่ภายใต้การยึดครองของเยอรมันจึงเป็นแหล่งสนองอาหารให้แก่กองทัพเยอรมัน     ที่ราบสเตปป์และคอเคซัสถูกควบคุมโดยกองทัพฝ่ายขาว  แหล่งผลิตอาหารถูกยึดครองโดยฝ่ายตรงกันข้ามส่งผลให้เกิดความขาดแคลน    ความอดอยากได้แผ่ขยายกว้างออกไปอีก    พวกคูลัค(kulak,ชาวนารวย) ที่มีข้าวอยู่ในมือได้ซ้ำเติมให้เกิดวิกฤติมากยิ่งขึ้นไปอีกด้วยการกักตุนข้าวและโก่งราคาเพื่อกำไรที่มากขึ้นของตน

พวกเมนเชวิคและพรรคสังคมนิยมปฏิวัติให้การสนับสนุนชาวนาในการต่อสู้คัดค้านโซเวียต   และเข้าควบคุมการสนองอาหาร     เดือนพฤษภาคม 1918 พวกเขาก็สามารถยึดเมืองซามาราและซาราต๊อฟไว้ได้ด้วยการช่วยเหลือของกองทหารเชคโกสโลวัค    พวกปฏิปักษ์ปฏิวัติจึงได้ตั้งคณะกรรมการสมาชิกของสภาร่างรัฐธรรมนูญ  ที่เรียกย่อๆว่า”โคมุส”ขึ้น   เดือนถัดไปอำนาจบริหารของโคมุสได้แผ่ขยายครอบคลุมพื้นที่ส่วนใหญ่ในเขตยึดครองของกองทหารเชคโกสโลวัค     โคมุสได้ดำเนินนโยบายทางสังคม-การเมืองที่ประชาชนไม่ค่อยจะมีความมั่นใจนัก   โดยผสมผสานนโยบายสังคมนิยมและเสรีนิยมเข้าด้วยกันภายใต้แนวทาง “ปฏิรูป” เช่นกำหนดเวลาทำงานเป็นแปดชั่วโมง(จากข้อเรียกร้องของบรรดากรรมกรและสหภาพแรงงาน)       นโยบายฟื้นฟูเศรษฐกิจโดยการคืนโรงงานให้แก่นายทุนและคืนที่ดินให้แก่เจ้าที่ดิน       หลังจากเสียเมืองคาซาน  เลนิน ได้เรียกร้องต่อคนงานแห่งเปโตรกรารดไปสู่แนวรบที่คาซาน   

ในเดือนกันยายน 1918 โคมุสและรัฐบาลชั่วคราวแห่งไซบีเรียและรัฐบาลท้องถิ่นที่คัดค้านบอลเชวิคได้พบปะกันที่เมืองยูฟาและทำความตกลงกันตั้งรัฐบาลชั่วคราวของทั่วทั้งรัสเซียขึ้นมาใหม่ที่เมืองออมสค์     โดยมีผู้นำหลัก 5 คน,   3 คนมาจากพรรคสังคมนิยมปฏิวัติ (นิโคไล อาคเซนเตียฟ  โบดีเรฟ  และวลาดิมีร์ เซนซินอฟ)อีก   2คนจากพรรคคาเดท(วี เอ วิโนกราดอฟ และ พี วี โวโลโกดสกี)   จากความล้มเหลวเมื่อปี 1918  ทำให้กองกำลังฝ่ายขาวที่ต่อต้านบอลเชวิคในภาคตะวันออกซึ่งรวมถึงกองทัพประชาชน (โคมุส)  กองทัพไซบีเรีย(ของรัฐบาลเฉพาะกาลไซบีเรีย)  และกองกำลังลุกขึ้นสู้ของชาวค๊อสแซคแห่ง โอเร็นบวร์ก  อูราล  ไซบีเรีย  เซเมียร์เรคซีเย  ไบคาล  อาร์มูร์และอุสซูรีคคอสแซค  ภายใต้การบัญชาการของนายพล  วี จี โบลดีเรฟ ได้รับการแต่งตั้งจากคณะกรรมการอำนวยการแห่งยูฟาให้เป็นผู้บัญชาการสูงสุด

พันเอก คัปเปล ที่ยึดได้ โวลกา, คาซานเมื่อ 7 สิงหาคม  จำต้องถอนกำลังออกไปเนื่องจากถูกกองทัพแดงยึดคืน  การรุกกลับของกองทัพแดงสามารถ ยึดเมือง ซิมสบีร์กได้ในวันที่ 11 สิงหาคม  ยึดเมืองซามาราได้ในวันที่ 8 ตุลาคม   กองทัพฝ่ายขาวต้องถอยร่นกลับไปยังเมืองยูฟ่าและโอเร็นบวร์ก  ที่เมือง
ออมสค์  รัฐบาลชั่วคราวของฝ่ายขวาต้องตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ พลเรือเอก โคลซัค รัฐมนตรีสงครามคนใหม่    เพราะได้เกิดรัฐประหารเมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายนขึ้นและตั้งโคลซัดเป็นผู้เผด็จการ    สมาชิกของรัฐบาลเฉพาะการถูกจับกุม  พลเรือเอก โคลซัค ได้ประกาศตนเป็นผู้ปกครองสูงสุดของรัสเซีย    กลางเดือนตุลาคม 1918 กองทัพขาวต้องทิ้งเมืองยูฟาแต่ชดเชยความล้มเหลวนี้โดยการเข้ายึดเมือง เปิร์ม ได้ในวันที่ 24 ธันวาคม

พลเรือเอก    อเล็กซานเดรอะ  วาสิลีเยวิช  โคลชัค


--------------------------------------------------------------------------------------
[1] ฟานญา  คาปลัน  ชื่อจริงคือ  ไฟกา ไฮโมฟวา  รอยท์บลาท (Feiga Haimovna Roytblat ( 1890 –  1918) สมาชิกพรรคสังคมนิยม-ปฏิวัติ  ในสมัยรัฐบาลซาร์ถูกเนรเทศและให้ทำงานหนักเป็นเวลา 11 ปี  เธอถูกปล่อยตัวหลังการปฏิวัติ  เธอมีความปักใจว่าเลนิน คือผู้ทรยศต่อการปฏิวัติ
[2] คือดินแดนรวมทั้งพลเมืองและไพร่ติดที่ดินที่อยู่ภายใต้อำนาจปกครองของดยุ๊ค (เทียบเท่าพระองค์เจ้า) หรือดัชเชส  ของระบอบศักดินายุโรปในสมัยกลาง
[3] คือกองทัพของพวกอนาธิปไตยแห่งยูเครนที่มี เนสตอร์ มาคโน  เป็นผู้นำ
[4] คือตำแหน่งผู้นำสูงสุดของชาวคอสแซค