Wednesday, July 15, 2015

ใครฆ่า โรซา ลุกเซ็มบวร์ก...

ใครฆ่า โรซ่า ลุกเซมบวร์ก  และคาร์ล ลิปเนคท์

เงื่อนงำทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของนักลัทธิมาร์กซเรื่องหนึ่งที่ไม่ค่อยมีใครกล่าวถึง  โดย เฉพาะอย่างยิ่งในหมู่คนที่รู้จัก  โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก    จากงานทางทฤษฎีของเธอ จะรู้แต่ว่าเธอถูกฆ่าโดยปรปักษ์ทางชนชั้น     ดังนั้นเราจึงใคร่เสนอเบื้องหลังเรื่องราวของการถูกฆาตร- กรรมของเธอในแง่ที่ว่า     ใครฆ่า     และทำไมต้องทำเช่นนั้น    เรื่องนี้พอจะเน้นย้ำให้เห็นว่า  ผู้กดขี่หรือ ผู้ถูกกดขี่ ใครกันแน่ที่เป็นผู้ที่ก่อความรุนแรงขึ้นก่อน ?      อีกทั้งยังทำให้เราได้เข้าใจถึงลักษณะของความเป็นปรปักษ์ทางชนชั้นที่ไม่สามารถประนีประนอมกันได้อย่างดีอีกด้วย        เรื่องราวต่อไปนี้คณะอัยการทหารแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซีย  ประจำกรุงเบอร์ลิน  ได้ทำการรื้อฟื้นการสอบสวนขึ้นใหม่ พร้อมทั้งทำรายงานเอาไว้  ในปี 1945 ขณะยึดครอง เบอร์ลิน 

เกริ่น

ในวันที่ 15 มกราคม 1919  ย้อนหลังไป 96 ปี    ผู้นำพรรคคอมมิวนิสต์ของเยอรมัน  คาร์ล ลิปเนคท์ (Karl Liebknecht)  และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก (Rosa Luxemburg)  ถูกฆาตกรรมอย่างโหดเหี้ยม    มันเป็นเรื่องร้ายแรงและส่งผลสะท้อนไปทั่วต่อการเคลื่อนไหวของชนชั้นกรรมกรเยอรมันและสากล   ผู้นำทั้งสองเป็นผู้ยึดมั่นต่อแนวทางการปฏิวัติภายในพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมันที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ลัทธิปฏิรูป หลังจากการขึ้นศตวรรษใหม่

เป็นครั้งแรกที่ข้อเขียนของนักลัทธิมาร์กซ    ได้หยิบยกเอาปัญหาของลัทธิทหารในยุคของจักรวรรดิ์นิยมขึ้นมาตีแผ่ในหนังสือของเขาเรื่อง “ลัทธิทหารและการคัดค้านลัทธิทหาร” ที่ออกในปี 1907  เป็นเหตุให้ คาร์ล ต้องถูกฟ้องร้องและถูกตัดสินจำคุก     ในฐานะของของสมาชิกสภาปรัสเซีย  เขาได้เปิดโปงกลุ่มผู้ผลิตอุตสาหกรรมสงครามที่นำโดย อัลฟรีด ฟอน กรุ๊ป มีนโยบายค้าอาวุธ      และเรียก ร้องชนชั้นกรรมาชีพสากลให้สามัคคีกัน  เป็นหัวหอกต่อสู้คัดค้านลัทธิทหาร  คาร์ล  ลิปเนคท์  สนับ สนุนการปฏิวัติปี 1905 ในรัสเซีย      และในทางการเมืองได้คัดค้านนักลัทธิแก้อย่างเอาการเอางาน พิทักษ์แนวทางเคลื่อนไหวมวลชนในฐานะที่เป็นปัจจัยสำคัญของการต่อสู้     เขาได้ประณามการช่วย เหลือที่ให้แก่พระเจ้าซาร์ของรัฐบาลเยอรมัน        เพราะมันเป็นเงื่อนไขสนับสนุนการปราบปรามการปฏิวัติ    และเรียกร้องชนชั้นกรรมาชีพเยอรมันให้เอาอย่างการต่อสู้ของชนชั้นกรรมกรรัสเซีย

เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 1 เริ่มขึ้น  เขาทำตามมติพรรคสังคมประชาธิปไตย สนับสนุนรัฐบาลในการนำประเทศเข้าสู่สงครามเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 1914     หลังจากนั้นก็ได้กลับมติในวันที่ 2 ธันวาคมในการลงคะแนนคัดค้านสงครามเพียงเสียงเดียว      กระทู้ที่เขายื่นต่อประธานสภานั้นเขาพิจารณาว่าการเข้าสู่สงครามครั้งนี้ถือว่าเป็นลักษณะของการผนวกดินแดน     ภายหลังเอกสารนี้ได้แพร่กระจายออกไปใน รูปแผ่นปลิวที่ผิดกฎหมาย          ลิบเนคท์มีความเชี่ยวชาญและฉลาดอย่างยิ่งในการใช้ฐานะสมาชิกรัฐสภาแห่งปรัสเซียให้เป็นประโยชน์ในการต่อสู้      เขารับเอาคำขวัญของพรรคบอลเชวิคมาใช้   ในการเปลี่ยนสงครามจักวรรดิ์นิยมไปสู่สงครามกลางเมือง     และได้ร่วมกับ  โรซา ลุกเซ็มบวร์ก  ก่อตั้งกลุ่ม “สปาร์ตาคัส” ขึ้น    

ในการกล่าวปราศรัยในรัฐสภาปรัสเซีย       เขาได้เรียกร้องต่อชนชั้นกรรมาชีพเบอร์ลินให้เข้าร่วมการประท้วงในวันกรรมกรสากลปี 1916      บนเส้นทางนี้ ลิบเนคท์เรียกร้องให้โค่นล้มรัฐบาลที่นำประเทศเข้าสู่สงครามจักรวรรดิ์นิยม       ทำให้ถูกจับกุมและถูกศาลทหารพิพากษาให้จำคุกเป็นเวลา 4 ปี ...ที่นี่(ในคุก)ทำให้เขาได้เรียนรู้ข่าวสารการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย

โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก   เกิดเมื่อ คศ. 1871 ในโปแลนด์และได้ใช้ชีวิตและทำงาน(ปฏิวัติ)ในเยอรมันตั้งแต่ปี 1898  เธอคัดค้าน เอ็ดดวาด  แบร์นชไตน์    นักลัทธิแก้ ตั้งแต่แรกๆและยังมีบทบาทในการต่อต้านระบอบรัฐมนตรีของ มิลเลอรังด์  และบรรดานักฉวยโอกาสที่ยอมประนีประนอมกับพรรคการ เมืองชนชั้นนายทุน    ข้อเขียนของเธอเกี่ยวกับปัญหาเหล่านี้ได้ถูกรวบรวมไว้ในปี 1899  เรื่อง “ ปฏิรูป หรือปฏิวัติ?”    ด้วยความสนใจต่อการแตกแยกของพรรคแรงงานสังคมประชาธิปไตยรัสเซีย    โรซา ไม่ยอมรับแนวคิดแบบเลนินถึงความจำเป็นในการสร้างพรรคของชนชั้นกรรมาชีพ     สตาลินได้บันทึกไว้ว่า  โรซ่า ได้ประกาศสนับสนุนกลุ่มเมนเชวิค       โดยวิจารณ์ว่าพวกบอลเชวิคนั้นมีแนวโน้มไปสู่ลัทธิบลังกี*   ( หลุยส์ บลัง 1811 – 1882  นักสังคมนิยมและนักปฏิวัติชาวฝรั่งเศส  เป็นนักวัตถุนิยม แต่ไม่ใช่นักวิภาษวิธี  ดังนั้นวิธีการของเขาจึงมีลักษณะกลไก  เขาอุทิศตนในการต่อสู้ทางชนชั้นอย่างเปิดเผย  ยุทธวิธีของเขาคือทำการปฏิวัติโดยอาศัยองค์กรลับที่มีการจัดตั้งหน่วยย่อยที่มีการรวมศูนย์เป็นอย่างดี  ติดอาวุธ และนำมวลชนลุกขึ้นสู้   โดยละเลยและไม่เข้าใจในการสร้างจิตสำนึกทางชนชั้นอย่างทั่วถึง  วิธีการของเขาเมื่อถูกนำไปใช้จึงถูกเรียกว่า ลัทธิบลังกี )  และมีการรวมศูนย์ที่เข้มงวดเกินไป    

ระหว่างการปฏิวัติรัสเซียปี 1905 – 07 เธอได้กลับ มาใกล้ชิดกับบอลเชวิคมากขึ้นในด้านปัญหาต่างๆทางยุทธศาสตร์และยุทธวิธีของการปฏิวัติ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก     ได้มีความเข้าใจอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้นถึงบทบาทของกรรมกรว่าเป็นพลังชี้ขาดในการปฏิวัติ    และยอมรับถึงความจำเป็นในการติดอาวุธในการต่อต้านพระเจ้าซาร์ และสถาปนาเผด็จการชนชั้นกรรมาชีพ      เธอได้แสดงความเห็นด้วยกับโลกทัศน์ของบอลเชวิคว่า ชนชั้นนายทุนเสรีนิยมนั้นเป็นพวกปฏิปักษ์ปฏิวัติ   และชนชั้นชาวนาเป็นชนชั้นปฏิวัติ   จากบทเรียนการปฏิวัติปี 1905 เธอสนับสนุนการเคลื่อนไหวต่อสู้ของมวลชนนอกสภาอย่างแข็งขัน   และให้ความสำคัญเป็นอย่างมากต่อ การเคลื่อนไหวต่อสู้ด้านการเมืองของมวลชน       การต่อต้านลัทธิทหารทำให้เธอต้องถูกจำคุกในระ หว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1

ในงานสำคัญทางทฤษฎีของเธอในด้านเศรษฐศาสตร์การเมือง    โรซา   ได้ อธิบายให้เห็นว่าระบอบทุนนิยมและจักรวรรดิ์นิยมได้ใช้นโยบายทางการเมืองแบบอาณานิคมที่แข็งกร้าว     เธอยืนยันความ เห็นของเธอว่า  การสะสมทุนภายใต้ระบอบทุนนิยมนั้นเป็นหัวหอกในการขูดรีดในส่วนที่ไม่ใช่ทุนนิยม   ดังนั้น..จักรวรรดินิยมจึงสามารถอธิบายได้ว่าเป็นการแข่งขันของประเทศทุนนิยมในแวดวงของประเทศ ที่ไม่ใช่ทุนนิยม     แม้จะมีผลงานทางทฤษฎีที่สำคัญ  แต่โรซาก็ให้การสนับสนุนความคิดที่หันเหออก ไปจากลัทธิมาร์กซในบางประเด็น      เช่นปฏิเสธสิทธิในการตัดสินใจด้วยตนเองของประชาชาติและดูเบาในศักยภาพในการปฏิวัติของชาวนา

ตั้งแต่สงครามโลกครั้งแรกเริ่มขึ้น   เธอได้วิจารณ์สงครามว่าเป็นลักษณะของสงครามจักรวรรดิ์นิยมและการทรยศของฝ่ายนำในพรรคสังคมประชาธิปไตยเยอรมัน    ในฐานะผู้ก่อตั้งสันนิบาต สปาร์ตาคัสเธอได้เขียนบทความต่อต้านสงครามไว้หลายชิ้น         โรซามีความชื่นชมต่อการปฏิวัติเดือนตุลาคมของรัสเซีย ยกย่องบทบาทของบอลเชวิค       ในขณะเดียวกันก็มีความเห็นต่อยุทธวิธีของบอลเชควิคที่ประเมินค่าของเกษตรกรรมให้เป็นปัญหาของชาติโดยเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญ       คำวิจารณ์ของเธอเกี่ยวกับยุทธวิธีของบอลเชวิค    ได้ถูกนำไปโฆษณาอย่างกว้างขวางโดยโฆษกรัฐบาลจักรวรรดิ์นิยมสหรัฐฯ โดยไม่คำนึงถึงความจริงที่ว่า    ภายหลังเธอได้หวนกลับมาเดินตามรอยเท้าของบอลเชวิคในการปฏิวัติและสนับสนุนปกป้องเผด็จการของชนชั้นกรรมาชีพและการก่อตั้งโซเวียตในเยอรมัน

คาร์ล  ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก คือผู้ก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เยอรมัน  ซึ่งได้ประชุมสมัชชากันเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 1918 – 1 มกราคม 1919         หลังการปราบปรามการลุกขึ้นสู้ของมวลชนกรรมกรแห่งเบอร์ลินเมื่อ  มกราคม 1919     ชนชั้นปกครองได้ทำการฆาตกรรมชาวคอมมิวนิสต์สองคนอย่างโหดเหี้ยมเมื่อวันที่ 15 มกราคม 1919     และรากฐานของการฆาตกรรมนี้ได้ถูกจัดฉากขึ้นอย่างลับๆ    เชื่อมโยงไปถึง นายกรัฐมนตรี ฟรีดดริค อีแบร์ต และ นายพล เกรอเนอร์ ที่เป็นกลุ่มแกนนำของพรรคสังคมนิยมปีกขวาที่ก่อตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 1918  เพื่อป้องกันการ ”ขยายตัวของกลุ่มก่อการร้ายบอลเชวิคในเยอรมัน”    ชนชั้นนายทุนและเครือข่ายพรรคสังคมนิยมต่างช่วงชิงกันไล่ล่าสังหารนักปฏิวัติทั้งสองท่าน       หน่วยสายลับของกรมทหารแห่งรัฐสภาไรคชท้าก(Reichstag) ที่ตั้งขึ้นโดยพรรคสังคม-ประชาธิปไตยได้ตั้งค่าหัวของคาร์ลและโรซาเป็นเงินถึง 100,000 มาร์กซ    วันที่ 13 มกราคม 1919 สองวันก่อนเกิดเหตุฆาตรกรรม   หนังสือพิมพ์ ฟอร์แวร์ทส (Vorwärts )   ได้ลงบทกวีที่เรียกร้องให้ลอบสังหารชาวคอมมิวนิสต์ทั้งสอง   

หลังการปลดปล่อยเบอร์ลินโดยเหล่าวีรชนแห่งกองทัพแดงในปี 1945 ผู้ที่มีส่วนร่วมในการฆาตกรรมถูกจับกุมและสอบสวน  คำให้การของเขาได้สูญหายไปในชั่วโมงสุดท้ายของคาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก
……………………………………………………………………..

ลับ  / สำเนาหมายเลข 1
4 ตุลาคม 1945
จากรองประธานกรรมการสภาประชาชนแห่งสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ถึงสหาย วี.เอ็ม.โมโลตอฟ
ผมได้ส่ง สำเนาการสอบสวนของอัยการทหารประจำกรุงเบอร์ลินเกี่ยวกับการจับกุมและคำให้การของผู้เกี่ยวข้องในคดีฆาตกรรม โรซา ลุกเซ็มบวร์ก มาให้แล้ว
เค.กอร์เชนิน
.................................................
อัยการทหารประจำกรุงเบอร์ลิน                                                                                   ลับ
13 กันยายน 1945

เรียน ประธานคณะอัยการทหารแห่งกองทัพแดง สหาย พลโท เอ็น.พี.อัฟฟันนาซิเยฟ
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 1945 ผู้ปฏิบัติงานของหน่วย NKVD*(หน่วยสืบราชการลับรัสเซีย) ในเบอร์ลินได้ทำการจับกุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการฆาตรกรรม โรซา ลุกเซ็มบวร์ก.....ผู้ต้องหาคือ นาย ออตโต   รุงเง (ภายใต้ชื่อใหม่  รูดอฟ วิลเฮ็ล์ม) เกิดเมื่อปี 1875   ภูมิลำเนาเมือง เกสเตบิซเซ(บนฝั่งแม่น้ำโอเดอร์)  สัญชาติเยอรมัน  อาชีพชาวนา   จบการศึกษาระดับ 8 เป็นสมาชิกพรรคนาซีมาตั้งแต่ปี 1933  อาศัยอยู่บ้านเลขที่  22 ถนนไกรฟเฟ่น-เกเก็นเนอร์ , เบอร์ลิน      ยังชีพอยู่ด้วยเงินบำนาญตั้งแต่ปี 1941 และไม่ได้ทำงานเป็นหลักแหล่ง

ผลการสอบสวนมีดังต่อไปนี้

อ๊อตโต รุงเง  นายทหารชั้นประทวน สังกัดกรมทหารยานเกราะที่ 1.. เมื่อวันที่ 13 มกราคม 1919 ได้ถูกส่งไปที่โรงแรมเอเดน(เลขที่ 30 ถนนนูเร็มแบร์กเกอร์ ,เบอร์ลิน) พร้อมกับเพื่อนทหารสังกัดเดียว   กันอีก 15 นาย โดยคำสั่งผู้บังคับกองพันเพื่อไปทำหน้าที่คุ้มกันหน่วยบัญชาการ     
วันที่ 15 มกราคม รอยเอก ป๊าปสท์ นายทหารประจำกองบัญชาการ   ได้มีคำสั่งให้ รุงเง  ปฏิบัติหน้าที่รักษาการที่ประตูทางเข้าของโรงแรมเอเด็นกับพลทหาร  ดราเกอร์    ตั้งแต่เวลา 18.00 น เป็นต้นไป  เมื่อเวลา 20.00น. รุงเง และ ดราเกอร์  ยังคงปฏิบัติหน้าที่โดยยังไม่ได้รับการสับเปลี่ยนเวรตามคำสั่งของนายพล โฮฟมาน ซึ่งในขณะนั้นกำลังบรรยายภารกิจอยู่ที่กองบัญชาการ      พวกเขาถูกปล่อยให้ รักษาการอยู่ที่นั่นโดยไม่มีกำหนดเวลา

เวลา 20.45 น. มีรถคันหนึ่งแล่นมาจอดที่ทางเข้าโรงแรม     ผู้ที่อยู่บนรถเป็นนายทหาร 4 นายและสุภาพสตรีท่านหนึ่ง  โรซา ลุกเซ็มบวร์ก    จากนั้นเธอก็ถูกนายทหารของกองบัญชาการนำตัวเข้าไปในโรงแรม   ประมาณ 10 นาทีให้หลังรถคันที่สองที่มีนายทหาร 3 นายควบคุม    พร้อมกับ คาร์ล ลิปเนคท์ ก็แล่นตามมาจอด    และคาร์ล ก็ถูกนำเข้าไปในกองบัญชาการในลักษณะเดียวกันกับโรซา
ถึงเวลานี้..เป็นที่รู้กันแล้วว่าได้มีการจับกุม คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก    ผู้คนเริ่มทยอย มารวมตัวกันอยู่ใกล้ๆโรงแรมเอเด็น

หลังจาก คาร์ล และ โรซา ได้ถูกนำตัวเข้าไปในกองบัญชาการแล้ว  ร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทุง ก็เข้าไปหา รุงเง และถามเบาๆว่า  รู้จักหญิงและชายทั้งสองคนแต่งชุดพลเรือนที่ถูกคุมตัวมาหรือไม่   รุงเง ตอบปฏิเสธ   ร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทตุง  ก็บอกว่าสองคนนั้นคือ คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก    เป็นพวกโจรนักปฏิวัติตัวร้ายที่ต้องการโค่นผู้ปกครองและยึดอำนาจเป็นของตนเอง    ร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทตุงกระซิบกับ รุงเง ว่า     เมื่อทั้งสองคนออกมาจากโรงแรมแล้วให้จัดการยิงทิ้งเสีย

จากนั้นร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทตุง  ก็เดินกลับเข้าไปในกองบัญชาการสวนทางกับ ร้อยเอก ป้าปสท์ ที่ออกมาสั่งให้ฆ่า คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก  โดยให้ตีด้วยพานท้ายปืนซึ่งรุงเงได้แต่รับคำสั่ง  เมื่อร้อยเอก ป้าปสท์ ผละไปแล้ว  ร้อยตรี คานารีส ก็ออกมาสำทับ รุงเง ว่าถ้าไม่ฆ่า  คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา  ลุกเซ็มบวร์ก  ตามคำสั่ง..เขาจะถูกยิงเป้า  เมื่อกำชับแล้ว ร้อยตรี คานารีส ก็กลับเข้าไป
ในเวลาต่อมา พลทหาร ดราเกอร์  พูดกับ รุงเง ว่า    ถ้ารุงเง ไม่ทำตามคำสั่ง ดราเกอร์ จะเป็นคนฆ่า คาร์ล และ โรซา เองด้วยดาบปลายปืน  รุงเง กล่าวว่าเขาต้องทำตามคำสั่งอยู่แล้ว

หลังจากนั้นไม่กี่นาที  ผู้จัดการโรงแรม (ไม่ได้บอกชื่อก็เดินออกมาที่ประตูใหญ่)  เขาเดินอยู่ด้านขวา โรซา อยู่ตรงกลาง  และด้านซ้ายเป็นร้อยตรี โฟเกล ผู้ซึ่งผลัก โรซา  ออกมานอกโรงแรมเข้าไปหา รุงเง    ที่เตรียมพร้อมจะลงมือ     เขาเงื้อพานท้ายปืนตีเข้าที่ใบหน้าด้านซ้ายและบริเวณไหล่ของโรซาอย่างสุดแรง   ทำให้เธอล้มลงกับพื้นแต่ยังไม่ตายและพยายามจะลุกขึ้นยืน     ทันทีร้อยตรี โฟเกล และทหารอีก 4 คนออกมาจากโรงแรม  ทั้งหมดช่วยกันลากโรซาเข้าไปในรถคันเดิมที่จอดคอยอยู่    เมื่อทั้งหมดเข้าไปในรถแล้ว   ร้อยตรี โฟเกล ดึงปืนพกออกมาและยิงเข้าที่ศรีษะของโรซา  ร่างที่ไร้วิญญานของเธอได้ถูกนำจากไป

จากนั้นคนส่วนหนึ่งก็เดินห้อมล้อม คาร์ล ลิปเนคท์ ออกมาจากโรงแรม มีว่าที่ร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทุง  น้องชายของ ร้อยเอก ฟลั้กค์-ฮาร์ทุง  ร้อยโท ริททิน  ร้อยโทอีกคนหนึ่ง  ร้อยโทชูลท์ซ  ร้อยโท ลิป มาน  และพลทหาร ฟรีดดริก   และได้นำตัว คาร์ล ไปขึ้นรถคันเดิมที่จอดคอยอยู่ฝั่งตรงกันข้าม   หลัง จากทั้งหมดจากไปแล้ว ร้อยตรี ครูล  ได้เดินเข้ามาหา รุงเง และสั่งให้ขึ้นไปยังชั้นสองของโรงแรมโดยทันที   และให้ฆ่า วิลเฮล์ม พิค  บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ “ธงแดง” ของพรรคคอมมิวนิสต์เสีย

ครูล  นำ รุงเง ขึ้นไปชั้นสองขณะที่ วิลเฮล์ม พิค ยืนอยู่ที่บริเวณทางเดิน  และสั่งให้ยิงได้ทันทีที่ พิค ขยับตัว   พวกเขาต้องการสร้างฉากว่า พิค พยายามหลบหนีในระหว่างถูกควบคุม    เมื่อถูกปล่อยให้อยู่กันสองต่อสองที่ทางเดิน    พิคหันมาพูดกับ รุงเง ว่า  คุณทหารอย่ายิง   ผมมีเรื่องบางอย่างที่จะนำไปถ่ายทอดแก่ผู้บังคับบัญชาของคุณ   จากนั้น รุงเง ก็ปล่อย พิคให้เข้าไปในห้องทำงานของร้อยเอก ปาปสท์    หลังจากนั้นไม่กี่นาที ปาปสท์ ก็ปล่อย พิค ออกมาแล้วสั่งให้ รุงเง นำ พิคไปยังสำนัก งานของผู้บัญชาการ    ในระหว่างทางคาดว่า รุงเงได้ปล่อย พิค ไปและกลับมายังกองบัญชาการแล้วรายงานต่อร้อยตรี แฮร์วิทซ ว่ารู้สึกไม่สบายจึงไม่สามารถนำพิคไปส่งจนถึงที่ได้       เวลาประมาณ 22.30 น. ร้อยตรี โฟเกล  ได้กลับมายังกองบัญชาการและแจ้งว่า  พวกเขาได้ได้ทิ้งศพของโรซ่าลงในแม่น้ำ สปรี แล้ว

รถคันที่สองกลับมาเวลา 23 น. พร้อมกับบรรดานายทหารที่นำตัว คาร์ล ลิปเนคท์ ออกไป    พวกเขารายงานว่าได้ขับรถนำ คาร์ลไปตามถนนมุ่งไปยังแถบสวนสัตว์(Zoological garden)   และแกล้งทำเป็นรถเสียจึงจอดจึงพากันลงจากรถ        ขณะนั้น ร้อยตรี ชุลท์ซ  ก็ล้วงมืดพับออกจากกระเป๋าของคาร์ลแล้วกรีดที่แขนของตนเอง  และลงมือยิง คาร์ล ลิปเนคท์      เพื่อเป็นการอธิบายว่า คาร์ล ลิปเนคท์  ได้ทำร้ายชูลท์ซ ในขณะที่พยายามหลบหนี   จึงถูกถูกยิงตาย

วันที่ 16 มกราคม  รุงเงได้ถูกเรียกให้ไปรายงานตัวที่กองบัญชาการกรม     ซึ่งร้อยเอก ปาปสท์ ได้ออกคำสั่งให้หลบอยู่เงียบๆในอพาร์ทเม้นท์ของ ผู้หมวด ลิปมาน  และห้ามออกไปไหนโดยเด็ดขาดจนกว่าจะได้รับเอกสารที่จำเป็นในการหลบหนี    หลังจากนั้นแปดวัน ร้อยตรี คานาริส และ ลิปมาน ก็นำเอกสารปลอมมาให้ในชื่อ ดินวาลด์ และแนะนำให้หลบไปยังเมือง เฟลทสบวร์ก พร้อมกับให้เงินไป 1,000 มาร์ก  รุงเง อาศัยอยู่ในเฟลทสบวร์กจนถึง  11 เมษายน 1919 จึงมีเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหน่วยปราบปรามอาชญากรรมมาพบ    และนำตัว รุงเง ไปเบอร์ลินกับพวกเขา

ระหว่างเดินทางไปเบอร์ลินโดยรถไฟ   ตำรวจทั้งสองได้ให้คำอธิบายแก่ รุงเง ว่าเขาจะต้องไปขึ้นศาลในกรณีที่มีส่วนรู้เห็นกับการฆาตรกรรม คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก    รุงเงจะต้องปฏิเสธว่าไม่มีส่วนรู้เห็นในการนี้   และยืนยันให้การว่าในเวลานั้นได้อาศัยอยู่ที่ เฟลทสบวร์ก   เมื่อถึงเบอร์ลินเขาถูกขังคุกตั้งแต่วันที่ 13 เมษายน  จนถึงวันที่ 8 พฤษภาคม กระบวนการทางศาลได้เริ่มขึ้นและดำ เนินต่อไปจนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม

วันที่ 9 พฤษภาคม 1945 ระหว่างทำการสอบสวน  อ๊อตโต รุงเง ได้ให้การดังต่อไปนี้

ช่วงเวลานั้นผมถูกจำคุกก่อนที่จะมีการไต่สวน  ทนาย กรินสบัค และผู้พิพากษา เฮนท์ซ  ได้มาพบผมในที่คุมขังและให้คำแนะนำว่าผมควรปฏิบัติตนอย่างไรในขณะที่ถูกไต่สวน         พวกเขาบอกว่าให้ผมยอมรับในข้อกล่าวหาทั้งหมดเพียงผู้เดียว นายทหารทั้งหลายล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง     ผมถูกทึกทักเอาว่า  การฆ่า คาร์ล และ โรซา    เป็นการกระทำของผมเพียงคนเดียวและที่ทำไปเพราะอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถควบคุมสติได้

ระหว่างการสอบสวนในวันที่ 14 กันยายน 1945  อ๊อตโต รุงเง ได้กล่าวว่า
“หลังจากที่ผมได้ตอบคำถามทั้งหมดของผู้พิพากษาเฮนท์ซ ว่าผมได้ฆ่าโรซาและคาร์ลด้วยตัวผมเอง ในขณะที่อยู่ในภาวะที่ไม่อาจควบคุมตัวเองได้   ผมก็ไม่ได้ถูกตั้งคำถามอีกเลย”
และให้การต่อไปอีกว่า:
“จริงๆแล้ว  ผมไม่ได้เสียสติ ผมปกติทุกอย่างเหมือนคนทั่วไปและสามารถตอบคำถามเหมือนเช่นคนที่มีความสามารถควบคุมสติของตนได้”
“ก่อนการไต่สวน ผมถูกส่งไปโรงพยายามเพื่อทำการทดสอบถึง 3 ครั้ง   และแพทย์ที่ปรึกษา ด้ายกฎ หมาย  ด็อกเตอร์ ไลป์มาน และชตาร์ส-มอน ได้รายงานว่าผมมีสภาพป่วยทางจิต ”

หลังจากนั้นบรรดาเจ้าหน้าที่ทหารผู้มีส่วนร่วมในการสังหาร คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก เมื่อถูกศาลสอบถาม   ก็ตระโกนตอบด้วยความกราดเกรี้ยวจนประชาชนที่มาฟังคำพิจารณาได้ยินกันทั่วทั้งศาล ว่าพวกเขาไม่ได้ออกคำสั่งและไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดๆเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย    แต่ในทางสาธาร ณะเป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่าเจ้าหน้าที่เหล่านั้นให้การเท็จทั้งๆที่เป็นผู้วางแผนฆ่า     ส่วน รุงเงถูกใช้เป็นเครื่องมืออันหนึ่งเท่านั้น     ผู้พิพากษา เฮนท์ซ  สั่งหยุดทำการไต่สวนและออกจากห้องพิจารณาไป
รุงเงถูกตัดสินจำคุก 25 เดือนโดยศาลแห่งนี้    ส่วนเจ้าหน้าที่ทหารทั้งหมดถูกตัดสินให้ยกฟ้อง

ในขณะที่ถูกจองจำอยู่นั้น    บางครั้งในเดือนพฤศจิกายน 1919   นายทหารคนหนึ่ง พันเอก อัพชเต็ทได้เข้าเยี่ยม รุงเง และเขาได้เล่าความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับการฆาตรกรรม คาร์ล และ โรซา ให้ฟัง  ใน ขณะที่เข้าเยี่ยม รุงเง พันเอก อัพชเต็ท ได้เขียนเกี่ยวกับการให้ปากคำของ รุงเง รายงานขึ้นฉบับหนึ่งและกล่าวภายหลังว่า รายงานฉบับนั้นถูกเสนอให้พิจารณาตอนที่ประธานคณะกรรมการศาลทหารจะทำการสอบสวนรายละเอียดเพิ่มเติมครั้งที่สองก่อนที่จะมีการตัดสินคดี   

31 มกราคม 1920 โดยการพิจารณาของศาลทหารสูงสุด รุงเง ถูกปล่อยตัวและถูกกักอยู่ในบ้านเพื่อคอยการพิจารณาคดีครั้งที่สอง

5 กุมภาพันธ์ 1920 มีเจ้าหน้าที่ตำรวจ 3 นายและนาย เฮปเปิร์ท ผู้บัญชาการเรือนจำ  ได้มาหา รุงเง และชี้แนะว่า การพิจารณาคดีครั้งใหม่เกี่ยวกับคดีฆาตรกรรม คาร์ล และ โรซา กำลังจะเริ่มขึ้น  แต่การปรากฎตัวของ รุงเง ครั้งนี้ในฐานะพยานในคดีที่ทหารถูกกล่าวหาว่ามีส่วนพัวพัน       แต่เนื่องจากถูกบีบทางการเมือง    ทำให้รุงเง ต้องถูกกักขังอีก     เฮปเปิร์ท ได้ริบเอาใบรับรองการพ้นโทษที่ออกให้  โดยศาลสูงสุดไป    ต้องคอยจน ถึงวันที่ 24 มีนาคม กว่าศาลจะเริ่มต้นเปิดพิจารณาอีกครั้ง

เนื่องจากมีการติดตามอย่างต่อเนื่องด้วยการตีพิมพ์บทความในวารสารโดยบรรณาธิการ บอร์นชไตน์   เกี่ยวกับการตัดสินที่ผิดพลาดของผู้พิพากษา เฮนท์ซ ในปี 1919 ในคดีฆาตรกรรม คาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก     การพิจารณาครั้งใหม่จึงได้เริ่มขึ้น  โดยมี รุงเง ปรากฎตัวในฐานะพยาน
ในระหว่างการซักถามในศาล เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ปีเดียวกัน อ๊อตโต รุงเง  ให้การว่า

“ประมาณ 8 วันก่อนพิจารณาคดีของผู้พิพากษาเฮนท์ซ   ผมได้รับข้อเสนอจากบุคคลสองคนว่าจะให้เงิน 10,000 มาร์ก แก่ผม  เพื่อให้การอย่างเดียวกันกับที่เคยให้ไว้เมื่อการไต่สวนปี 1919    ในคดีฆาตรกรรมคาร์ล ลิปเนคท์ และ โรซา ลุกเซ็มบวร์ก     ทั้งสองคนไม่ได้แจ้งชื่อเพียงแต่บอกว่าได้รับการร้องขอจากผู้พิพากษา เฮนท์ซ  แต่ผมปฏิเสธไม่รับข้อเสนอของพวกเขา”

ระหว่างการสอบปากคำครั้งนี้ รุงเง ยังได้ให้การเพิ่มเติมว่า

“ในขณะดำเนินคดีของผู้พิพากษาเฮนท์ซ     ผมได้พูดความจริงทั้งหมดว่าการฆาตรกรรมดำเนินไปอย่างไร  รวมถึงการพยายามฆ่า วิลเฮล์ม พิค  ซึ่งตัวเขามาเป็นพยานด้วย” 
การตัดสินคดีที่ฉ้อฉลในคดีที่เกี่ยวกับการสังหารคาร์ลและโรซาเมื่อปี 1919       ทำให้ผู้พิพากษาเฮนท์ซ ถูกไล่ออกจากตำแหน่งอัยการสูงสุดของเยอรมันหลังจากถูกสอบสวนดำเนินคดีสอบสวนในปี 1929

เนื่องจากไม่สามารถสืบสวนถึงสาเหตุการฆาตรกรรมได้ในวงกว้าง      แม้ผมได้มีคำสั่งเป็นลายลักษณ์อักษรแล้วก็ตาม      ตามความเป็นจริง..     ไม่สามารถหาพยานหลักฐานที่มีส่วนในการฆาตรกรรมโดยตรงได้     อีกอย่างหนึ่งสุขภาพของ รุงเง ก็ทรุดโทรมลงมากในช่วงครึ่งหลังของเดือนพฤศจิกายน  วันที่ 1กันยายน รุงเง ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากสุขภาพที่แย่ลงเรื่อยๆในวัยชรา(รุงเง เกิดเมื่อปี 1875)
อัยการทหารประจำกรุงเบอร์ลิน


พันเอก คอทลียา

Saturday, July 11, 2015

บทเรียนจากชิลี ตอนที่ 2


บทเรียนจากชิลี ตอนที่ 2

2.  กำเนิดของการเคลื่อนไหวด้านแรงงาน  ระบอบทุนนิยมได้กลายเป็นแรงผลักดันและชี้ขาดของหลายๆประเทศอย่างแน่นอนแล้วตั้งแต่ก่อนสงครามโลกครั้งแรก   แต่ทุนนิยมในชิลีตั้งแต่มันถือกำเนิดขึ้นมา ก็มีลักษณะผูกติดและเอื้ออำนวยรับใช้ต่อผลประโยชน์ของจักรวรรดิ์นิยมต่างชาติ   อีกด้านหนึ่งก็ผูกติดอยู่กับผลประโยชน์ของเจ้าที่ดินขนาดใหญ่โดยผ่านระบบธนาคารและการพาณิชยกรรม     มันเป็นเหตุผลที่ชัดเจนว่านายทุนชาติ  ไม่เคยมีความพยายามที่จะดำเนินการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้น นายทุนและกระทั่งยังไม่มีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้

การต่อสู้อย่างเอาจริงเอาจังกับการควบคุมประเทศของจักรวรรดินิยมจะกำหนดขึ้นมาได้อย่างไรเมื่อผล ประโยชน์ที่เป็นสายใยชีวิตของชนชั้นนายทุนชิลีขึ้นอยู่กับการพึ่งพาการลงทุนและค้าขายกับต่างประ เทศ?      จะทำอย่างไรในการฏิรูปเกษตรกรรม ในเมื่อเงินทุนด้านหลักมาจากเจ้าที่ดินคนเดียวกันซึ่งมีความสัมพันธ์ทางเครือญาติ  การศึกษาฯลฯ   กับชนชั้นนายทุนอีกนับพันๆครอบครัว?    ในเมื่อชนชั้นนายทุนไม่สามารถบรรลุภาระหน้าที่ในการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนแล้ว      ชนชั้นใดในสัง คมจะสามารถดำเนินการปฏิวัติได้?   ชนชั้นชาวนาหรือ?  ชนชั้นนี้เป็นความหวังที่ ”มืดมน” กระจัดกระ จาย ,ขาดการศึกษา  และอยู่ภายใต้การกดขี่ที่โหดร้ายมานานนับศตวรรษ  ซึ่งในบางช่วงเมื่อเข้าตาจนก็จะลุกขึ้นมาแค่ก่อการจลาจลเท่านั้นซึ่งไม่ค่อยจะประสบกับความสำเร็จอันใด   เพราะว่าพวกเขาไม่สามารถหาผู้ที่มีจิตวิญญาณในการนำได้เหมือนเช่นชนชั้นอื่นในสังคมที่มีประเทศ, เมืองเป็นเป้าหมาย  

สถานะภาพของชาวนาส่วนใหญ่แล้วไม่ใช่เนื้อเดียวกันแต่เป็นสังคมที่มีลักษณะชั้นชนในสังคมชนชั้นซึ่งอย่างน้อยก็มีบทบาทอิสระในทางการเมืองภายใต้การนำของชนชั้นกรรมาชีพหรือไม่ก็ภายใต้ชนชั้นนายทุน       ความเป็นจริงการต่อสู้เพื่อช่วงชิงทางการเมืองของชาวนาเป็นปัญหาหลักในการปฏิวัติสัง คมนิยมในชิลี          ด้วยเหตุนี้ขั้นตอนแรกก็คือการรับรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ว่าชนชั้นนี้จะสามารถทำได้
ส่วนชนชั้นกลางล่ะ? ตัวแทนทางการเมืองของชนชั้นกลางในชิลีนั้นไม่มีอะไรแตกต่างไปจากพวกจาโคแบงของฝรั่งเศส    การปฏิวัติของชนชั้นนายทุนน้อยในศตวรรษที่ 18 ได้ทำหน้าที่เป็นหัวหอกของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน  

ในช่วงระยะเวลาที่เศรษฐกิจรุ่งเรืองระหว่างปี 1891-1918  กลุ่มคณาธิปไตยของชิลีได้ใช้กลยุทธ์ให้ผลประโยชน์แก่ชนชั้นกลางอย่างกว้างขวาง โดยหยิบยื่นตำแหน่งสำคัญๆในรัฐบาลให้เพื่อสร้างความภักดี  ด้วยวิธีการเช่นนี้ได้สร้างนักการเมืองอาชีพขึ้นได้แก่นักการเมือง ”เสรีนิยม” ซึ่งเป็นนักการเมืองของชนชั้นกลางที่ขายตัวแก่พวกคณาธิปไตยเพื่อแลกกับเงินและผลประโยชน์เพียงเล็กน้อย    จากช่วงนี้เป็นต้นมาชนชั้นกลางของชิลีต่างมีความคิดว่าการเมืองเป็นธุรกิจที่ทำกำไรให้อย่างงาม     จึงเป็นความจริงที่มีการเรียกหากันว่าเป็นนักการเมืองที่ ”ก้าวหน้า” ของชนชั้นนายทุน  พวกเสรีนิยม พวกราดิคาล และ คริสเตียน เดโมแครต ล้วนมีส่วนร่วมในภาพลักษณ์ที่น่ารังเกียจของการคอร์รัปชั่นและ ”โสเภณี” ทางการเมือง   ในขณะที่มวลชนชาวนาและชนชั้นผู้ใช้แรงงานเป็นเพียงผู้ชมการแข่งขันในรัฐสภาเท่า นั้น           เหล่าตัวแทนทางการเมืองของชนชั้นกลางได้พันธนาการตัวเองอยู่บนเกวียนของของพวกคณาธิปไตยซึ่งมีตำแหน่งหน้าที่ในการบริหารเป็นหลักประกัน    สำหรับพวกเขาแล้วเป็นการปฏิบัติหน้าที่ๆสมบูรณ์     

จุดเริ่มต้นของพวก ”เสรีนิยม” ชิลี คือการเป็นเท้าข้างซ้ายของของกลุ่มคณาธิปไตย     อีกด้านหนึ่งความรุ่งเรืองในทางเศรษฐกิจชิลีเกิดขึ้นพร้อมๆกับการพัฒนาอุตสาหกรรมและชนชั้นกรรมกร   การพัฒนาอุตสาหกรรมและพาณิชยกรรมทำให้มวลชนชาวนาผู้ยากจนหลั่งไหลจากชนบทเข้าสู่เมือง   ปี 1907 พลเมืองราว43.2 % อาศัยอยู่ในเมืองที่เป็นศูนย์กลาง   และเพิ่มขึ้นเป็น 46.4 % ในปี 1920.   เฉพาะในเมืองหลวง ซานติอาโก เดอ ชิลี  มีผู้อยู่อาศัยถึง 14% ของจำนวนพลเมืองทั้งประเทศ, กระ  บวนการทำให้เป็น “ชนชั้นกรรมาชีพ” เป็นไปอย่างรวดเร็วมาก  นำไปสู่ความพยายามจะจัดตั้งองค์กรของกรรมกรอันเป็นการเริ่มต้นของสหภาพแรงงาน

เมื่อเริ่มศตวรรษใหม่ หลุยส์ อิมิลลิโอ เรคาบาเรน  เป็นผู้นำในการก่อตั้งองค์กรเหมืองแร่ไนเตรท   ปี 1910 FOCh ได้ก่อตั้งขึ้น  สองปีต่อมา  เรคาบาเรน  พยายามสร้างบทบาททางการเมืองครั้งแรกในการเคลื่อนไหวกรรมกรด้วยการตั้งพรรค  กรรมกรสังคมนิยมแห่งชิลี  POS  (the Socialist Workers Party of Chile ) ในอิควิเกอ      แต่ก็เกิดสงครามโลกครั้งที่หนึ่งและตามมาด้วยการปฏิวัติรัสเซียได้เป็นแรงกระตุ้นที่จะให้มีการเปลี่ยนแปลงแบบถึงรากในหมู่กรรมกรหนุ่มของชิลี    การถดถอยของเศรษฐกิจโลกที่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ปี 1918 เป็นเหตุให้ราคาทองแดงและไนเตรทตกต่ำลงไปด้วย     ความขัดแย้งทางสังคมที่คุกรุ่นอยู่ก่อนหน้านี้ได้ปรากฏออกมาให้เห็น      ระหว่างปี 1913–1923  ค่าแรงที่แท้จริงกรรมกรลดลง 10% เนื่องมาจากอัตราเงินเฟ้อ  นัยสำคัญที่ต้องการความเปลี่ยนแปลงแสดงออกโดยคลื่นของการนัดหยุดงานที่เกิดขึ้นถึง 293 ครั้งในระหว่างปี 1911 และ1920
เหตุการณ์สำคัญที่ปลุกจิตสำนึกของกรรมกรชิลีคือการปฏิวัติรัสเซีย   ภายใต้บรรยากาศทั่วไปของการเปลี่ยนแปลง   พรรคกรรมกรสังคมนิยมชิลีชื่นชมต่อการปฏิวัติรัสเซียเป็นอย่างมาก  และในปี 1922 ก็ยอมรับเงื่อนไข 21 ข้อเพื่อสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์กรคอมมิวนิสต์สากลและเปลี่ยนชื่อเป็น พรรคคอมมิวนิสต๋ชิลี  ในปีต่อๆมา ชิลีได้ประสบกับวิกฤติกาลที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในทุกระดับของสังคม, ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงที่จะก้าวสู่ชัยชนะของการปฏิวัติสังคมนิยม    ภาพลวงตาที่ ”ก้าวหน้า” ของนักการ เมืองชนชั้นนายได้ทุนสร้างความผิดหวังให้แก่ประชาชนเป็นอันมากหลังการเลือกตั้งปี 1918  รัฐบาลผสมเสรีนิยมของ อเลสซานดรี ปาลมา ได้แสดงออกอย่างชัดเจนถึงความไม่มีน้ำยาในการแก้ปัญหาของชนชั้นกรรมกรได้แม้แต่เพียงเรื่องเดียว
ชนชั้นกรรมกรได้เรียนรู้จากประสบการณ์ที่ขมขื่น ,ที่จะเลิกเชื่อถือความเป็น “เสรีนิยม”  ของนักการ  เมืองชนชั้นนายทุนอีกต่อไป        พลังทางเศรษฐกิจยังตกอยู่ในมือของระบบผูกขาดและบรรดาเจ้าที่ดิน,วิกฤตเศรษฐกิจที่ว่าแย่อยู่แล้วกลับยิ่งเลวร้ายลงไปอีก      พร้อมกับการถูกควบคุมทางเศรษฐกิจจากจักรวรรดิ์นิยม,จะเห็นได้อย่างชัดเจนว่าชนชั้นนายทุนชิลีก็เป็นได้เพียงตัวแทนของนายทุนต่างชาติในท้องถิ่นเท่านั้น      ความไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้สะท้อนออกมาเป็นการก่อรัฐประหารและฉวยโอกาสแก้ไขรัฐธรรมนูญในปี1925   การตกต่ำของเศรษฐกิจโลกเมื่อปี 1929ส่งผลกระทบต่อชิลีอย่างหนักหน่วง  บีบให้ต้องละเว้นมาตรฐานการสำรองทองคำและบอกปัดหนี้ต่างประเทศ     ผลผลิตด้านอุตสาหกรรมเหมืองแร่ในปี 1929 ตกลงเหลือเพียงครึ่งหนึ่งของช่วง 1927-28   การว่างงานเพิ่มขึ้นสูงเป็นประวัติการณ์    ในปี 1929 คนงานเหมืองมีจำนวน 91,000คน ภายในสิ้นปี 1930 ลดจำนวนลงเหลือเพียง 31,000คน
โอกาสที่สูญสลาย    ความไม่พอใจเกิดขึ้นทั่วไปในทุกระดับของสังคม          การแสดงออกอย่างชัดเจนส่วนใหญ่จะเห็นได้จากกระแสปลุกระดมของนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งชิลี     ปัญญาชนและนักศึกษาส่วนใหญ่นั้นเปรียบเสมือนเครื่องมือที่อ่อนไหวมากในการวัดความขัดแย้งและความตึงเครียดในสังคม     เลนินได้ให้อรรถาธิบายไว้หลายครั้งว่าสภาพภววิสัยในการดำเนินการปฏิวัติสังคมนิยมนั้นมีอยู่ 4 ประการ       
1: ชนชั้นปกครองได้สูญเสียความเชื่อมั่นในตนเองและไม่สามารถดำเนินการปกครองต่อไปได้อีก   
2:   ในสังคมมีความขัดแย้งและแตกแยกเป็นฝักฝ่ายอย่างรุนแรงชนชั้นกลางไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างที่เคยเป็น  หรืออย่างน้อยก็วางตัวเป็นกลาง   
3:  ชนชั้นผู้ใช้แรงงานมีความพร้อมในการต่อสู้เพื่อชี้ขาดในการเปลี่ยนแปลงสังคม  
4:  มีพรรคปฏิวัติที่นำโดยนักปฏิวัติผู้มีความสามารถในการนำมวลชนไปต่อสู้เพื่อเผด็จอำนาจ
วิกฤตของชนชั้นปกครองชิลีนั้นเป็นลักษณะพิเศษที่ได้แสดงให้เห็นจากวิกฤตของรัฐบาลชุดต่างๆที่มีมาอย่างต่อเนื่องในทศวรรษ ที่1920  ปัญหาที่หมักหมมอยู่ได้สร้างความไม่พอใจให้แก่ชนชั้นกลางและถูกแสดงออกโดยผ่านบทบาทของนักศึกษา  บรรดานายแพทย์ และผู้คนในสาขาอาชีพต่างๆได้ออกมาร่วมประท้วงกับนักศึกษา      การประท้วงที่รุนแรงต่างๆทำให้นำไปสู่การล่มสลายของระบอบเผด็จการ  อิบาเนซ  และทำให้เขาต้องระเห็จออกนอกประเทศ         ถ้าพลังมวลชนของพรรคปฏิวัติในชิลีดำรงอยู่จริง, สถานการณ์ก่อนการปฏิวัติน่าจะเปลี่ยนไปสู่สถานการณ์ปฏิวัติไปแล้วจากการเผด็จอำนาจโดยชนชั้นผู้ใช้แรงงาน
โศกนาฏกรรมของชนชั้นผู้ใช้แรงงานชิลีคือการเข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ของกลุ่มนิยมสตาลินที่กำลังอยู่ในภาวะเสื่อมถอยในสหภาพโซวียต   เราสามารถเห็นกระบวนการเดียวกันนี้ที่สะท้อนออกในพรรคทั้งหลายที่สังกัดองค์กรคอมมิวนิสต์สากลซึ่งตัดสินใจตามก้นแนวทางการเมืองที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ระบบขุนนางรัสเซียกันอย่างมืดบอด            จากปี 1928 เรื่อยมาจนถึงองค์กรสากลที่ดำเนินงานภายใต้แนวนโยบาย ”ลัทธิสากลแห่งชนชั้นกรรมาชีพ” ของเลนิน   กลุ่มนิยมสตาลินได้ยอมรับแนวทาง “สังคมนิยมในประเทศเดียว” อย่างเป็นทางการ          ซึ่งมีผลให้พรรคคอมมิวนิสต์อื่นๆกลายเป็นเครื่องมือสนองนโยบายต่างประเทศของระบอบขุนนางรัสเซียไปอย่างสมบูรณ์แบบ    นี่เป็นการชี้ขาดจังหวะก้าวของนักปฏิรูปที่นำความเสื่อมมาสู่พรรคคอมมิวนิสต์ทั้งหลายในองค์กรคอมมิวนิสต์สากล

ในเวลาเดียวกัน,ภายใต้การชี้นำของกลุ่มนิยมสตาลินในมอสโคว์  พรรคต่างๆในองค์กรสากลต่างชื่นชมกับต่อสิ่งที่เรียกว่า”ยุคที่สาม” ที่มีนโยบายซ้ายสุดขั้ว  เห็นด้วยกับการจัดตั้งองค์กรแบบสังคมนิยมแบบเผด็จอำนาจ            นโยบายเช่นนี้มีสาเหตุมาจากความพ่ายแพ้อย่างยับเยินของพรรคชนชั้นกรรมกรเยอรมันเมื่อปี 1933     สิ่งที่ตามมาคือพรรคคอมมิวนิสต์ในหลายประเทศได้สูญเสียรากฐานมวลชนไปเนื่องมาจากนโยบายที่บ้าคลั่งนี้ที่ต่อต้านนโยบาย ”แนวร่วมปฏิวัติ” ( revolution front)ที่สนับสนุนโดยเลนิน           เช่นเดียวกันกับในชิลีนโยบายของกลุ่มนิยมสตาลินได้สร้างความเสียหายขึ้นอย่างใหญ่หลวง      เราได้เห็นพรรคคอมมิวนิสต์ลดระดับจากความเป็นพรรคลงมาเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย    โดดเดี่ยวตัวเองจากมวลชนในช่วงเวลาที่ต้องตัดสินใจ,รวมความแล้วก็คือไม่มีความความสามารถในการนำการเคลื่อน ไหวปฏิวัติ  (ยังมีต่อ)

Friday, July 10, 2015

บทเรียนจากชิลี 1973 ตอนที่ 1

บทเรียนของชิลี ปี 1973    
 เขียนโดย  อลัน วูดส์     11 January 1979      ทินกร   คล่องเชิงรบ   แปลและเรียบเรียง
ตอนที่1. 
วันนี้เป็นวันครบรอบ 40 ปี ของการรัฐประหารโค่นอำนาจของประธานาธิบดี ซัลวาดอร์  อาเยนเด ในประเทศชิลีและสถาปนาระบอบเผด็จการที่โหดร้ายป่าเถื่อนของ ปิโนเช     เราได้ตีพิมพ์เอกสารที่เขียนขึ้นเมื่อปี 1979  โดย อลัน วูดส์  ได้วิเคราะห์ประวัติการเคลื่อนไหวของขบวนแถวของกรรมกรชิลีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงยุคของรัฐบาลผสมฝ่ายซ้ายของประธานาธิบดี อาเยนเด,ใครเป็นผู้ที่อยู่เบื้องหลังสนับสนุน  การรัฐประหารของของนายพลปิโนเช? และพวกเขาได้พิทักษ์ผลประโยชน์ของใคร?  การดำเนินนโยบายทางการเมืองอะไรของอาเยเดทำให้ไม่สามารถป้องกันการก่อรัฐประหารได้   
เริ่มจากการพิชิตดินแดนที่เรียกว่าชิลีเริ่มขึ้นเมื่อปีคริสต์ศักราช 1536- 37 โดย ดิเอโก เดอ อัลมาโกร และต่อมาภายหลังโดย เปโดร เดอ วาลดิเวียได้ดำเนินไปด้วยความโหดร้ายทารุณพอๆกันเช่นที่ได้เกิดขึ้นในส่วนอื่นๆของทวีปนี้   แต่ผู้พิชิตไม่เคยค้นพบ“เอล โดราโด”*ในชิลีเลย (เอล โดราโด*ตำนานขุมทองในอเมริกาใต้  เป็นเรื่องที่ดึงดูดใจนักแสวงโชคในยุโรปให้ไปค้นหา แต่ไม่เคยมีการค้นพบ) การค้นหาทอง คำที่ค่อนข้างจะหายากไม่สามารถชดเชยความสิ้นเปลืองในสงครามช่วงชิงพรมแดน ”อาเราคัน” ที่ดำเนินมากระทั่งสิ้นสุดลงเมื่อปี 1880     และเป็นเหตุให้ชิลีต้องกลายเป็นอาณานิคมที่แร้นแค้นที่สุดของเสปน สภาพภูมิอากาศทำให้การพัฒนาเกษตรกรรมในภาคเหนือและใต้ของชิลีเป็นไปด้วยความยากลำบากยิ่ง   ในขณะที่เม๊กซิโกและเปรูนั้นมีองค์ประกอบที่สามารถดึงดูดความสนใจของชนชั้นปกครองชาวคัสตินเลียนได้มากกว่า   ด้วยทัศนคติที่ว่าชิลีไม่สามารถเอื้ออำนวยในการสร้างความมั่งคั่งรวมถึงการได้รับการยอมรับในฐานันดรที่ทรงเกียรติ เช่นใน เม๊กซิโกและเปรู    อีกด้านหนึ่งชาว อาเราคันอินเดียน*ได้ต่อต้านผู้รุกรานด้วยความกล้าหาญตลอดมาจนถึงปี 1880 ซึ่งแสดงให้เห็นถึงสติปัญญาและความความหาญกล้า  ในการเปลี่ยนแปลงกลยุทธ์ทั้งทางการทหารและวิถีชีวิตการต่อสู้ของพวกเขาตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงไป
ผู้รุกรานจะบรรลุ ”ความสงบ” กับชาวอาเราคันโดยใช้นโยบายถอนรากถอนโคนอย่างเป็นระบบเพียงอย่างเดียว   ในสงครามนองเลือดที่ต่อต้านชนพื้นเมืองทำให้เราได้เห็นธาตุแท้ของเจ้าที่ดินชิลี      ซึ่งเป็นธาตุแท้ในการหล่อหลอมชัยชนะเพื่อทำให้ประชาชนกลายเป็นข้าทาส     เป็นวิธีที่พวกเขาคุ้นเคยมานานนับศตวรรษที่เห็นว่าชนชาวพื้นเมืองเป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่ต่ำชั้นกว่าซึ่งมีค่ามากว่าสัตว์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น      ด้วยสำนึกว่าเป็นเผ่าพันธุ์ที่เหนือกว่านี้,ได้สร้างสมลักษณะพิเศษของชนชั้นปกครองชิลีมาจนตราบเท่าถึงปัจจุบันนี้
 เบื้องหลัง “ความมีอารยะ” และ “ความรุ่งโรจน์ทางปัญญา” ของพวกเขา   ได้แก่สีผิวที่ได้แสดงออกถึงจิตวิญญาณของความเป็น”ผู้พิชิต” และ”เจ้าศักดินา”    และทุกวันนี้ก็ยังเป็นที่ยอมรับกันอยู่ในหมู่ชนชั้น  ”ผู้ดี” ชาวชิลีอย่างโจ่งแจ้งและพันธมิตรชนชั้นนายทุนของพวกเขา    ซึ่งไม่ใช่อะไรอื่นนอกจากทำตัวเป็นตัวแทนย่อยๆของลัทธิจักรพรรดิ์นิยม    อาสาพิทักษ์และขึ้นต่อทุนต่างชาติอย่างน่าละอาย  นานนับศตวรรษที่ดินตอนกลางอันอุดมสมบูรณ์ของประเทศนับว่าเป็นแหล่งเกษตรกรรมที่ดี ถูกแบ่งปันจัดสรรเป็นไร่หรือฟาร์มขนาดใหญ่ทันที  เริ่มแต่ได้รับชัยชนะต่อชนพื้นเมืองให้เป็นทรัพย์สินกรรมสิทธิ์ของบรรดาเจ้าศักดินา      จากการสำรวจเมื่อปี 1925 -  90  ของที่ดินในแถบนี้ล้วนเป็นของเจ้าศักดินา   ที่ดินในหุบเขาของแม่น้ำ อะคอนคาเกา ใกล้กับ เมืองวาลปาไรโซ 98% เป็นของเจ้าที่ดินเพียงหยิบมือเดียว (3%)   เจ้าที่ดินบางคนถือครองกรรมสิทธิ์มากกว่า 5,000 เฮกตาร์ (31,250 ไร่)    เหลือที่ดินผืนเล็กๆอยู่ในมือของชาวนาจนซึ่งดำรงชีวิตได้อย่างยากลำบากมาก
ที่ดินทำกินเป็นปัญหาใจกลางของสังคมชิลีมาตลอดควบคู่ไปกับการปลดแอกประเทศจากจักรพรรดินิยม   และการขาดแคลนที่ดินที่เหมาะสำหรับการทำเกษตรกรรม    ในภาคเหนือก็มีปริมาณน้ำฝนไม่เพียงพอ  ส่วนภาคใต้ก็มีฝนชุกเกินไป    มีเพียงตอนกลางของประเทศเท่านั้นที่สามารถพัฒนาเกษตรกรรมให้รุด หน้าไปได้    พื้นที่ส่วนนี้มีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับพัฒนาพื้นฐานการเกษตรแบบเมดิเตอร์เรเนียนด้วยการผลิตไวน์   น้ำมันมะกอก  หรือผลไม้ต่างๆ   แต่อุปสรรคที่ใหญ่หลวงในการพัฒนานี้ได้แก่ที่ดินซึ่งอยู่ในกำมือของเจ้าที่ดินเพียงไม่กี่ราย    เจ้าของที่ดินรายใหญ่มักจะใช้ที่ดินสำหรับการเลี้ยงปศุสัตว์     ที่ดินส่วนมากจะใช้ปลูกหญ้า อัลฟาลฟา และพืชอาหารของสัตว์  ที่เหลือก็จ้างแรงงานราคาถูกของชาวนาผู้ซึ่งมีชีวิตความเป็นอยู่ที่เลวร้ายมากพอจะเปรียบได้กับพวกทาสกสิกรในสมัยศักดินา  บรรดา     เจ้าที่ดินให้ความสนใจการเกษตรกรรมสมัยใหม่น้อยมาก
วิธีพื้นฐานของเจ้าที่ดินใหญ่โดยมากจะขัดขวางการพัฒนาการเกษตรกรรม      ในภาคใต้,ตั้งแต่ปี1850 ผู้อพยพชาวเยอรมันได้สร้างฟาร์มขนาดเล็กขึ้นเพื่อผลิตข้าวสาลีและเลี้ยงโคนมเป็นด้านหลัก    แต่ส่วนใหญ่ของประเทศไม่เคยปรากฏว่ามีชนชั้นชาวนารวยแต่อย่างใด,หากแต่จะค่อนไปทางเจ้าที่ดินใหญ่และบรรดาผู้เช่านาของพวกเขาที่มีสภาพการผลิตแบบกี่งศักดินาเสียเป็นส่วนใหญ่   ผสมผสานไปกับบรรดากรรมกรผู้ใช้แรงงานทางการเกษตรในชนบทที่ถูกเรียกว่า”ผู้ชำรุด”(rotos) ที่มีสาเหตุมาจากการกดขี่ที่โหดร้ายป่าเถื่อน,และมีสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แทบจะไม่ใช่มนุษย์
ที่ผิดแผกแตกต่างกับประเทศอื่นและเป็นที่รู้กันว่าในชิลีไม่เคยรู้จักคำว่าการปฏิรูปเกษตรกรรมเลยจากปี1925  มีเพียงในปี1945 ที่มีความพยายามจะแบ่งสรรที่ดินเป็นผืนใหญ่ๆ   แต่ก็เป็นความพยายามครั้งเดียวที่เป็นผลพวงที่มาจากการปฏิวัติในเม๊กซิโก หรือเป็นนโยบายของรัฐบาลประเทศโบลิเวีย     เป็นการริเริ่มของบรรดาเจ้าที่ดินใหญ่ซึ่งตระหนักถึงการเพิ่มขึ้นของผลกำไรของตน    จิตสำนึกแบบศักดินาของเจ้าที่ดินชิลีไม่ได้เป็นอุปสรรคที่รุนแรงใดๆในการเข้าไปมีส่วนร่วมกับการเก็งกำไรที่แสนจะน่าละอายนี้      พวกเขาขายที่ดินส่วนหนึ่งไปและนำเงินกำไรไปลงทุนธุรกิจในเมืองใหญ่,พวกเขาเข้าควบคุมกิจการธนาคาร และสถาบันการเงินต่างๆเอาไว้ 
ผู้รับใช้นายทุน    รูปการที่ชัดเจนอย่างยิ่งในชิลีที่เป็นมากกว่าบรรดาประเทศในลาตินอเมริกาทั้งมวลคือ     การรักษาผลประโยชน์ของบรรดาเจ้าที่ดินใหญ่,นายธนาคาร, และบรรดานายทุน  ด้วยการหลอมรวมระบบคณาธิปไตยที่เข้มแข็งซึ่งควบคุมชีวิตทางเศรษฐกิจของชาติเข้ากับการควบคุมของจักรพรรดิ์นิยม  ดังนั้น,โดยธาตุแท้ของมัน..ย่อมไม่สามารถขีดเส้นแบ่งระหว่างชนชั้นเจ้าที่ดินใหญ่กับชนชั้นนายทุนชิลีออกจากกันอย่างชัดเจนได้, ชนชั้นนายทุนชิลียินยอมโดยไม่ลังเลที่จะประสานผลประโยชน์ของพวกเขาเข้ากับกลุ่มที่มีผลประโยชน์อย่างเดียวกันที่ต่อต้านการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานของสังคมชิลีอย่างถึงรากถึงโคน  นี่สามารถอธิบายได้ว่าไม่เคยมีการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนในชิลี     และถือว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งในความพยายามที่จะดำเนิน การปฏิรูปที่ดินอย่างจริงจัง,ซึ่งเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญทางประวัติศาสตร์ของชนชั้นนายทุนในการปฏิวัติประชาธิปไตยของชนชั้นนี้      ผลสำฤทธิ์ทั้งหมดของสิทธิทางประชาธิปไตยในชิลีในอดีตย่อมไม่ใช่มาจากผลพวงของการปฏิวัติชนชั้นนายทุน,ซึ่งตามความเป็นจริงไม่เคยเกิดขึ้นเลย,หากเนื่องมาจากการดำรงอยู่ของชนชั้นกรรมกรและระบบสหภาพแรงงานที่เข้ม แข็ง   แรงกดดันของชนชั้นกรรมกรชิลีได้บีบให้กลุ่มคณาธิปไตยไม่สามารถอยู่ในฐานะอภิสิทธ์ชนที่จะทำอะไรก็ได้ในระบบเศรษฐกิจของชิลีในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง
หลังจากได้รับชัยชนะในสงครามประกาศอิสรภาพเมื่อปี 1818 ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในระดับพื้นฐานของกองทัพอย่างขนานใหญ่    โดยได้รับอิทธิพลและตัวอย่างจากการปฏิวัติใหญ่ของฝรั่งเศส (ปี 1789)   โดยมีความพยายามดำเนินการปฏิรูปที่ต่อต้าน ผลประโยชน์ของโบสถ์และเจ้าที่ดินใหญ่     แต่ความริเริ่มนี้ถูกขัดขวางโดยพวก ”เปลูคอนเนส(pelucones)* ในภาษาเสปนหมายถึงพวกชนชั้นผู้ดีอนุรักษ์นิยมในสังคมชิลีเมื่อราวต้นทศวรรษที่ 18 ที่สวมวิกผมตามสมัยนิยมแบบยุโรป  ซึ่งถูกเรียกโดยกลุ่มหัวใหม่ที่ต้องการเปลี่ยน แปลงสังคม      เป็นชนชั้นที่มีอิทธิพลในการร่างรัฐธรรมนูญชิลีฉบับปี 1833  เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ชนชั้นสูงในการดำรง ตำแหน่งประธานาธิบดีและผูกขาดอำนาจทางการเมือง) ซึ่งเป็นชนชั้นศักดินาที่มีบทบาทในการยกร่างรัฐธรรมนูญปฏิกิริยาฉบับปี 1833

การพัฒนาของปัจจัยทุนนิยมก่อให้เกิดการเผชิญหน้ากันระหว่างพวกเสรีนิยม(แนวคิดใหม่)และอนุรักษ์นิ ยม(แนวคิดเก่า)ตลอดระยะครึ่งหลังของศตวรรษที่ 19   แต่ก็จบลงเหมือนกับประเทศอื่นๆด้วยการร่วมมือกันแบ่งปันผลประโยชน์ที่ปล้นชิงมาจากประชาชน   ซึ่งต้องขอบคุณพวกเขาในการควบคุมรัฐบาลและประเทศ เงื่อนไขสำคัญที่พวกเขาสามารถร่วมมือกันก็คือการทำสงครามต่อต้านเปรูกับโบลิเวียอย่างต่อต่อเนื่องเพื่อครอบครองความมั่งคั่งทางทรัพยากรเหมืองแร่ในภาคเหนือของประเทศ จากการพิชิตทะเล ทรายอาเราคาน  ปริมาณสำรองแร่ไนเตรทอันมหาศาลในที่นั้นจึงตกไปอยู่ในมือของกลุ่มคณาธิปไตยชิลี
เมื่อสงครามยุติลง  ปัญหาต่างๆได้รับการแก้ไข  รัฐบาลชิลีได้รับความนิยมอย่างมากในปี 1883   ชิลีได้ครอบครองเมืองโบราณ ทัคนา และ อาริคา  ของเปรูโดยให้คำมั่นว่าจะมีการลงประชามติแต่ก็ไม่เคยเกิดขึ้นเลย   บรรดานายทุนได้มีส่วนในการแบ่งอำนาจกับชนชั้นศักดินาและขุนทหารใหญ่   ซึ่งชัยชนะในการรบได้เปิดทางกว้างไปสู่ความมั่งคั่งอย่างไม่เคยมีมาก่อน   ผลกำไรจากการทำเหมืองไนเตรทคือจุดเริ่มต้นของระบอบทุนนิยมสมัยใหม่ในชิลี     และไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องไปเผชิญหน้ากับชนชั้นศักดินาและทหารระดับสูงซึ่งก็พร้อมอยู่แล้วที่จะให้ความร่วมมือทางธุรกิจกับชนชั้นนายทุน
 บนเส้นทางที่ชนชั้นนายทุนถือกำเนิดมาเช่นนี้    เป็นสิ่งบ่งชี้ให้เห็นให้ได้ว่าชนชั้นนายทุนชาติของชิลีนั้นถูกกัดกร่อนจนตกอยู่ในภาวะที่เสื่อมถอย     ไม่สามารถต่อสู้กับอำนาจอิทธิพลของเจ้าที่ดินใหญ่ ได้แต่ยอมจำนนเป็นเบี้ยล่างอยู่ตลอดมา และยอมมอบอำนาจการปกครองประทศให้แก่เจ้าที่ดินใหญ่ไปเสียเกือบทั้งหมด       ส่วนแบ่งที่ได้มาก็คืออำนาจในการกดขี่ขูดรีดกรรมกรและชาวนาที่ปล้นชิงมาได้จากสงครามชายแดน ชนชั้นนายทุนได้ส่วนแบ่งที่ดินแต่ชนชั้นเจ้าที่ดินได้รับส่วนแบ่งในด้านอุตสาหกรรม ,เหมืองแร่,และพาณิชยกรรม     ทั้งสองชนชั้นมีความสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นโดยผ่านจากผลประโยชน์ทางด้านธนาคารและธุรกิจการเงิน     ด้วยเหตุผลที่กล่าวมานี้ บทสรุปสุดท้ายของชนชั้นนาย ทุนชิลีก็คือความอ่อนแอไร้อำนาจที่จะดำเนินภารกิจพื้นฐานของชนชั้นตนคือการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน      เหมือนเช่นที่ชนชั้นนายทุนฝรั่งเศสและอังกฤษได้เข้าใจมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 และ 18 แล้ว
เราได้เห็นว่าการเป็นพันธมิตรกันระหว่างนายทุนและเจ้าที่ดินทำให้มีมีประสิทธิภาพมากขึ้นหลังจากที่กอง ทัพได้รับชัยชนะเมื่อปี1883และยังสามารถพิชิตชนอินเดียนพื้นเมืองแห่งอาเราคานได้ภายในทศทศวรรษเดียวกัน    พันธมิตรนี้ได้สร้างลัพธ์ที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง     คือการได้ขยายเขตแดนของประเทศ ซึ่งได้กลายมาเป็นการเพิ่มพูนความมั่งคั่งที่ได้รับจากแร่ไนเตรท   “ความปรองดองทางประวัติศาสตร์” ระหว่างฝ่ายที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงของชนชั้นปกครองนี้ได้สร้างพื้นฐานทางการเมือง “ระบบรัฐสภา” ขึ้นในระยะต่อมาอย่างยาวนาน     เศรษฐกิจโลกอยู่ในยุคที่รุ่งเรืองมากในช่วงปี 1891- 1913  ทำให้ชนชั้นปกครองของชิลีมีความมั่นคง    ชิลีวางตัวเป็นกลางในสงครามโลกครั้งที่ 1 ได้รับผลประ โยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล   การร่วมมือกันของธนาคาร  ระบอบเจ้าที่ดิน และธุรกิจใหญ่ๆเป็นไปอย่างราบรื่นสมบูรณ์   ซึ่งก็มีพื้นฐานที่ไม่แตกต่างกันนักระหว่างพรรคการเมืองต่างๆที่เป็นตัวแทนในรัฐสภา   ภาพข้างล่างนี้ได้ไขความลับของ ”ประชาธิปไตยแบบชิลี” ในสมัยนั้น 
ผลผลิตไนเตรท;
ปี  1832              300,000    ตัน
ปี   1896           1,000,000    ตัน
ปี  1901-1910     1,700,000   ตัน    (เฉลี่ยรายปี)
ปี  1911-1920     2,500,000    ตัน   (เฉลี่ยรายปี)
ปริมาณที่เพิ่มขึ้นของการค้าโลก   ทำให้มีความต้องการไนเตรทจากชิลีมากขึ้นบีบให้ราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 75% ระหว่างปี 1910-1918   และเช่นเดียวกันกับทองแดงที่เข้ามาเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญแทนไนเตรททีละเล็กทีละน้อย   ผลผลิตทองแดงเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 30,000 ตัน/ปี    เป็นค่าเฉลี่ยระหว่าปี 1901-1910  และ  60,000  ตันในปี 1920  การค้าต่างประเทศมีมูลค่าเพิ่มขึ้นจาก 140 ล้านเปโซในปี 1886 เป็น 580 ล้านเปโซในปี 1906
 แต่ในขณะเดียวกันชนชั้นนายทุนชิลีก็ไม่สามารถทำการปฏิรูปที่ดินให้ลุล่วงไปได้ แม้กระทั่งในด้านอุตสาหกรรมและเหมืองแร่ ใน  ”ยุคทอง” ของชนชั้นนายทุนชิลี    ชนชั้นนายทุนชาติกลับยอมสยบและรับใช้ประเทศจักรพรรดินิยม   แม้ในช่วงปีที่เกิดสงคราม โลกครั้งแรก, ครึ่งหนึ่งของการลงทุนด้านอุตสา -หกรรมเหมืองแร่ตกเป็นของต่างชาติ     ในไม่ช้าประเทศจักรวรรดินิยมซึ่งไม่ใช่ใครอื่น สหรัฐอเมริกาก็เข้ามาเป็นเจ้าของบริษัทอุตสาหกรรมเหมืองทองแดงเสียเอง      บริษัท “เอล เทเนียนเต้ “ ที่มีขนาดการผลิตใหญ่เป็นอันดับสามของประเทศก็ตกอยู่ในมือของบริษัทสหรัฐฯเมื่อปี 1904     บริษัท ชูคิกามาตา  ซึ่งมีผลผลิตเป็นครึ่งหนึ่งของผลผลิตทองแดงของทั้งประเทศก็ถูกซื้อโดยบริษัทอีกแห่งหนึ่งของสหรัฐฯเมื่อปี 1912   และมากไปกว่านั้นในเวลาเพียงครึ่งศตวรรษ    บริษัทผลิตทองแดงต่างๆเช่น อนาคอนดา และเคนเนคอท ได้ดำเนินกิจการปล้นชิงผลประโยชน์จากทรัพยากรเหมืองแร่ของชาติ,สะสมกำไรมูลค่ามหาศาลไปจากชนชั้นกรรมกรชาวชิลี    อะไรที่เกิดขึ้นจริงกับทองแดง,สิ่งนั้นมันก็เกิดขึ้นกับส่วนอื่น ๆ ด้วย   เช่นเหล็กซึ่งเป็นสินแร่ที่มีคุณภาพดีและมีมากมายในชิลี       บริษัท เบ็ธเลเฮมเหล็ก กล้า ได้เข้าควบคุมกิจการของบริษัท เอล โตโฮ  ในปี 1913  และดำเนินการไปจนกระทั่งแร่หมดลง    เหล็กกล้าส่วนใหญ่ของชิลีถูกส่งไปยังอเมริกา
เรื่องนี้ต้องให้ความคารวะต่อชนชั้นนายทุนชิลีเป็นอย่างมากที่ได้หลงเหลือหลักฐานที่สมบูรณ์ ต่อความไร้ประสิทธิภาพของพวกเขาในการแบกรับภารหน้าที่พื้นฐานของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุนและการปลดปล่อยประเทศชาติจากการครอบงำของจักรพรรดิ์นิยม     ก่อนสงครามโลกครั้งแรกชิลีมีสภาพเป็นประเทศกึ่งบริวารของจักพรรดิ์นิยมอังกฤษ    หลังสงครามโลกครั้งที่สองชนชั้นนายทุนชิลีได้เปลี่ยนแอกใหม่มาขึ้นต่อจักรพรรดิ์นิยมอเมริกา   ปัจจุบันชนชั้นนี้ก็ยังพร่ำเพ้อพูดถึง” แผ่นดินพ่อ” และ”อุดมการณ์ของชาติ”  อย่างที่เคยแอบอ้างมาตลอด     แต่ไร้ความสามารถที่จะทำให้ชิลีเป็นอิสระและความอัปยศจากจักรพรรดิ์นิยม   จากตัวอย่างแรกพวกเขาเข้าร่วมมีบทบาทในฐานะผู้จัดการท้องถิ่นที่ดูแลผลประโยชน์ให้แก่จักรพรรดินิยม,เป็นเด็กหิ้วกระเป๋าให้แก่นายทุนต่างชาติ     ภายใต้กฎเกณฑ์ของชนชั้นนายทุนความมั่งคั่งจำนวนมหึมาของชิลีถูกปล้นไปโดยจักรพรรดิ์นิยมหรือไม่ก็ถูกถลุงโดยชนชั้นปกครองคณาธิปไตย   พวกเขาไม่แม้แต่จะสร้างชาติให้เจริญรุ่งเรืองหรืออย่างน้อยก็พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้ดีขึ้น,ซึ่งน่าเสียดายเพราะเป็นได้แค่การสร้างภาพเท่านั้น   ถนนที่มีสภาพดีในภาคเหนือล้วนสร้างขึ้นโดยบริษัทเหมืองแร่ต่างชาติ    สินค้าส่งออกส่วนมากของชิลีก็ใช้บริการขนส่งทางเรือของต่างชาติ

สิ่งที่ได้กล่าวมาคือภาระหน้าที่ทางประวัติศาสตร์ที่มีความจำเป็นต้องดำเนินต่อไปให้ได้ในชิลี ซึ่งสิ่งเหล่า นี้ได้ถูกทำให้สำเร็จลุล่วงในยุโรปมานานแล้ว, ตั้งแต่ยุคสมัยของการปฏิวัติประชาธิปไตยชนชั้นนายทุน  แต่ประวัติศาสตร์ของชิลีได้พิสูจน์ให้เห็นถึงคุณลักษณะของชนชั้นนายทุนชาติของชิลีในส่วนทั้งหมดว่าไม่มีความสามารถที่จะไปบรรลุภาระหน้าที่นี้  (โปรดติดตามตอนต่อไป)